ดร.ปณิธาน แจงเคอร์ฟิวแค่กลางคืนก่อน ต้องสู้โควิดยาวหนักทีเดียวยืนระยะไม่ไหว

workpointTODAY อัพเดต 02 เม.ย. 2563 เวลา 17.42 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2563 เวลา 14.30 น. • Workpoint News
ดร.ปณิธาน แจงเคอร์ฟิวแค่กลางคืนก่อน ต้องสู้โควิดยาวหนักทีเดียวยืนระยะไม่ไหว

วันที่ 2 เม.ย. นายปณิธาน วัฒนายากร ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ Workpoint Today ถึงที่มาของการประกาศเคอร์ฟิวในช่วงเวลา 22.00-04.00 น. ว่า
เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลไม่อยากให้มีกิจกรรมอะไร เพราะช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ในส่วนสถานประกอบการต่างๆ ที่ปิดมีการฝ่าฝืนไม่มาก แต่ยังมีประชาชนยังไปพบปะกันตอนกลางคืนมีงานเลี้ยงรื่นเริง มีการไปสังสรรค์กันในบ้านที่เป็นเคหะสถานมีการรายงานเข้ามาในหลายจังหวัด
.
กรณีนี้แต่ละจังหวัดมีการออกมาตรการเข้มข้นขึ้น เช่น การห้ามจำหน่ายสุรา การห้ามเข้าออกพื้นที่ตลอดทั้งคืน รัฐบาลต้องการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด กลางคืนอยากให้เฉพาะคนที่ต้องทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องจริงๆ เช่น แพทย์ พยาบาล การขนส่งสินค้า หรือคนที่มีความจำเป็น ส่วนที่เหลือควรอยู่กับบ้านเพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจริงๆ

"ไม่ใช่ไวรัสกลางคืนทำงาน กลางวันไม่ทำงาน แต่เราจะควบคุมกิจกรรมเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นกว่านี้"
.
สำหรับการประกาศเคอร์ฟิวทั้งประเทศ เพราะยามวิกาลควรจะให้เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องทำงานไม่ว่าจะเป็นจังหวัดท่องเที่ยวหรือไม่ และเป็นการยกระดับจากการขอความร่วมมือ มาเป็นคำสั่งมีผลมีโทษตามกฎหมาย
ถ้ากลางคืนเราจำกัดกิจกรรมได้หมดแล้ว จากนั้นไปดูว่ากลางวันจะต้องเพิ่มหรือไม่ ถ้าเพียงพอก็ไม่ต้องเพิ่ม ถือเป็นมาตรการที่เบาหน่อยไปสู่มาตรการในอนาคตที่จะหนักหน่อยถ้าจำเป็น

นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในแถลงการณ์แล้วว่าเมื่อมีความจำเป็นก็จะยกระดับขึ้นไปอีก ท่านมองว่าแม้สถานการณ์ตอนนี้ไม่เลวร้ายเหมือนหลายประเทศแต่ก็ไม่ดี การเข้มงวดมากขึ้นน่าจะดีขึ้น ถือเป็นการปิดช่องว่างจากกลุ่มที่ยังทำกิจกรรมจนมีรายงานเข้ามาจำนวนมาก เพราะยังไม่มีทางอื่นที่จะสกัดการแพร่กระจายนอกจากการยกระดับมาตรการให้เกิดระยะห่างทางสังคม
.
ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นใน 1 เดือนเราอาจจะเห็นการผ่อนคลายมาตการ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นเราอาจจะเห็นการยกระดับ หลายประเทศห้ามโดยสารรถสาธารณะ หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินห้ามออกนอกเคหะสถานเป็นเดือนๆ เรายังไม่อยากทำถึงขนาดนั้นถ้าไม่จำเป็น
.
"ครั้งนี้ต้องยืนระยะ แนวโน้มของหลายประเทศชัดเจนรวมทั้งประเทศไทย คงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ บางประเทศประเมินกันเป็นเดือนหรือหลายๆ เดือน ที่จะต้องมีมาตรการแบบนี้ เข้มบ้างผ่อนบ้าง ปรับตัวบ้าง ถ้าเราใช้มาตรการแรงทั้งหมดอาจจะยืนระยะกลาง ระยะยาวได้ยาก"

ดูข่าวต้นฉบับ