ดอกไม้สายดาร์ค: ว่าด้วย ‘ความหวัง’ ในโลกอันโชกเลือด

TALK TODAY เผยแพร่ 22 พ.ย. 2562 เวลา 06.43 น. • เพจ CINEFLECTIONS

ซอมบี้มีอยู่จริง

บทเรียนเด่นบทเรียนหนึ่งในห้องเรียนของ Little Monsters คือการเผชิญหน้า ‘สัตว์ประหลาดตัวน้อย’ ใน ‘ชีวิตจริง’ ของคุณเอง

Little Monsters (กำกับโดย Abe Forsythe เอ๊บ ฟอร์ไซต์) เป็นหนัง ‘พอใช้ได้’ ที่เรายอมดูเพราะรักและติดตามฝีมือนางเอกอย่าง Lupita Nyong’o ลูพีตา ญองอ หนังนำพล๊อตเรื่องซอมบี้เก่ามาเล่าใหม่ผ่านคำถาม ‘อะไรจะเกิดขึ้น - What if…’ อย่างง่ายๆ และทิ้งเหตุผลตรรกะเรื่องอื่นไปเสียสิ้น ดูแล้วกลับรู้สึกสนุกดี เพลงรื่นหู (เพิ่งพบว่าลูพีตาร้องเพลงเพราะมาก! มีอะไรที่เธอทำไม่ได้อีกไหม?) และเด็กๆน่ารัก แต่ไม่มีอะไรใหม่ในกอไผ่ (หรือดงซอมบี้ ในที่นี้)เลย

ลูพีตาทวิตว่านี่เป็นหนัง ZomRomCom เรื่องแรกของเธอ ทางเราคาดว่าพล๊อตเรื่องที่ ‘แหวกแนว’ เพียงผิวๆ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอรับเล่นเรื่องนี้ ZomRomCom เป็นศัพท์ในวงการหนังยุคใหม่ที่ดึงคำ Zombies มารวมกับประเภท Genre หนังอย่าง Romantic Comedy เป็นหนังโรแมนติก คอเมดี้ เกี่ยวกับซอมบี้

ถ้าถามเราว่า Little Monsters เป็น ZomRomCom ที่แท้จริงไหม ก็คงบอกว่าไม่ค่อยกลมกล่อมเท่าไหร่ หนังนำเสนอ และใช้ประโยชน์จากซอมบี้ทั้งให้เป็นตัวชูโรง กระตุ้นแอคชั่นในช่วงท้ายๆ และนำพระ-นางมาใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างดูแลเด็กๆสิบเอ็ดคน แต่ในด้านผสานซอมบี้เข้ากับโรแมนติกคอเมดี้แล้วยังไม่น่าเชื่อถือ และ ‘อิ่ม’ ในอารมณ์เท่าที่ควร เมื่อเทียบกับ ZomRomCom ที่ผ่านมาอย่าง:

Shaun of the Dead (2004) 

หนังทริบิวต์ของ Edgar Wright เอ็ดการ์ ไวท์ต่อเจ้าพ่อหนังซอมบี้อย่าง George Romero - Dawn of the Dead (1978) หนังเล่าเรื่องเซลส์แมนเหลวไหลไร้สีสันในชีวิตอย่าง Shaun ชอว์น (Simon Pegg ไซม่อน เพกก์) ที่จู่ๆ ก็พบว่าคนรอบข้างติดไวรัสซอมบี้ จนเขา กลุ่มเพื่อน และแฟนที่ยังทะเลาะกันอยู่ ต้องเอาตัวรอดออกมาให้ได้ นอกจากหนังจะโดดเด่นและน่าจดจำในเชิงรายละเอียด การใช้สี (สีแดง หรือเลือด เป็นสีประจำตัวและเนกไทของชอว์น สื่อถึงสงครามในหนังและสถานะการเป็นภาคแรกใน Cornetto Trilogy หนังคอร์เนตโต้สามภาคของเอ็ดการ์ ซึ่งแน่นอนว่าภาคนี้เสนอคอร์เนตโต้รสสตอรว์เบอร์รี่) หนังยังน่าประทับใจเพราะการเล่าเรื่องการต่อสู้ของคนธรรมดาๆ ธรรมดาจริงๆ ขนาดไม่มีอาวุธปืนเว่อร์วังอะไรมาจัดการซอมบี้ ในสงครามหน้าบ้านของตัวเอง ทั้งยังรวมประโยคและฉากฮาๆ จังหวะ Comedic Timing เจ๋งๆ ที่นำไปเล่าซ้ำและดูซ้ำได้อีกนาน ตอนนี้สามารถดูได้ใน Netflix ค่ะ

Warm Bodies (2013) 

หนังโรแมนติกวัยรุ่นหวานอมเปรี้ยวซ่าสร้างจากนิยายเยาวชน Young Adult ชื่อเดียวกันของ Isaac Marion ไอแซค มาริออน หนังกำกับ Jonathan Levine โจนาธาน เลวีน และดูแล้วสนุกเพลินๆ ไม่พยายามจะแตกต่างมากเท่า Little Monsters หนังนำ Nicholas Hoult นิโคลาส โฮลท์ มาประกบกับ Teresa Palmer เทเรซ่า พลามเมอร์ เป็นครั้งแรก ในบทซอมบี้หนุ่มผู้ใกล้กับเป็นมนุษย์ได้ กับลูกสาวผู้นำกลุ่มมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ หนังมีเพลงประกอบแนวๆ หลายเพลงอย่าง Midnight City ของ M83 และเต็มไปด้วยมุขตลกเสียดสี ‘ความเป็นมนุษย์’ ตอนนี้สามารถดูได้ใน Netflix เช่นกัน

Life After Beth (2014) 

หนังอินดี้ที่ทำให้เรารู้จักคำว่า ZomRomCom เป็นครั้งแรก จากการฟังคลิปสัมภาษณ์ของกลุ่มนักแสดงนำ น้อยคนจะรู้ว่านางเอกเล็กพริกขึ้หนูอย่าง Anna Kendrick แอนนา เคนดริก (Pitch Perfect, 2012) มารับเชิญรับบทเพื่อนสนิทในหนังเรื่องนี้ให้เพื่อนรักของเธออย่าง Aubrey Plaza ออเบรย์ พลาซา ส่วนเราตามดูเพราะรอดูการแสดงของ Dane DeHaan เดน เดอฮาน จาก The Amazing Spiderman 2 (2014), Chronicle (2012) ล้วนๆ แม้จะเป็นหนังที่โดยรวม ขาดๆแหว่งๆ ในความรู้สึกของผู้ชมไปบ้าง ฝีมือการแสดงของนักแสดงตลกตัวท๊อปๆ อย่าง Molly Shannon มอลลี่ แชนน่อน, John C. Reilly จอห์น ซี. ไรลีย์, และ Matthew Grey Gubler แมตทิว เกรย์ กูลเบอร์ ดึงความบังเทิงของหนังไว้อยู่หมัด Life After Beth ตามชื่อกล่าวถึงชีวิตของหนุ่มคนหนึ่ง (เดน เดอฮาน) หลังแฟนสาว (เบธ) ตายจากไปและจู่ๆ กลับมามีชีวิตแบบครึ่งๆกลางๆ ท่ามกลางพฤติกรรมมีพิรุธของครอบครัวเธอ บทสนทนา ฉาก และสถานการณ์ต่างๆ พยายามตอบคำถามว่า ‘จะเป็นอย่างไรถ้าเรากล้าคบกับซอมบี้ตัวหนึ่งในโลกปัจจุบัน - ที่ไม่ได้แบ่งชัดเจนว่ามีฝูงซอมบี้และกลุ่มมนุษย์’

อย่างที่นักวิจารณ์หลายคนเห็นตรงกัน การแสดงของลูพีตาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของ Little Monsters ในบท ‘หญิงแกร่ง’ ที่มีเลเยอร์ความซ้อนในตัวละครมากที่สุดในเรื่อง เธอทั้งอ่อนหวาน อ่อนโยน รักเด็ก(โดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะเนื้องาน) ไหวพริบไว และเข้มแข็งเมื่อสถานการณ์บังคับ และที่น่าชื่นชมสุดๆ คือไม่กลัวที่จะ ‘ร้าย’ เฉพาะกับคนที่ควรร้ายใส่จริงๆ 

จากฉากแรก ลูพีตาตรึงเราด้วยสายตาและ ‘พลัง/energy’ ในการแสดงของเธอ ที่ทำให้เราเชื่อว่าเธอรับมือเด็กๆเกือบโหลได้สบายมาก และน้องๆก็น่ารักเชื่อฟังครูสาวตลอด เชื่อแม้กระทั่งที่เธอเล่าว่าการที่ซอมบี้บุกเป็นเกมเสมือนจริง เธอ ‘คุมเกม’ ทั้งสีหน้าและอารมณ์ต่อหน้า ‘ผู้ชม’ ของเธอ ซึ่งต้องใช้วุฒิภาวะทางอารมณ์ สติ และใจที่นิ่งที่น่าชื่นชม เช่นประโยคที่บอกพระเอก เดฟ (Alexander England อเล็กซานเดอร์ อิงแลนด์) ว่า: “I just want them to know the adults are in control - ฉันอยากให้พวกเขารู้ว่าผู้ใหญ่คุมสถานการณ์ได้”

จนทำให้เรานึกถึงตัวละครหลักหญิงของซีรีส์อิงสไตล์ Gothic โกธิคล่าแวมไพร์/สัตว์สายมืดในตำนานที่เรารักมาก: Penny Dreadful (2014-2016) ซึ่งผู้สร้างอย่าง John Logan จอห์น โลแกน จงใจเลือกให้สาวคนเดียวในกลุ่มล่าปีศาจ Vanessa Ives วาเนสซา ไอฟส์ (Eva Green เอวา กรีน ที่ถูกเมินจากกรรมการรางวัลเอ็มมี่ ทั้งๆที่ฝีมือเธอในเรื่องนี้ดีงามมากมาย) เป็นผู้นำกลุ่ม:

“I purposely wanted a female protagonist - that was the important thing, that my hero was going to be a woman, and a complicated woman. And she wasn’t going to be my hero by masculinizing her, by giving her a gun. She was going to be a woman, and a woman in her era, yet be the hero of this piece. She’s the strong guiding light around which all the moths gather.

“ผมเจาะจงต้องการตัวเอกหญิง - นั่นคือสิ่งสำคัญ ฮีโร่ของผมจะต้องเป็นผู้หญิง และผู้หญิงที่ซับซ้อน และเธอจะไม่เป็นฮีโร่เพราะลักษณะความเป็นชาย โดยถือปืน เธอจะเป็นผู้หญิง และผู้หญิงในยุคของเธอเอง แต่ยังเป็นฮีโร่ของงานชิ้นนี้ เธอเป็นแสงเด่นสว่างที่ฝูงแมงเม่าบินมารุมล้อม”

(จอห์น โลแกน, ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์ Huffpost, 2014)

ในฉากหนึ่ง เดฟมองแคโรไลน์ด้วยสายตาชื่นชม และถามว่าเธอทำได้ยังไง เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้ยังไง ส่วนเธอก็ได้แต่ยิ้มและตอบว่า แค่เกือบ

นี่แหละคือฮีโร่ผู้หญิงที่เราต้องการ คนธรรมดาๆ ในทุกวัน ที่รักและรับผิดชอบในหน้าที่การงานที่ต้องดูแลรักษาชีวิตเด็กๆเหล่านั้นไว้ ถ่อมตัว โอนอ่อนแต่ไม่อ่อนปวกเปียกให้คนเหยียบย่ำ พร้อมที่จะหยิบพลั่วขึ้นสับหัวซอมบี้เมื่อต้องสู้ มีอดีตที่เธอไม่ปล่อยให้ทอดเงาทับชีวิตปัจจุบันทุกวันของเธอ ไม่ได้ถือปืน แต่เป็นเสาหลักของเด็กๆและคนรอบข้าง

ชุดสีเหลืองเปื้อนเลือดของมิสแคโรไลน์เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึง ‘ความบิดเบี้ยว’ ของโลกแห่งความจริงได้ดี เราอยากจะเชื่อว่าโลกนั้นสดใส เต็มด้วยแสงตะวัน เหมือนเด็กๆ ที่พร้อมจะเชื่อในความสดใสโดยไม่คิดอะไร ทั้งที่จริงแล้ว ‘ความจริง’ นั้นโหดร้าย หยาบกร้าน และยากที่จะลบเลือนจากความทรงจำ เหมือนคราบเลือดที่ยากจะซักออก จากชุดที่เราใส่ไปร่าเริงรับแดด

Hermann Hesse เฮอร์มาน เฮสส นักปรัชญาและนักเขียนชาวเยอรมันได้กล่าวในนิยาย Narcissus and Goldmund นาร์ซิสซัส กับโกลด์มุนด์ (1930) ไว้ว่า:

“Because the world is so full of death and horror, I try again and again to console my heart and pick the flowers that grow in the midst of hell.

เพราะโลกนั้นเต็มไปด้วยความตายและความสยดสยอง ผมพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะปลอบประโลมหัวใจตัวเองและเด็ดดอกไม้ที่เติบโตท่ามกลางนรก”

โดยรวมแล้ว Little Monsters ในการสร้างความแปลกใหม่และอารมณ์ขันไปทางดิบๆดาร์กๆ ผ่านการนำสิ่งไร้เดียงสาอย่างเด็กอนุบาลมาตัดกับ (juxtapose against) สัตว์ประหลาดที่ตายไปแบบครึ่งๆ กลางๆ อย่างซอมบี้ คือการสื่อถึง ‘ความหวัง’ ที่มีริบหรี่อยู่ในโลกที่โหดร้ายแม้กระทั่งมนุษย์ก็ห้ำหั่นฆ่าฟันกันเองเพื่ออยู่รอด

ซอมบี้มีตัวตน ทั้งในความจริง รอบตัว และในความคิดของเราเอง แบบที่ Josh Gad จอช แกด (ผู้ให้เสียง Olaf โอลาฟ ตุ๊กตาหิมะอารมณ์ดีช่างพูดใน Frozen ที่สบถเกินเบอร์ไปหลายครั้งมากในเรื่องนี้ในบทพิธีกรรายการเด็กผู้เกลียดเด็ก) ให้สัมภาษณ์ไว้กับสื่อ IndieWire ณ เทศกาลหนัง Sundance เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เมื่อความไร้เดียงสาจบสิ้นลง และเราต้องเดินต่อในโลกอันโชกเลือด ชีวิตที่เหลือนั้นคือการคิดและลงมือจัดการอุปสรรคปัญหาตรงหน้าต่อไป

อ่านบทความจากเพจ CINEFLECTIONS ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน