ตำรวจปิดประตูตีแมว ม็อบฮ่องกงในโพลียู

new18 อัพเดต 20 พ.ย. 2562 เวลา 03.20 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 23.40 น. • new18
ตำรวจปิดประตูตีแมว ม็อบฮ่องกงในโพลียู
ผู้ประท้วงหัวรุนแรงชุดดำถึง 200 คน ยังคงปักหลักอยู่ในมหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิค หรือ โพลียู ที่ถูกตำรวจปิดล้อมตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย. และยืนกรานไม่ยอมมอบตัวต่อตำรวจ แม้จะมีคำเตือนอย่างแข็งกร้าวจากรัฐบาลฮ่องกงก็ตาม

ผู้ประท้วงหัวรุนแรงชุดดำถึง 200 คน ยังคงปักหลักอยู่ในมหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิค หรือ โพลียู ที่ถูกตำรวจปิดล้อมตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย. และยืนกรานไม่ยอมมอบตัวต่อตำรวจ แม้จะมีคำเตือนอย่างแข็งกร้าวจากรัฐบาลฮ่องกงก็ตาม

ความคืบหน้าสถานการณ์ประท้วงรัฐบาล ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน โดยกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ซึ่งสวมเสื้อผ้าและหน้ากากสีดำเป็นสัญลักษณ์
เมื่อวันอังคาร (19 พ.ย.) นางแคร์รี แลม หัวหน้าคณะผู้บริหารเขตฮ่องกง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน ได้เรียกร้องให้ผู้ประท้วงประมาณ 100 ถึง 200 คน ที่ยังอยู่ภายในโพลียู บนฝั่งเกาลูน ซึ่งตำรวจตรึงกำลังปิดล้อมตั้งแต่วันอาทิตย์ ให้วางอาวุธและออกมามอบตัวต่อตำรวจ เพื่อให้วิกฤติยุติลงอย่างสันติ

แต่แกนนำผู้ประท้วงประกาศจะปักหลักอยู่ภายในโพลียูต่อไป จนกว่าจะสำเร็จภารกิจตามเป้าหมายที่วางไว้ นักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล ที่เผยชื่อเพียง “แมทธิว” กล่าวว่า คำโน้มน้าวของรัฐบาลและตำรวจ พยายามจะทำให้ผู้ประท้วงเข้าใจว่ามี 2 ทางเลือก แต่ตามจริงมีแค่ทางเลือกเดียวคือถูกถูกลงโทษจำคุก ส่วนนักศึกษาที่ใช้ชื่อย่อว่า "ที" วัย 21 ปี หนึ่งในผู้ที่ยอมออกมามอบตัวต่อตำรวจ กล่าวว่า แกนนำผู้ประท้วงหัวรุนแรง ที่ยังคงปักหลักอยู่ในโพลียู มีความเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ถึงจุดนี้ พวกเขาไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกต่อไป

ทางด้านสำนักงานตำรวจฮ่องกง เผยในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า การปะทะกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะตำรวจบุกจู่โจมเข้าไปภายในโพลียู ตำรวจยิงกระสุนแก๊สน้ำตา 1,458 นัด กระสุนยาง 1,391 นัด กระสุนถุงถั่ว 325 นัด และกระสุนหัวปลายฟองน้ำ 265 นัด ผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งสามารถหลบหนีออกจากโพลียู ด้วยการใช้บันไดเชือกโรยตัวลงจากตึก และมีรถมอเตอร์ไซค์รับตัวไปจากนอกรั้วมหาวิทยาลัย

โฆษกสำนักงานตำรวจฮ่องกง เผยอีกว่า ผู้ที่ถูกจับกุมจะถูกตั้งข้อหา “ก่อจลาจล” ซึ่งกฎหมายของฮ่องกงกำหนดโทษจำคุกไว้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี.

ดูข่าวต้นฉบับ