"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?

ไทยโพสต์ อัพเดต 06 ส.ค. เวลา 17.01 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. เวลา 17.01 น. • ไทยโพสต์

           โทษทีเถอะ….

            มัวไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลซะ ๒ วัน เรื่อง "ตำรวจ-อัยการ" สั่งไม่ฟ้อง "นายบอส เรดบูล" เลยเหมือนผม "สับไกค้าง"

                นอนฟังคณะอัยการท่านแถลงผลสอบข้อเท็จจริง ก็เพลิดเพลินดี ท่านประยุทธ เพชรคุณ กับท่านปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ทำเอาผมไข้ลดพรวดจนตัวเย็นเฉียบ

                เพราะท่าน "เฉียบ" เหลือรับประทานจริงๆ!

                มันไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่ไหนหรอก

                ทั้งเรื่องโคเคน เรื่องความเร็ว มันเป็นของเก่า ขลุกขลิกอยู่ใน "คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ" นั่นแหละ

                อย่าไปอ้างเลยครับว่า "ไม่มีในสำนวน"

                ถ้าไม่มี…..

                ด้วยวิสัย "อัยการผู้ตรวจสำนวน" พลิกดูสำนวนที่ตำรวจส่งมาปร๊าดแรกก็รู้แล้วว่า ตำรวจชงอ่อนหรือชงแก่

                ทำไมไม่เรียกหลักฐานเพิ่มเติม ทำไมไม่แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนให้พนักงานสอบสวนไปทำเพิ่มเติมให้สมบูรณ์?

                อย่างความเร็วรถ บอกพูดลอยๆ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาการอ้างอิง

                แล้วปล่อยไปได้ไง สมมุติคดีถึงศาล อัยการเป็นทนายฝ่ายโจทก์ ถูกทนายจำเลยจี้ประเด็นนี้ ไม่ตกม้าตายแต่ทวนแรกหรือ?

                อย่าไปโยนขี้ให้ตำรวจผ่ายเดียวเลย เรื่องนี้ มัน "ขนมจีนผสมน้ำยา" ตำรวจกับอัยการนั้น ในการทำคดี เหมือนลิ้นกับฟัน

                ถ้านึกไม่ออก สังเกตตอนเรารับประทานอาหารดูจะเข้าใจ ถ้าลิ้นกับฟันไม่ร่วมกัน ไม่มีทางกลืนลงคอ!

                คดีบอส เรดบูล นี่เช่นกัน หรี่ตาชัดๆ

                คดีรถชนธรรมดาๆ ใช้เวลาร่วม ๘ ปี ยังปิดสำนวนส่งฟ้องศาลไม่ได้ มีที่ไหนในโลก หือ?

                ช่วยกันดึงเวลา เลื่อนเข้าพบอัยการ ๗ ครั้ง ร้องเรียนขอความเป็นธรรม ๗ ครั้ง

                รีๆ รอๆ ร่วม ๕ ปี จนนายบอสออกนอกประเทศไปแล้ว ค่อยไปขอหมายจับจากศาลตามหลัง!

                ถ้าอัยการไม่เอาด้วยกับตำรวจ จะเป็นอย่างนี้ได้มั้ย มีชาวบ้านรายอื่นได้รับสิทธิพิเศษ ๗ ครั้ง ๗ หน ๗ ปี จากอัยการ-ตำรวจ ลงท้าย "สั่งไม่ฟ้อง" แบบนี้บ้างซักรายมั้ย?

                ขนาดอัยการสูงสุด สั่งให้ยุติร้องขอความเป็นธรรมแล้ว ก็ยังร้อง ก็ยังรับเรื่อง และทำตามที่เขาร้องขอ จนกลับคำสั่งจากฟ้องเป็นไม่ฟ้อง

                เพราะตามหลักฐานประจักษ์ คดีเกิดปี ๕๕ แค่ปี ๕๖ อัยการก็ได้สั่งฟ้องไปแล้ว

                ทั้งนายเนตร นาคสุข ครั้งแรก ก็เห็นด้วยตามนั้น

                แต่เพราะอะไรล่ะ?

                สั่งฟ้องแล้ว คดีกลับถูกลากยาวไปอีก ๖-๗ ปี จากไม้ไผ่ กลายเป็นบ้องกัญชา

                นายเนตรคนเดิม กลับสั่งไม่ฟ้อง "ทับคำสั่งฟ้องเดิม" แต่ปี ๕๖?

                ผิดหรือถูก แบบนี้……..

                ท่านประยุทธ ท่านปรเมศวร์ ที่บอกว่า "คณะทำงานเห็นว่าการสั่งคดีของนายเนตรเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว" ช่วยตอบชัดๆ อีกทียังไหว!

                นายกฯ ท่านบอกเมื่อวาน (๖ ส.ค.๖๓)……….

                "ผมไม่โอเค กับหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ผมต้องการให้มีความโปร่งใส ผมจะผลักดัน และผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ผมพร้อมที่จะดำเนินการ หลังจากเห็นข้อสรุปของคณะกรรมการที่ผมตั้งขึ้น"

            ได้ยินทีมฟอกขาวของอัยการบอก "คณะทำงานจึงมีความเห็นและนำกราบเรียนอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนายวรยุทธต่อไป”

                คือเรื่องโคเคนที่อ้าง "เป็นหลักฐานใหม่" ไม่มีในสำนวน จะให้แยกไปดำเนินคดีอีกคดีต่างหากนั้น

                กราบเรียนศรีธนญชัยว่า…….

                อัยการสูงสุดมีอำนาจตามกฎหมายสั่งให้ตำรวจตั้งข้อหาในคดีโน้น-นี้ได้หรือ?

                เพราะการจะตั้งข้อหาใคร เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเขามิใช่หรือ?

                อัยการมีหน้าที่พิจารณาสำนวนและสั่งคดีเท่านั้นมิใช่หรือ ถ้าอัยการสั่งให้ตำรวจดำเนินคดีใครได้นอกสำนวนเช่นนี้ อีกหน่อยคงมีคนเขียนป้าย

                "อัยการพ่อทั้งแผ่นดิน" จนได้!

                นายบอสเอาตูดแช่น้ำอยู่ไหนตอนนี้ อัยการรู้แล้วหรือ ก็เอาตัวมาให้ตำรวจสอบปากคำก่อนซี สอบได้ความไงแล้วค่อยตั้งข้อหา

                มัน ๗-๘ ปีมาแล้ว มันเป็นหลักฐานยืนยันอะไรถึงตอนนี้หรือ ถึงตรวจหาสารตอนนี้ แยกออกหรือ สารไหนในส่วนไหนของร่างกายนายบอส เป็นมวลสารโคเคนปี ๕๕?

                คดีนี้ ไปศึกษาคำแถลง "นายธานี อ่อนละเอียด" เลขาฯ กมธ.กฎหมาย สนช. และคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ จะเห็นชัดว่า

                "จุดเปลี่ยน" ของคดี น้ำหนักมาจาก กมธ.กฎหมาย สนช.นั่นแหละ ขนาดมีคำสั่งฟ้องแล้ว อสส.คนก่อน สั่งยุติการร้องเรียนแล้ว

                ด้วยน้ำหนัก กมธ.กฎหมาย สนช. การร้องเรียนมีผลให้ อสส.คนปัจจุบันต้องรับข้อตรวจสอบของ กมธ.กฎหมาย สนช.มาสอบสวนเพิ่มเติมจากพยาน "เดิมๆ"

                นำไปสู่ "สั่งไม่ฟ้อง" ทับคำสั่งฟ้องเดิม อย่างที่ท่าน "อรรถพล ใหญ่สว่าง" ประธาน กอ.แจกแจงข้อกฎหมายเป็น "บันทึกช่วยจำ" ให้ท่าน "วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์" อัยการสูงสุดปัจจุบันได้ตระหนักวานซืน!

                สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ ผมว่า ทั้งตำรวจและอัยการต้องเจออาญา มาตรา ๑๕๗ กับมาตรา ๒๐๐ จนได้ ไม่งั้นชาวบ้านนอนไม่หลับ

                ผมจะทำไทม์ไลน์มาให้ดูคร่าวๆ เป็นการลำดับเรื่องให้เข้าใจ คุณ Jin Somroutai เขาทำไว้เดิม แต่ผมมาเพิ่มเติม

                ๓ ก.ย.๕๕ วันเกิดเหตุ

                ๔ มี.ค.๕๖

                -ตร.แจ้ง ๓ ข้อหาบอส ส่งสำนวนอัยการ

                -บอสร้องขอความเป็นธรรมและขอเลื่อนพบอัยการ

                -อัยการให้ ตร.ขอหมายศาลจับบอส ตร.ไม่จับ

                ๓ ก.ย.๕๖

                -หมดอายุความ ๒ ข้อหา (ขับรถเร็ว, ขับรถประมาท)

                ๒๗ พ.ย.๕๖

                -อสส.ยุติการร้องขอความเป็นธรรม

                -เตือน ตร.ให้ออกหมายจับ

                -ตร.ยังไม่ออกหมายจับ

                -บอสขอเลื่อนพบอัยการ

                 ปี ๕๗-๕๘

                -ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทางคดี

                ๔ พ.ค.๕๙

                -นายธนิต บัวเขียว ทนายของนายบอสยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมาย สนช.ขอให้สอบถามข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลและตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเร็วรถในขณะเกิดเหตุ

                -กมธ.เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง ๘ คน

                อดีตรองอัยการสูงสุด, อธิบดีอัยการ, พนักงานสอบสวน, ตร.ผู้ตรวจสอบสภาพรถยนต์, พยาน ๒ ปาก, พยานแวดล้อม ๒ ปาก

                -เชิญ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม มาตรวจสอบและส่งผลตรวสอบกลับมายัง กมธ.

                -สันนิษฐาน รถทั้งสองคันแล่นนำ จะแล่นด้วยความเร็วไม่เกิน ๘๐ กม./ชม.”

                ๑๖ ธ.ค.๕๙

                -กมธ.กฎหมาย สนช.ส่งผลสอบข้อเท็จจริงให้ อสส.และอธิบดีอัยการฯ

                -นายเนตร นาคสุข อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง (ขณะรักษาการในตำแหน่ง รองอัยการสูงสุด) พิจารณาผลการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว มีความเห็นว่า

                "เมื่อเหตุที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ๑ (โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้)

                มีคำสั่งฟ้องนายบอส ในความผิดฐานนี้

                เนื่องจากได้ความเห็นจาก พ.ต.ต.ธนสิทธิ แตงจั่น ผู้ตรวจสอบความเร็วของรถยนต์ ว่าขณะเกิดเหตุ รถยนต์คันที่นายบอสขับ แล่นด้วยความเร็วเฉลี่ย ๑๗๗ กม./ชม.

                พ.ต.ต.ธนสิทธิ ยืนยันอาจคลาดเคลื่อน (จากความเร็วเฉลี่ย ๑๗๗ กม./ชม.) มากขึ้น/น้อยลง ประมาณ ๑๗ กม./ชม.

                ซึ่งความเร็วนี้เกินกว่าความเร็วรถยนต์จะแล่นได้ภายใน กทม. (๘๐ กม./ชม.)

                “การกระทำของนายบอส จึงเป็นการกระทำโดยประมาท ปราศจากความระมัดระวังในการขับรถ”

                -บอสร้องขอความเป็นธรรมอีก ให้สอบพยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

                -สอบ "พ.ต.ท.สมยศ แอบเนียน และ พ.ต.ท.สุรพล เดชรัตนวิไชย" พยานผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสภาพรถเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเฉี่ยวชนในคดีอื่น

                ให้การประเมินความเร็วรถที่บอสขับขี่ขณะชนมอเตอร์ไซค์ดาบวิเชียร ว่า “ไม่ใช่ความเร็วประมาณ ๑๗๐ กม./ชม.”

                ๒๕ เม.ย.๖๐

                -บอสเดินทางออกนอกประเทศ

                ๒๗ เม.ย.๖๐

                -อัยการนัดนายบอสให้มาพบ

                ๒๘ เม.ย.๖๐

                -ศาลอนุมัติหมายจับบอส

                ๑ พ.ค.๖๐

                -พงส.สน.ทองหล่อ ส่งสำเนาหมายจับบอสให้อัยการ

                ๓ ก.ย.๖๐

                -คดีหมดอายุความอีก ๑ ข้อหา (ขับรถชนไม่ช่วยเหลือ/ไม่แจ้ง)

                ๑๔ ก.พ.๖๑

                -อัยการแจ้ง กมธ.ว่า อสส.พิจารณารายงานผลศึกษาสอบหาข้อเท็จจริงของ กมธ.แล้วมีคำสั่งให้ยุติเรื่องขอความเป็นธรรม

                -ก็ยังมีการร้องขอความเป็นธรรมอีก (รวมขอความเป็นธรรมทั้งหมด ๗ ครั้ง)

            ๔ ธ.ค.๖๒

                -อัยการให้มีการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมอีก

                มี "พลอากาศโทจักรกฤช ถนอมกุลบุตร และนายจารุชาติ มาดทอง"

                ให้การว่า “นายบอสขับรถยนต์มาด้วยความเร็วประมาณ ๕๐-๖๐ กม./ชม.”

                สอดคล้องคำให้การพยานผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้า (พ.ต.ท.สมยศ, พ.ต.ท.สุรพล, รศ.ดร. สายประสิทธิ์ และ พ.ต.ต.ธนสิทธิ ที่กลับคำให้การ จาก ๑๗๗ กม.-ชม.เหลือ ๗๙.๒๓ กม./ชม.)

            ๑๒ มิ.ย.๖๓

                -เนตร นาคสุข รอง อสส.แจ้ง ผกก.ทองหล่อ มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายบอสคดีขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต

                -พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผช.ผบ.ตร.ไม่แย้งคำสั่ง

                ครับ……

                วันนี้ คุยแถบไถดะ ให้ผมฟื้นจากโรคคนแก่ก่อน ค่อยไถแปร

                ก็บอกแล้ว ตำรวจสอบตำรวจ, อัยการสอบอัยการ ก็เหมือนปิรันยา ไม่กินปิรันยากันเองหรอก

            ชุดท่าน "วิชา มหาคุณ" ที่นายกฯ ตั้งนั่นแหละ ศูนย์รวม "หวังและศรัทธา" ประชาชนแท้จริง!.

ดูข่าวต้นฉบับ