ทองคำราคาพุ่งปรี๊ดทำนิวไฮ ยังน่าลงทุนไหม ซื้อตอนนี้ทันหรือเปล่า?

Wealthy Thai อัพเดต 03 เม.ย. เวลา 17.35 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. เวลา 17.35 น. • wealthythai
ทองคำราคาพุ่งปรี๊ดทำนิวไฮ ยังน่าลงทุนไหม ซื้อตอนนี้ทันหรือเปล่า?

สินทรัพย์ปลอดภัยหนึ่งในดวงใจตลอดกาลของนักลงทุน ที่จะต้องมีติดพอร์ตเอาไว้ คงจะหนีไม่พ้น “ทองคำ” เพื่อกระจายความเสี่ยง ความต้องการทองคำจะยิ่งมากขึ้นในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือเกิดสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ราคาทองคำในตลาดโลกเคยปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่ราว 1,921 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือราคาขายในประเทศอยู่ที่กว่า ราคา 27,100 บาท ในช่วงปี 2554 หลังจากที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เกิดวิกฤตหนี้ในยุโรป และธนาคารกลางยุโรปต้องลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับติดลบ ด้านธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) มีการอัดฉีดเงินเข้ามาดูแลเศรษฐกิจ  หลังจากหมดรอบการอัดฉีดสภาพคล่องทำให้ราคาทองเริ่มแผ่วลงไปอยู่ในกรอบ 1,200-1,400 ดอสลาร์สหรัฐต่อออนซ์ 
คนที่เข้าไปซื้อในช่วงนั้นแต่ขายไม่ทันก็เรียกว่า ดอยยาว  ๆ มาหลายปี

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์กีดกันทางการค้าสหรัฐและจีนที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ กระทบให้เศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัวดันราคาทองให้สูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดช่วงต้นปี 2563 เกิดความขัดแย้งสหรัฐและอิหร่าน และทั่วโลกกังวลการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังยืดเยื้อส่อเค้ายังไม่จบลงง่าย ๆ จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกให้ชะลอลงไปอีก ทำให้มีการกลับมาลงทุนทองคำมากขึ้นดันราคาทองคำปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกขึ้นมาที่1,633 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ยืนเหนือ1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทำสถิติสูงสุดรอบ7 ปี และยังผ่านแนวต้านสำคัญไปแล้ว ด้านราคาขายในประเทศอยู่ที่ ราคา24,500 บาท
ล่าสุดวันที่24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำนิวไฮอีกครั้ง ราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้นมาที่ระดับ1,680 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ราคาซื้อขายในประเทศพุ่งขึ้นไป25,250 บาท เมื่อเวลา16.50 . เปลี่ยนแปลงมากถึง12 ครั้งในวันเดียว ซึ่งที่เคยเปลี่ยนแปลงมากสุดก็ราว16 ครั้ง

 

 

กังวลไวรัสระบาด-ดอกเบี้ยจ่อต่ำอีก

ราคาทองที่ปรับขึ้นในรอบนี้ จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด ให้คำตอบกับ Wealthy Thai ว่า มาจากความกังวลไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดระบาดไปในหลายประเทศ ขณะที่มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่ปรับตัวลง เนื่องจากช่วงนี้แม้ธนาคารกลางใหญ่ของโลกจะยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ดูจะมีโอกาสลดดอกเบี้ยมากขึ้นทั้งหมด เช่นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ตลาดมองว่าต้องลดดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งในเดือนกันยายน ขณะที่ญี่ปุ่นและยุโรปก็อาจต้องกลับลดดอกเบี้ยภายในปีนี้เช่นกัน ส่งผลให้นักลงทุนต้องหาสินทรัพย์อื่นๆ มาเป็นทางเลือก ทองคำคือคำตอบหนึ่ง
อีกประการ คือ ตลาดปิดรับความเสี่ยง เป็นประเด็นที่ทำให้นักลงทุนไม่กล้ากลับเข้าหุ้น ขณะเดียวกันเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร(ยีลด์) ลงต่ำก็แปลว่าราคาพันธบัตรกำลังแพง จึงทำให้นักลงทุนย้ายมาพักเงินที่ทองมากขึ้นเช่นกัน 
“ระยะสั้นราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นเร็วจะเจอกับแรงขายทำกำไรบ้าง แต่ในระยะยาวเชื่อว่าถ้าธนาคารกลางใหญ่ของโลกกลับมาลดดอกเบี้ยจริง พร้อมกับความเสี่ยงการเมืองสหรัฐที่สูงขึ้นช่วงปลายปี น่าจะยังเป็นแรงส่งผลให้ราคาทองไม่ปรับตัวลงง่ายๆ จึงยังมองเป้าหมายสิ้นที่ 1,666 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 10% จากปลายปี 2562 หรือเงินบาทอยู่ที่ 25,500 บาท ภายสมมติฐานค่าเงินบาทที่ประมาณ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ” จิติพล ระบุ 
สำหรับการลงทุนในทองคำที่นิยมลงทุนกันผ่าน 4 รูปแบบหลักได้แก่การลงทุนโดยตรงผ่านการซื้อทองคำจากร้านขายทองการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการลงทุนในทองคำการลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของไทยผ่านตลาด (TFEX) และการลงทุนด้วยการซื้อหุ้นในบริษัทที่ทำกิจการเหมืองทองคำผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) จิติพลแนะนำว่าสามารถลงทุนผ่าน TFEX ก็ได้เพราะไม่ได้ต่างกับการลงทุนในกองทุนทองคำและสะดวกกว่าการซื้อทองแท่งทั้งนี้ไม่แนะนำให้ลงทุนในเหมืองทองหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับทองเพราะเพิ่มความเสี่ยง credit โดยไม่จำเป็น
สำหรับนักลงทุนไทย ราคาปัจจุบันถือว่าได้แรงหนุนสองทางทั้งจากค่าเงินบาทที่อ่อน และราคาทองคำที่สูงขึ้นพร้อมกัน สำหรับนักลงทุนหุ้นสามารถปรับเพิ่มการถือทองแทนได้เนื่องจากมีความผันผวนใกล้เคียงกันราว9-12% แต่ต้องระวังว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ทั่วโลกใช้ในการเก็งกำไรเป็นหลัก จึงไม่ควรมีการถึงครองเกิน15% ของพอร์ต ส่วนของราคา เชื่อว่าน่าจะมีแรงขายมากขึ้นถ้าราคาเข้าใกล้ระดับ 25,000 บาท คาดกรอบเป้าหมายทั้งปีอยู่ที่ 22,000-27,000 บาท เพราะเชื่อว่าเงินบาทจะแข็งค่ากลับลงมาจากระดับปัจจุบัน
“จากราคาปัจจุบันมองว่า upside ประมาณ 2% เทียบกับความผันผวน 8-10% ต่อปีอาจไม่น่าสนใจมากนัก ระยะสั้นควรรอซักครู่ มองเริ่มรับได้ตั้งแต่ระดับ 1,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลงมา ใครที่ถืออยู่ก็สามารถขายก่อนได้ คิดว่าน่าจะได้ซื้อถูกกว่านี้ในช่วงกลางเดือนเมษายน(สงกรานต์) ตลาดน่าจะมี correction บ้าง คล้ายๆ กับเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560  ที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐน่าจะแข็งค่าช่วงนั้นและกลับมากดดันทองคำได้” จิติพล กล่าว

 

 

ราคาทองสัปดาห์นี้ทะลุ25,000 บาท

ขณะที่ พิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า สัปดาห์นี้มีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำในตลาดโลกขึ้นไปที่  1,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และราคาทองคำในประเทศมีโอกาสที่แตะขึ้นไปถึง  25,500 บาทในสัปดาห์นี้ โดยมีแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อยู่ที่ 31.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยสถานการณ์ขณะนี้ทุกคนต่างเป็นกังวลต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19  จึงหันเข้ามาหาสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะเริ่มเห็นผลกระทบต่อซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง เมื่อโรงงานในจีนต้องหยุดการผลิต การผลิตอุปกรณ์ที่ต้องใช้ชิ้นจากจีน ในญี่ปุ่น สหรัฐ ไม่สามารถผลิตได้ ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่าจะยังยืดเยื้อไปนานแค่ไหน จะมียาหรือวัคซีนที่รักษาได้ออกมาเร็วๆ นี้หรือไม่ ซึ่งเริ่มมีการระบาดนอกประเทศจีน ในเกาหลีใต้ อิตาลี ที่ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าจะลุกลามไปทั่วประเทศ 
“ราคาทองคำขณะนี้ปรับขึ้นเร็ว ไม่ได้สะท้อนพื้นฐานแต่เป็นไปตามความกังวลจากภาวะตลาดหุ้นที่ไม่ดี การลงทุนทองคำอาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น อาจจะมีกลุ่ม Hedge Fund ที่ซื้อที่ระดับราคา 1,590 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์มาขายคืน แต่หากมีเงินอยู่ก็สามารถลงทุนได้ โดยควรลงทุนในสัดส่วนเพียง 20% ของพอร์ตเพราะราคายังอาจจะขยับขึ้นได้ ส่วนจะไปถึงระดับใดและจะไปถึงระดับสูงสุดถึง 1,900 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์หรือไม่ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปก่อน” พิชญา กล่าว

 

ดูข่าวต้นฉบับ