ทำงานหนัก + มีวินัย! เคล็ดไม่ลับสำหรับ “สตาร์” วงการธุรกิจรุ่นใหม่

เส้นทางเศรษฐี อัพเดต 21 ต.ค. 2562 เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2562 เวลา 01.11 น.
72781751_2492734954307264_4263765097328934912_n

 

ทำงานหนัก + มีวินัย! เคล็ดไม่ลับสำหรับ “สตาร์” วงการธุรกิจรุ่นใหม่ 

ตลอดระยะเวลาผ่านมาหลายปีเรามักจะเห็น “ไม้ต่อธุรกิจ” เข้ารับการอบรมสัมมนาในหัวข้อ “Family Business” กันค่อนข้างมาก ทั้งนั้นเพราะพวกเขาและเธอ เพิ่งจะเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพิ่งจะเริ่มทำงาน และเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในธุรกิจครอบครัว แต่กระนั้น การเดินตามรอยบุพการีเพื่อเรียนรู้งานภายในครอบครัวเห็นทีจะช้าเกินไป พวกเขาและเธอจึงเลือกที่จะเข้าคลาสอบรมการบริหารธุรกิจครอบครัวของสำนักอบรมต่างๆ

เพื่อกรูมตัวเอง และเพื่อเชื่อมโยงคอนเน็กชั่นกับเหล่าบรรดาเจเนอเรชั่น 2 และ 3 ด้วยกัน ทางหนึ่งเพื่อต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจต่อไปในอนาคต ขณะที่อีกทางหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้มุมมองต่อการบริหารธุรกิจครอบครัว

ที่มีอุปสรรคสำคัญคือ “ลูกน้องเก่า” ของผู้บริหารยุคก่อตั้ง

เพราะเขามักจะมองว่า “ไม้ต่อธุรกิจ” ทำงานไม่เป็น บริหารไม่เก่ง และมักจะใช้เงินลงทุนมากกว่าการให้โอกาสและการรักษาน้ำใจ ทั้งๆ ที่พนักงานรุ่นเก่าทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่มากับผู้บริหารยุคก่อตั้ง สมัยตั้งแต่พวกคุณยังเด็กๆ

แต่เมื่อวันหนึ่ง “คุณ” มีโอกาสเข้ามาบริหาร “คุณ” กลับไม่เห็นหัวพวกเขา ทั้งยังคิดว่า “พวกเขา” เป็น “deadwood” ที่คอยถ่วงเวลาไม่ให้บริษัทเจริญเติบโตต่อไปในวันข้างหน้า

ที่สุดจึงเกิดช่องว่างระหว่างการบริหาร ช่องว่างระหว่างวัย

และสุดท้าย “คนรุ่นเก่า” จึงถูกอัปเปหิไปทีละคนๆ จนแทบไม่เหลือพนักงานรุ่นบุกเบิกอยู่เลย เพราะพวกเขารู้สึกว่าแนวทางการบริหารของ “เสี่ย” ช่างแตกต่างจากการบริหารของ “เตี่ย” อย่างสิ้นเชิง

ผลเช่นนี้ จึงทำให้หลายๆ องค์กรตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี ครั้นจะใช้ “ยาแรง” ก็กลัวว่า “ลูกน้องเก่า” จะรับไม่ได้

ครั้นจะใช้ “ยาเบา” ก็กลัวถูกครหาว่าไม่เด็ดขาด ไม่มีความมั่นใจ

จนที่สุด จึงต้องให้ผู้บริหารยุคบุกเบิกออกมาประกาศ และแต่งตั้งอย่างชัดเจนว่า…ต่อแต่นี้ไปผู้ที่เข้ามากุมบังเหียนองค์กรคือลูกของผม ขอให้พวกเราช่วยเหลือเขาด้วย เพราะการช่วยเหลือเขาก็เท่ากับช่วยเหลือองค์กร

ผ่านมาหลายปีผมค่อนข้างคุ้นชินกับเรื่องราวเหล่านี้ค่อนข้างมาก มากเสียจนทำให้คิดว่าถึงตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง อยู่รอดปลอดภัยดีแล้วหรือยัง

ที่สำคัญ เคล็ดวิชาที่พวกเขาและเธอไปฝึกปรือจากสำนักอบรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจครอบครัวถูกนำมาปรับใช้กับองค์กรบ้างหรือเปล่า

เพราะโลกธุรกิจวันนี้กับเมื่อ 4-5 ปีผ่านมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะดั่งที่ทุกคนทราบดี เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วยังไม่มีเรื่องของการดิสรัปชั่นทางธุรกิจและเทคโนโลยี

ดังนั้น แนวทางในการบริหารของคนรุ่นใหม่ จึงไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการรักษา ต่อยอดในธุรกิจเดิม หรือลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งนั้นเพราะเขามองเห็นแล้วว่าโลกของธุรกิจไม่หยุดอยู่กับที่

ถ้าหากจับเทรนด์ของโลกธุรกิจถูก โอกาสที่จะติดลมบนย่อมมีสูง แต่กระนั้น พวกเขาและเธอลืมคิดไปอย่างหนึ่งว่า เมื่อกระแสดิสรัปชั่นทางธุรกิจและเทคโนโลยีถาโถมเข้ามา สิ่งที่ลงทุนไปไม่ว่าจะเป็นคนและเครื่องจักรกลับไร้ประโยชน์

ไม่คุ้มค่า เพราะทุกคนต้องกลับมาเริ่มต้นเรียนรู้กันใหม่ทั้งหมด

ขณะที่ธุรกิจหลักๆ ในพอร์ตการลงทุนต่างๆ ก็แปรปรวน จนบางทีหาทางออกไม่เจอเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ที่สุด พวกเขาจึงต้องมาเรียนรู้ใหม่เช่นกัน

จนไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ จะมีก็แต่เรื่อง “การตัดสินใจ” เท่านั้นว่าใครถูก ผิด มากน้อยไปกว่ากัน เพราะโดยประสบการณ์ของผู้ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจต่างเชื่อว่าประสบการณ์จะสอนตัวเอง

วัยหนึ่งก็สอนแบบหนึ่ง ขณะที่อีกวัยหนึ่งก็จะสอนอีกแบบหนึ่ง

ซึ่งเหมือนกับ “เศรษฐา ทวีสิน” ผู้บริหารระดับสูงของแสนสิริ ที่เคยเล่าเรื่องทำนองนี้ผ่านเวทีสัมมนารายการหนึ่งบอกว่า…ประสบการณ์จะสอนตัวเราเอง

“ที่สำคัญ คุณจะต้องทำงานหนัก เพราะการทำงานหนักจะทำให้คุณมีประสบการณ์ และมีมุมมองที่มองเห็นความแตกต่างไปจากคนอื่น จนทำให้เกิดความมั่นใจว่าเมื่อเราเจอปัญหาจริงๆ เราจะแก้ปัญหานั้นๆ ได้ไม่ยาก แต่กระนั้น เราจะต้องมีวินัยควบคู่ไปด้วย”

เพราะ “วินัย” จะทำให้เรา “เข้าใจทุกๆ ปัญหา”

ซึ่งแตกต่างจากนักธุรกิจรุ่นใหม่สมัยนี้ ที่ไม่เพียงเขาจะมีสมองอันวิเศษ เขายังมีความกล้า มีมุมมอง และมีคอนเน็กชั่นที่หลากหลาย เสียดายแต่ว่าเขาหวาดกลัวการทำงานหนัก กับขาดวินัย

ที่สุดพวกเขาจึงไม่ทะลุในการมองปัญหา และแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน สุดท้ายจึงแค่เป็นคนทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง

ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่ “เศรษฐา” พูดเป็นเรื่องจริง เพราะโลกธุรกิจในวันนี้ ล้วนคลาคล่ำไปด้วยนักธุรกิจรุ่นใหม่ทั้งสิ้น หลายคนประสบความสำเร็จเร็ว

หลายคนมีชื่อเสียง หลายคนกำลังเป็นไอดอลให้กับเหล่าบรรดาสตาร์ตอัพรุ่นใหม่อีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้ ดังนั้น ถ้าเขาเติมในเรื่องการทำงานหนัก และเติมเรื่องของวินัยเข้าไปอยู่ในตัวตนของเขา

ผมเชื่อแน่ว่า “เขา” จะกลายเป็น “สตาร์” ของวงการธุรกิจรุ่นใหม่บนโลกใบนี้อย่างแท้จริง

ซึ่งเหมือนกับหลายๆ คนบนโลกใบนี้ที่กำลังกลายเป็นไอดอลให้กับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ที่แม้เขาจะมาจากธุรกิจครอบครัวบ้าง หรือจากธุรกิจประเภทอื่นๆ บ้าง

แต่เมื่อเขาจับจุดถูก ธุรกิจครอบครัวก็จะกลายเป็นธุรกิจมหาชนโดยไม่ยาก

ผมเชื่อเช่นนั้นนะ และผมก็เชื่อว่า “ต้นทุน” ของคนเราไม่จำเป็นต้องเท่ากันหรอก แต่ถ้าเราทำงานหนักกว่าคนอื่น และมีวินัยมากกว่าเพื่อนๆ ในระดับเดียวกัน

ต่อให้ไม่ได้มาจากธุรกิจครอบครัวใดๆ ก็ตาม เราก็จะประสบความสำเร็จในที่สุด

ซึ่งเหมือนกับหลายๆ คนที่มีชื่อเสียงอยู่ขณะนี้

ดูข่าวต้นฉบับ