ทำไมจังหวัดแม่ฮ่องสอนถึงได้รับแต้มความสุขมากที่สุด ทั้งที่เป็นจังหวัดยากจนที่สุดในเมืองไทย

Rabbit Today อัพเดต 21 ต.ค. 2562 เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 04.43 น. • Rabbit Today
แม่ฮ่องสอน เมืองที่มีความสุขมากที่สุด แต่มีฐานะยากจนที่สุด

โยนคำถามนี้ให้ใครก็คงไม่ได้รับคำตอบที่ดีเท่าคน ‘แม่ฮ่องสอน’

บอย-พิษณุ นิ่มสกุล นักแสดง นักร้อง และพิธีกรคนดัง เคยให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถึง ‘แม่ฮ่องสอน’ ในฐานะที่ตนเองใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่กับคุณยายที่นั่นว่า “พอผมเกิดได้ไม่นาน คุณแม่ก็พาผมไปอยู่กับยายที่ จ.แม่ฮ่องสอน ตอนนั้นอายุประมาณ 1 ขวบ อยู่ที่นั่นนาน 7-8 ปี บ้านขอบคุณยายอยู่ อ.เมือง ถ.ชำนาญสถิตย์ ข้างวัดจองคำ ซึ่งเป็นอารามหลวงของ จ.แม่ฮ่องสอน

“จะเป็นบ้านเก่าๆ มุงหลังคาใบตองตึง เคยเห็นใบตองตึงที่เขาใช้ห่อข้าวเหนียวไหมครับ เขาเอาใบตอบแบบนั้นมาพันๆ กันให้มันแห้งแล้วมุงเป็นหลังคา พอมุงหลังคาเสร็จ สมัยก่อนแถวบ้านผมจะมีลูกเห็บ พอพายุลูกเห็บมาหลังคาก็ปลิว (หัวเราะ) ทางบ้านไม่ได้มีฐานะ เป็นร้านขายของโชห่วย

บอย-พิษณุ นิ่มสกุล พูดถึงแม่ฮ่องสอน

“แต่อบอุ่นพอสมควร เรามีกิจกรรมทำบ่อยๆ อย่างหน้าหนาวก็มาก่อกองไฟ ปิ้งข้าวหลามกินกัน เป็นความรู้สึกที่น่าจดจำทั้งที่มันผ่าสมาแล้ว 20 กว่าปีก็ตาม ถ้าพูดถึงความผูกพัน ผมผูกพันกับที่นี่มาก แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ 7-8 ปี (ก่อนจะย้ายมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ) แต่ผมได้รับชีวิตความเป็นเด็กต่างจังหวัด ซึ่งเด็กต่างจังหวัดเป็นอะไรที่พิเศษกว่าเด็กในเมือง ต้องดูแลตัวเอง ต้องผจญภัย อย่างไปกระโดดน้ำเล่นกับเพื่อนที่หนองจองคำ แล้วโดนอากงจับได้ ถูกฟาด ทุกอย่างเป็นแนวผจญภัยมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ชีวิตมี่รสชาติ ไม่นิ่งๆ เรียบๆ 

“ถ้าใครไปเที่ยว จ.แม่ฮ่องสอน อย่างแรกที่ผมอยากแนะนำคือวัดจองคำ (วัดพระอารามหลวง) เป็นวัดที่ผมบวช จะมีหลวงพ่อโต เป็นหลวงพ่อที่ประดิษฐานอยู่ที่นั่น องค์ใหญ่มาก เป็นศิลปะแบบพม่า ไทยใหญ่ ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ไปขออะไรท่านให้แน่นอน 

“ถ้ำปลา เป็นภูเขาแล้วมีน้ำไหลมาใต้ภูเขา มีปลาตัวใหญ่ๆ ว่ายอยู่เต็มไปหมด ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแหล่งของแม่ฮ่องสอน ส่วนห้วยน้ำดังจะเป็นผาลงไป เป็นหุบเขาทั้งหมด แล้วจะมีหมอกเหมือนทะเลหมอก ถ้าไปหน้าหนาวจะสวยงามมากครับ

“ทุ่งบัวตอง ต้องเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน ดอกบัวตองจะบานสะพรั่ง เหลืองอร่ามทั่วทุ่ง ดูโคลน ก็เหมือนสปาธรรมชาติที่คนเอาดินมาพอกผิวครับ”

ฟังหนุ่มบอยเล่าเรื่องแม่ฮ่องสอนที่เขาผูกพันมาแต่วัยเยาว์แล้วก็ให้อยากจะไปเยือนดูสักครั้ง และคลี่คลายคำตอบของคำถามข้างต้นในทันทีว่าทำไม ‘แม่ฮ่องสอน’ จึงเป็นเมืองที่มีความสุขมากที่สุด แม้ประชากรในจังหวัดจะมีฐานะยากจนที่สุด นั่นเป็นเพราะธรรมชาติและความเรียบง่ายอย่างไรเล่า รวยใช่ว่าสุข--เห็นทีว่าจะเป็นความจริง

จากข้อมูลเมื่อปี 2561 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าปัจจุบันจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนมากที่สุดของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 39.21 โดย แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดชายแดนที่อยู่ห่างไกล ทุกอำเภอมีอาณาเขตติดกับรัฐฉานประเทศเมียนมา มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 275,884 คน เป็นลำดับที่ 73 ของประเทศไทย โดยความหนาแน่นของประชากร/พื้นที่ อยู่ที่ 22 คน/ตารางกิโลเมตร นับว่าน้อยที่สุดในประเทศ ประชากรอาศัยอยู่รวมกันหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ กระจัดกระจายอยู่ตามสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาสูงชัน สลับซับซ้อน และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตป่าสงวนและอุทยาน

ชาวเขาที่แม่ฮ่องสอน

กางแผนแก้ปัญหาความยากจน ในจังหวัดที่ยากจนสุดของไทย ของพ่อเมืองแม่ฮ่องสอนคนใหม่ สู่ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ที่มีดัชนีความสุขมากที่สุดในไทย ไร้ความวุ่นวาย อยู่กันแบบสโลว์ไลฟ์ สงบสันติ 

โดยพื้นที่ของจังหวัดมีการประกาศเป็นพื้นที่เขตป่าถึงร้อยละ 86 และมีหมู่บ้านอยู่ในเขตป่าถึง 377 หมู่บ้านจากทั้งหมด 415 หมู่บ้าน โดยมีพื้นที่ที่ราษฎรครอบครองถูกต้องตามกฎหมายเพียงประมาณร้อยละ 5 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด ทำให้มีข้อจำกัดด้านที่ดินทำกินของประชาชน เนื่องจากไม่มีไร่นา สวน เป็นของตนเอง กลุ่มชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ต้องอาศัยหาของป่าเพื่อประทังชีวิต ทำให้คนในครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 23,000 บาทต่อปี อยู่เป็นจำนวนมาก 

ขณะที่การเดินทางก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงเป็นอุปสรรคด้านการขนส่งและการเข้าถึงบริการของรัฐ เช่น ถนน ระบบประปา และการให้บริการด้านสาธารณสุข ทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงเป็นจังหวัดที่ติดอันดับยากจนที่สุดของประเทศ

จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องขึ้นเครื่องบินซี-130 มาลงพื้นที่ เพื่อพบประชาชนชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อติดตามการดำเนินโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ไทยแลนด์ 4.0 ในการแก้ไขปัญหาความยากจน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 พร้อมทั้งได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการในพื้นที่

ทั้งนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิบุคคลหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ปัญหายากจนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน มีความยากในการดำเนินการ เนื่องจากครัวเรือนแต่ละครัวเรือนจะมีเงื่อนไข หรือสาเหตุของปัญหาหลายประการ และจะไม่สามารถแก้ไขด้วยนโยบาย หรือกิจกรรมด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการแก้ไขปัญหา ในการปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงวิถีชีวิต หรือวิธีคิด 

จังหวัดแม่ฮ่องสอน

การแก้ไขปัญหายากจนจะต้องแก้ไขกันเป็นรายครัวเรือน ต้องทุ่มเททรัพยากร ความเสียสละ ความร่วมมือของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และที่สำคัญต้องอาศัยความตั้งใจของครัวเรือนยากจน และความเอื้ออารีของชุมชนที่ครัวเรือนยากจนอาศัยอยู่ โดยทิ้งท้ายอีกว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน สำคัญที่สุดก็คือ ครัวเรือนต้องรู้จักปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปฏิบัติการดำรงชีวิตใหม่ และหน่วยงานจะต้องเข้าไปแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ครัวเรือนยากจนได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อันจะทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ขณะที่ นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการแม่ฮ่องสอน ที่เพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งใหม่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้ชูนโยบายที่จะสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เพื่อมุ่งแก้ปัญหาความยากจน โดยได้กำชับกับหัวหน้าส่วนราชการ ทำงานให้เกิดผลลัพธ์ถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น อาทิ การแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน การจัดหาแหล่งน้ำ ส่งเสริมการค้าชายแดน การพัฒนาการศึกษา พัฒนาการท่องเที่ยว ส่งเสริมการเกษตร จัดหาแหล่งจำหน่ายสินค้าชุมชน การเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยอย่างทันท่วงที เป็นต้น ทั้งนี้จะมีการประเมินการทำงานของหัวหน้าส่วนราชการทุก 6 เดือน โดยระบุตัวชี้วัดในการปฏิบัติงานก็จะมีผลต่อตัวบุคคลด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จังหวัดแม่ฮ่องสอนจะเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศ แต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เป็นจังหวัดที่ประชากรมีความสุขที่สุดในประเทศเช่นกัน เพราะถึงแม้จะอาศัยอยู่รวมกันหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประเพณี วัฒนธรรม แตกต่าง แต่ทุกคนก็อยู่กันได้อย่างกลมเกลียวกันและเป็นไปอย่างสงบ สันติ ไม่เคยมีเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย หรือแม้แต่โจรผู้ร้ายโจรกรรมทรัพย์สินก็แทบจะไม่มี 

เมื่อปี 2556 ทางเอแบคโพลล์ ได้จัดอันดับจังหวัดแห่งความสุข โดยออกสำรวจกลุ่มเป้าหมายแต่ละจังหวัด พบว่า จังหวัดที่ประชากรอยู่แล้วมีความสุขมากที่สุดของประเทศไทยอันดับ 1 คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร้อยละ 60.9

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้เป็นจังหวัดแห่งความสุขของประเทศ ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ วิถีชาวบ้านเป็นเมืองที่สงบ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คดีอาชญากรรมต่ำ มีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ของคนในท้องถิ่น มีความเป็นเมืองและลักษณะวัตถุนิยมน้อยถึงปานกลาง และสำคัญที่สุดคือ คนในพื้นที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในหมู่ประชาชน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ปัจจุบันมีคนจากเมืองใหญ่หนีความวุ่นวายย้ายถิ่นฐานเข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้นในทุกปี

DID -YOU-KNOW

ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย เรื่อง ‘ผลการจัดอันดับจังหวัดแห่งความสุขของประเทศไทย’ พบว่า จังหวัดที่ประชาชนอยู่แล้วมีความสุขมากที่สุดอันดับหนึ่งได้แก่ แม่ฮ่องสอน ส่วนกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่อยู่ในอันดับสุดท้าย ขณะที่จังหวัดสมุทรสาครอยู่ในอันดับที่ 66 จากทั้งหมด 77 จังหวัด

สำหรับผลสำรวจดังกล่าว ได้ใช้กลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 77 จังหวัดทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 12,429 ตัวอย่าง ตั้งแต่วันที่ 1-19 มี.ค. 2556 ผลการจัดอันดับค่าร้อยละของประชาชนที่อยู่อาศัยในแต่ละจังหวัด พบว่า จังหวัดที่ประชาชนอยู่แล้วมีความสุขมากที่สุดอันดับหนึ่งได้แก่ แม่ฮ่องสอน ได้ร้อยละ 60.9
อันดับสองได้แก่ พังงา ได้ร้อยละ 60.7 อันดับสามได้แก่ ชัยภูมิ ได้ร้อยละ 60.0 อันดับสี่ได้แก่ ปราจีนบุรี ได้ร้อยละ 57.0 อันดับห้าได้แก่ อุทัยธานี ได้ร้อยละ 56.6 อันดับหกมีสองจังหวัดได้แก่ จันทบุรีและสุโขทัย ได้ร้อยละ 56.3 อันดับเจ็ดมีสองจังหวัดได้แก่ พะเยาและแพร่ ได้ร้อยละ 55.6 อันดับแปดได้แก่ น่าน ได้ร้อยละ 54.8 อันดับเก้าได้แก่ หนองคาย ได้ร้อยละ 54.3 และอันดับสิบได้แก่ ลำปาง ได้ร้อยละ 53.9

โดยปัจจัยที่ทำให้ อยู่แล้วเป็นสุขมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก วิถีชีวิตชาวบ้านเป็นเมืองที่สงบ เป็นสังคมขนาดเล็ก มีความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัวและชุมชน ผู้คนมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสูง คดีอาชญากรรมต่ำ มีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่น มีความเป็นเมืองและลักษณะวัตถุนิยมระดับน้อยถึงปานกลาง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ คนในพื้นที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่ประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ