ทนายครอบครัวบอส รับ ‘อึดอัดใจ’ ครอบครัวเฉลิม อยู่วิทยา เตรียมร่อนแถลงการณ์ชี้แจง

The Bangkok Insight อัพเดต 03 ส.ค. เวลา 13.21 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. เวลา 13.21 น. • The Bangkok Insight
ทนายครอบครัวบอส รับ ‘อึดอัดใจ’ ครอบครัวเฉลิม อยู่วิทยา เตรียมร่อนแถลงการณ์ชี้แจง

ทนายครอบครัวบอส "สมัคร เชาวภานันท์" เปิดใจ "อึดอัด" พร้อมชี้แจงทุกกรณี เผยครอบครัว "เฉลิม อยู่วิทยา" เตรียมออกแถลงการณ์ชี้แจงสังคม

นายสมัคร เชาวภานันท์ ที่ปรึกษาและทนายความชื่อดัง และเป็น ทนายครอบครัว นายเฉลิม อยู่วิทยา เปิดเผยว่า ในฐานะ ทนายครอบครัวบอส รายละเอียดของคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา นั้น เป็นความลับของคู่ความ โดยมารยาทและจริยธรรมของ ทนายความ ไม่สามารถพูดได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากทางครอบครัว

ทนายครอบครัวบอส

"ผมอึดอัดมาก อยากพูดให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริง เพราะขณะนี้กระแสสังคมวิจารณ์ไปในทางที่วิจารณ์ด่าทอ มากกว่าพูดถึงข้อเท็จจริงของคดี แต่ถึงแม้อยากอธิบายแต่ทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามผมทราบว่าประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น ทางครอบครัวเตรียมทำแถลงการณ์เพื่อชี้แจงรายละเอียดกับสังคม ส่วนจะเป็นเมื่อใดนั้นขอให้ติดตามอีกครั้ง" นายสมัคร กล่าว

สำหรับกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา และทาง กมธ.สภาผู้แทนฯ เตรียมเรียกเข้าชี้แจงนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากกมธ.ฯ ซึ่งขณะนี้ ตนอยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังจากผ่าตัดสมอง  แต่ก็ไม่หนักใจหากถูกเรียกเข้าชี้แจง และพร้อมเข้าชี้แจงทั้งหมด

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่า มีการใช้กลไกกมธ.กฎหมาย สนช. เข้าไปมีผลต่อคดี นั้น ขอยืนยันว่าหลังการปฏิวัติเมื่อปี 2557 ตนไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่เคยเข้าเป็นที่ปรึกษาของกมธ.คณะใด การยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้กับนายวรยุทธ โดยมีนายธนิต บัวเขียว ทนายความ เป็นผู้นำยื่นนั้น ตนรับทราบและให้ได้คำปรึกษา

ขณะที่เป้าหมายการยื่นขอความเป็นธรรม กับ กมธ.กฎหมาย การยุติธรรม และกิจการตำรวจ สนช. ครั้งนั้น เนื่องจากอัยการที่ทำคดี จะยื่นฟ้องคดีโดยใช้ความเร็วรถที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งที่มีข้อมูลระบุ ถึงอัตราความเร็วรถไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง จึงต้องร้องขอความเป็นธรรม

ในส่วนของการพิจารณาของกมธ. ทราบเพียงว่า ทางกมธ.เชิญนักวิชาการ คือนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์ประจำ และหัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มาให้ข้อมูลเรื่องขอความเร็วเท่านั้น

ขณะที่พยานที่อยู่ในสำนวน 2 รายนั้น ยืนยันมีตั้งแต่ต้น ไม่ใช่นำเข้ามาภายหลัง กรณีของนายจารุชาติ มาดทอง พยานที่ขับรถกระบะ เป็นพยานฝ่ายตำรวจ ที่เข้าให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่ หลังเกิดเหตุครั้งแรก และให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง ราวปี 2560 หรือปี 2561 เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ ทนายความของนายวรยุทธร้องขอให้ตามตัวมาให้ปากคำเพิ่มเติม

"เหตุผลที่ใช้เวลานาน จากปี 2555 ในครั้งแรก ห่างจากครั้งที่สองถึง 5 ปีเพราะร้องขอไปทางตำรวจให้ดำเนินการ ตอนแรกไม่สามารถตามตัวได้ แต่ภายหลังสามารถตามตัวได้ จึงเข้าสู่การให้ปากคำเพิ่มเติม" นายสมัคร กล่าว

สาเหตุที่สาระการให้ปากคำ เป็นประโยชน์กับนายวรยุทธ เนื่องจากระบุว่า ในวันเกิดเหตุ นายจารุชาติ ขับรถกระบะ แซงรถเฟอร์รารี่ ของนายวรยุทธ ใช้ความเร็วประมาณ 80 กม.ต่อชั่วโมง ทำให้เห็นว่ารถเฟอร์รารี่ ทำความเร็วที่ไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมงเท่านั้น หากเร็วกว่านั้น รถกระบะจะไม่สามารถแซงได้ นอกจากนั้นแล้วปากคำยืนยันว่า รถจักรยานยนต์ของด.ต.วิเชียร เปลี่ยนช่องทางจราจรจากช่องแรก ไปช่องสามแบบกะทันหัน

“การตายของ นายจารุชาติ ซึ่งเป็นพยานฝ่ายตำรวจ ผมว่ามีพิรุธ แต่เมื่อเขาเสียชีวิตแล้ว ในทางคดี สามารถนำข้อมูลที่เขาเบิกความในชั้นสอบสวน ต่อสู้ต่อไปได้ อย่างไรก็ดีในคดีนี้มีพยาน 2 คนนั้น ผมยืนยันว่า เขาทั้งคู่ ไม่รู้จักกันมาก่อน"นายสมัคร กล่าว

กรณีของพล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร อดีตนายทหารนั้น ยอมรับว่า ทราบภายหลังเกิดเหตุว่า เป็นผู้ที่เห็นเหตุการณ์อีกคน เพราะมีคนสนิทของนายเฉลิมรับทราบ จากการพูดคุยในวงสนทนา ในงานเลี้ยงหนึ่ง จากนั้น ได้ร้องขอให้มาเป็นพยานให้”นายสมัครกล่าว

การที่คดีนี้ ในภาพรวมใช้เวลานาน และกว่าจะทราบผลช้า เพราะมีการร้องขอความเป็นธรรม ประมาณ 7-8 ครั้ง และการร้องขอความเป็นธรรมเฉพาะ การยื่นเรื่องไปอัยการสูงสุด และตำรวจนั้น กินเวลาอย่างน้อย 5 เดือน

อย่างไรก็ตามในการสรุปสำนวนของคดี ไม่ทราบว่าตำรวจตั้งข้อหาว่า นายวรยุทธฆ่าคนตาย เพราะรูปคดี ไม่เป็นเช่นนั้น แต่หากผลสอบยืนยันว่า ผิดจริง ก็พร้อมจะชดใช้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ