ต่างชาติลงทุนไทย หลังโควิด อุตฯสุขภาพ-ไอที มาแรง ห่วงสิ่งทอ แปรรูปอาหาร ย้ายฐานหนี

The Bangkok Insight อัพเดต 11 ส.ค. เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. เวลา 08.22 น. • The Bangkok Insight
ต่างชาติลงทุนไทย หลังโควิด อุตฯสุขภาพ-ไอที มาแรง ห่วงสิ่งทอ แปรรูปอาหาร ย้ายฐานหนี

ต่างชาติลงทุนไทย คาดอุตสาหกรรมสุขภาพ-ไอที รับอานิสงส์ ย้ายฐานเข้าไทย หลังโควิด-19 คลี่คลาย แนะดันไทยขึ้นศูนย์กลางด้านสุขภาพและอาหารเพื่อสุขภาพของโลก

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลการศึกษา "บุญหล่นทับหรือกรรมซ้ำเติม?…ฐานการผลิตไทยกับ CLMV หลังโควิด-19" พบว่า ผู้ประกอบการต่างชาติ ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสุขอนามัยเพิ่มมากเป็นอันดับที่ 4 จากช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 อยู่ในอันดับที่ 11 ทำให้มีแนวโน้ม ต่างชาติลงทุนไทย เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้เนื่องจาก การที่ประเทศไทย สามารถจัดการกับโควิด-19 ได้ดี และแรงงานมีคุณภาพ มีความรู้ มีฝีมือ มีทักษะในการผลิต โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจลงทุน จากนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ด้านไอที เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องปรับอากาศ ฮาร์ดดิสก์ ถุงมือยาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ และเครื่องมือทางการแพทย์

ดังนั้น ไทยควรจะใช้โอกาสจากโรคระบาด ผลักดันส่งเสริมสนับสนุน และเน้นอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น ถุงมือยาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพ เครื่องมือทางการแพทย์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ ว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสุขภาพ และอาหารเพื่อสุขภาพของโลก ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยี เอไอ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ ที่มีแผนขยายฐานการผลิต เข้ามาในประเทศไทยเพิ่ม ประกอบด้วย ผู้ประกอบการจีน ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ด้านไอที, ผู้ประกอบการญี่ปุ่น สนใจลงทุน เครื่องใช้สำนักงาน และเครื่องปรับอากาศ และผู้ประกอบการมาเลเซีย ในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการต่างชาติ ที่มีแผนย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย หลังโควิด-19 ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อาทิ ผู้ประกอบการจีน เพื่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง) และผู้ประกอบการญี่ปุ่น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ และเครื่องมือทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม มีอุตสาหกรรมไทย ที่จะได้รับผลกระทบหลังโควิด-19 ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล อาหารทะเลแช่แข็ง, เครื่องจักรกล, อาหารแปรรูป เนื่องจากผู้ประกอบการไทย มีแผนจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาแรงงานที่มีจำนวนมาก และค่าแรงต่ำ แหล่งวัตถุดิบใหม่ที่มีคุณภาพใกล้เคียงไทยและราคาถูก และสิทธิประโยชน์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ

"ประเทศที่ผู้ประกอบการไทย มีแผนจะขยายฐานการผลิตไปมากที่สุด คือ ประเทศเมียนมา ในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่ม แปรรูปอาหารทะเล/อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องจักรกล รองมาคือ ประเทศเวียดนาม เพื่อผลิตผลิภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเล อาหารทะเลแช่แข็งอาหารแปรรูป ประเภทขนมขบเคี้ยว

สถานการณ์ลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ

ด้านสถานการณ์การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในกลุ่ม CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม พบว่า FDI ในไทย ปี 2562 มีมูลค่า 281,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีมูลค่า 255,605 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการลงทุนจากจีน เพิ่มขึ้นเป็น 261,706 ล้านบาท จาก 12,457 ล้านบาท ในปี 2558 โดยเพิ่มขึ้นแซง ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์

FDI ใน สปป.ลาว ปี 2562 มีมูลค่า 7,963 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 กว่า 6 เท่า โดย 10 ปีผ่านมา (ปี2553 – 2562) ประเทศจีนมีโครงการลงทุนในลาวมากเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด แต่มูลค่าการลงทุนในปี 2558 จีนเป็นรองเวียดนาม

สำหรับการลงทุนของไทยในลาว ปี 2562 ไทยลงทุนในลาวเป็นอันดับ 2 ทั้งนี้ ก่อนปี 2554 นักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 คือประเทศไทย แต่หลังจากนั้น FDI ของจีนขึ้นเป็นอันดับ 1 แทนที่เม็ดเงินจากประเทศไทย และเวียดนาม ปัจจุบันจีนเป็นนักลงทุนและผู้สนับสนุนด้านการเงินอันดับหนึ่งของลาว

FDI ในเวียดนาม ส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนชาวเอเชีย ซึ่งปี 2562 FDI ในเวียดนามมีมูลค่า 16,746 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยมีโครงการใหม่ 3,883 โครงการ เพิ่มขึ้น 27.5% เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยเกาหลีใต้เป็นผู้ลงทุนอันดับต้น ๆ ตั้งแต่ปี 2557

ส่วนไทยลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 7 ในปี 2562 ซึ่ง 80% ของธุรกิจไทยที่ลงทุนในเวียดนาม เป็นภาคการผลิต และบางส่วนเข้าสู่การค้าปลีกโดยการเข้าซื้อกิจการ

FDI ในเมียนมา มูลค่าการลงทุนสะสมของเมียนมา ตั้งแต่ปี 2558 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2562 มีมูลค่าทั้งสิ้น 83,038 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2558 โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ จีน ไทย ฮ่องกง และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

อุตสาหกรรมที่ต่างชาติให้ความสนใจลงทุนในเมียนมามากที่สุดในปี 2562 สามอันดับแรก คือ กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กลุ่มพลังงาน และอุตสาหกรรมการผลิต ตามลำดับ

FDI ในกัมพูชา ปี 2562 นักลงทุนต่างชาติที่มูลค่าการลงทุนมากที่สุดในกัมพูชาและเข้ามาลงทุนมากเป็นอันดับ 1 คือ จีน ตามด้วย หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) ญี่ปุ่น และไทย โดยในช่วง 5 ปี (ปี 2558-2562) จีนเพิ่มเงินลงทุนในกัมพูชามากขึ้นถึง 334% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า เช่นเดียวกับไทยที่มีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 24%

ในปี 2562 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา (CIB) ได้อนุมัติโครงการลงทุนรวม 197 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโรงงานผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า และธุรกิจโรงแรม เป็นต้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ