ซิงเกิ้ลล่าสุดจาก POTATO ที่บอกว่า “เวลาอกหัก อย่าโทษความรักเลย” อ่านที่นี่!!

LINE TODAY เผยแพร่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 09.24 น. • @mint.nisara | thhanabi

17 ปีของวงร็อกสุดเฟี้ยวที่กาลเวลาไม่สามารถลดดีกรีความจี๊ดของพวกเขาได้ และเราเชื่อว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ บทเพลงของวงดนตรีที่เป็นตำนานของวงการเพลงบ้านเราวงนี้ก็สามารถเข้าไปนั่งในใจของผู้ฟังทุกคนได้อย่างง่ายดาย วันนี้ Potato กลับมาพร้อมกับซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดหลังจากปล่อยเพลง “เธอทำให้ได้รู้” ครบ 1 ปีพอดีเป๊ะๆ LINE TODAY ได้โอกาสเจอกับพวกเขา เลยขอมานั่งอัพเดตทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิตกับทั้ง 4 สมาชิก ปั๊บ - พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข, ชูหั่ง - ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล, โอม - ปิยวัฒน์ อนุกูร และกานต์ – กานต์ อ่ำสุพรรณ 

ซิงเกิ้ลใหม่จะมีที่มาที่ไปจากเรื่องจริงของใคร อัลบั้มเต็มชุดต่อไปจะออกเมื่อไหร่ นิยามของ Potato ในปีพ.ศ. 2561 คืออะไร คำตอบของพวกเขาทั้งสี่อยู่ในบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้แล้ว​

ปั๊บ - พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

คอนเซปต์ของซิงเกิ้ลใหม่ “เท่าไหร่ไม่จำ” 

ปั๊บ: เป็นเพลงรักช้าๆ ที่โปเตโต้ไม่ได้มีมา 3 ปีได้แล้วครับ ตั้งแต่เพลง “ทิ้งไว้กลางทาง” เลย ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราปล่อยๆ กันออกมาก็จะเป็นเพลงแนวอกหัก เพลงนี้เลยขอเปลี่ยนเป็นแนวซึ้งๆ บ้าง เพราะเราอยากปูทัศนคติในเชิงบวกกัน ประมาณว่าอกหักก็ไม่ได้ดำดิ่งหรือประชดประชันเหมือนกับเพลงในช่วงก่อนๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเราโตขึ้นด้วย อิงจากประสบการณ์และความรู้สึกที่เป็นปัจจุบัน 

เพลงนี้ก็พูดถึงการผ่านความเจ็บปวดมาหลายครั้ง จนลึกๆ ในใจเกือบจะไปโทษว่าเป็นเพราะรัก เคยได้ยินใช่ไหม แบบที่คนชอบพูดกันว่ารักมันห่วย รักมันแย่ ทำให้เราต้องเจ็บปวดเสียใจ แต่สำหรับพวกเรา เราคิดกันว่าความรักมันไม่ได้ผิดอะไรนะ ความรักเป็นสิ่งที่ผมว่าต้องช่วยกันดูแล เพราะฉะนั้นเวลาที่ทุกครั้งที่เสียใจเนี่ย ก็ไม่จำเป็นต้องไปโทษอะไรกับความรัก 

จากตรงนี้ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจของเพลง เราได้พี่โจ เหมือนเพชร อำมะระ เป็นคนช่วยเขียนให้ เนื้อเพลงก็เล่าเรื่องของคนที่ผ่านความรักที่เจ็บปวดทรมานมา แต่ต่อให้มันจะแย่ขนาดไหน พอได้มาเจอคนๆ นี้ที่อยู่ข้างๆ ความเจ็บปวดทุกๆ อย่าง มันถูกลืมไปหมดเลย ผ่านมาเท่าไหร่ก็ไม่จำเลย

ชูหั่ง - ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล

นานไหมกว่าจะมาเป็นเพลงนี้

ชูหั่ง: จริงๆ มันลงตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่พี่โจเอาทำนองกับเนื้อเพลงมาเลย เราจินตนาการไปถึงพาร์ทดนตรีได้ และขั้นตอนการทำเพลงนี้มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยนะ เพราะตัวคอร์ดก็ค่อนข้างเป็นสแตนดาร์ดของโปเตโต้พอสมควร มีปรับเปลี่ยนโครงสร้างคอร์ดนิดหน่อยแค่ 2 ครั้ง พอแจมกันในห้องซ้อม มีน้องเบนซ์ กัณฑ์กณัฐ มาช่วยกันโปรดิวซ์งานอีกคน ก็ออกมาลงตัว

ตัวมิวสิกวีดีโอ มีการปูพื้นมาด้วยหนังสั้นที่ได้คุณนุ่น ศิรพันธ์ มาแสดงนำ อยากรู้ว่าทำไมเนื้อเรื่องถึงต้องการนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างคู่รักที่ผู้หญิงอายุมากกว่าผู้ชายด้วย

ปั๊บ : (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะเราได้คุยกันก่อนหน้ากับพี่มะนาวที่มาช่วยเขียนบทว่าเราอยากทำอะไรให้ต่างไปจากเอ็มวีตัวก่อนๆ ซึ่ง Potato ก็ทำมิวสิกวีดีโอมาเยอะมากๆ (ลากเสียง) แล้วเราก็พยายามนำเสนอมุมมองความรักหลายแบบ แบ่งความรักเป็นหลายๆ เจเนอเรชั่น ตัวนี้ก็เลยหยิบเอา เรื่องความรักที่ต่างกันในเรื่องของอายุมาเล่า ส่วนตัวผมว่ามันน่ารักดีนะ แบบผู้หญิงพอเริ่มโตขึ้น เขาก็จะเริ่มมีเหตุผลมาใช้ประกอบการตัดสินใจในทุกอย่างของชีวิต ส่วนผู้ชายที่อายุน้อยกว่าก็เป็นวัยที่พยายามจะหาเหตุผลและเข้าใจกับอะไรหลายๆ อย่าง พอทั้งคู่มาเจอกัน ผมว่ามันสนุกดี

เป็นประสบการณ์ตรงของสมาชิกคนไหนในวงด้วยหรือเปล่า ถึงหยิบเรื่องนี้มาเล่า

โอม : อันนี้ชีวิตจริงเลยครับ (ชี้ไปทางกานต์)

ชูหั่ง : คือคู่ของกานต์ แฟนเขาจะอายุเยอะกว่า 

ปั๊บ : ห่างกัน 15 ปีครับ

กานต์ : เฮ้ย อันนั้นก็แก่ไป๊! (หัวเราะ) ประมาณ 6 ปีครับ พอดูเอ็มวีนี้แล้วมันก็รู้สึกแบบใช่ว่ะ

ชูหั่ง : อย่างผมก็จะมีเพื่อนผู้หญิงที่ผิดหวังกับความรักมาเยอะ ผ่านมาจนบอกกับทุกคนว่าต่อไปนี้กูจะไม่คบใครแล้ว จะอยู่คนเดียว

ปั๊บ : ใช่ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นนี้นะ ถ้าเทียบกับสมัยก่อน ผู้หญิงต้องอดทน ไม่ว่าจะโดนกระทำ โดนย่ำยีหัวใจมาขนาดไหนก็ต้องยอม แต่สมัยนี้คือผู้หญิงเขาแข็งแรงแล้วอ่ะ ไม่ต้องมีเขาเราก็อยู่คนเดียวได้ แต่ถามว่าจริงๆ แล้วลึกๆ แล้ว ทุกคนต้องการความรักไหม ถ้าไม่เอาเท่ ผมว่าทุกคนก็ต้องการใครสักคนที่เข้าใจเราเหมือนกัน

กานต์ – กานต์ อ่ำสุพรรณ 

คนที่ทำให้ Potato “เท่าไหร่ไม่จำ” คือใคร

ชูหั่ง: ของผมน่าจะเป็นลูกสาว อย่างเวลาทำงานเหนื่อยๆ กลับมาบ้านมาเจอลูกสาว ไอ้ความเหนื่อยหรือเรื่องแย่ๆ ที่เจอมาทั้งวัน ไม่จำเลย 

โอม: โห ผมตื่นมาปุ๊บ ผมเห็นตารางงานปั๊บ เท่าไหร่ผมก็ไม่จำแล้วครับ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมกำลังมีความหมายต่อไป ผมก็โอเคอ่ะครับ (หัวเราะ)

กานต์ : คล้ายๆ พี่โอมล่ะครับ คงเป็นเรื่องของงานที่มีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ร้ายๆ บ้างเข้ามาให้เราแก้ปัญหาทุกวัน เจ็บเท่าไหร่ก็ไม่จำครับ

ชูหั่ง : โถ่ นี่เค้าอุตส่าห์มีคำถามเปิดมาให้พูดถึงแฟนแล้วนะ จริงๆ แล้วคือเพลงนี้ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือเอาไว้ให้ใช้อวยภรรยากัน (หัวเราะ)

ปั๊บ : ผมว่ามัน ใช้ได้กับทุกสถานการณ์นะครับ ถ้าอย่างตัวผมเอง ก็คงเป็นทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องความรักส่วนตัว เรื่องเพื่อนๆ ที่สำคัญเลย มีหนึ่งเรื่องที่ตอนที่อยู่ในห้องอัดแล้วเรารู้สึกถึงจริงๆ ก็คือแฟนเพลง สำหรับผม พวกเขาทุกคนคือเรื่องมหัศจรรย์มากๆ เพราะว่าเราไม่ได้เป็นญาติกันหรือรู้จักกันในชีวิตจริงเลยด้วยซ้ำ แต่เขามีใจที่จะให้พวกเราอย่างเต็มที่จริงๆ ต่อให้เป็นวันที่เราเอางานไปขายแล้วไม่ผ่าน หรือวันที่โดนอินเตอร์เนตโจมตี เรารู้เลยว่ายังมีแฟนเพลงกลุ่มนี้ที่ยังคอยเป็นกำลังใจให้กับพวกเราอยู่

เคยโดนดราม่าในอินเตอร์เนตด้วย?

ชูหั่ง : ก็โดนมาหนักเหมือนกันครับ (หัวเราะ) ตั้งแต่ประมาณ 7 ปีที่แล้วที่มีการเปลี่ยนแปลง

ปั๊บ : คือด้วยความที่วง Potato เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่ทุกคนยังใช้ MSN กันอยู่ ปี 2544 เนอะ สมัยที่ยังเป็นเว็บบอร์ด พอมีการเปลี่ยนแปลงก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ละ ซึ่งเราก็เปลี่ยนกันมาเยอะมากๆ ทั้งตัวสมาชิกเอย แอททิจูดของวงเอย การทะเลาะกันเองบ้างเอย ซึ่งเรื่องพวกนี้ เราก็ค่อยๆ ผ่านมันไปด้วยกันเรื่อยๆ

ชูหั่ง : คือเราผ่านมาเยอะมากจริงๆ อย่างที่ปั๊บว่าแหละครับ จากที่ตอนแรกเราอ่านคอมเมนต์แล้วโกรธ อ่านแล้วไปซีเรียสกับมัน มานั่งคิดกับตัวเองว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้วะ จนมันผ่านช่วงเวลาที่ทำให้เราเข้าใจว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะไปทำอะไรอย่างนั้น สู้ไปมองภาพดีๆ ว่าเรายังมีแฟนเพลงที่รักเราอยู่ ยังให้กำลังใจ ก็เลือกมองตรงนั้น มากกว่า เลือกเห็นแต่สิ่งดีๆ ที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งจริงๆ จากช่วงเวลาในตอนนั้นก็เป็นที่มาที่ทำให้เกิดเพลงนี้ด้วยครับ

โอม - ปิยวัฒน์ อนุกูร

เท่ากับว่าการที่ Potato อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญก็คือแฟนเพลงที่ยังคงเหนียวแน่น มีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้เราประทับใจมากๆ จนลืมไม่ลงไหม?

ปั๊บ : เอาง่ายๆ เลย อย่างเพลง “เท่าไหร่ไม่จำ” เนี่ย คือเราไม่ได้เจอกับแฟนๆ บ่อย ไม่ได้จัดมีตติ้งกันบ่อย ไม่ได้มีเพลงออกมาบ่อย เราก็จะห่างหายกันไปบ้าง แต่ทุกครั้งที่เรามีซิงเกิ้ลใหม่ เหมือนทุกคนจะมารวมตัวกัน ทั้งคนที่เป็นแฟนแบบขาประจำของ Potato หรือคนที่เคยเป็นแฟนเพลงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาก็จะเริ่มแท็กรูปกันมาละ

กานต์ : เป็นเทศกาลการแท็กรูป (หัวเราะ)

ปั๊บ : ใช่เลย (หัวเราะ) แม้กระทั่งสมาชิกเก่าอ่ะครับ บางคนก็ยังคงเมนชั่นถึงกัน มันเป็นช่วงเวลาที่เติมกำลังใจให้กับพวกเราได้มากๆ เลย เราก็ เอ้อ เว้ย เราก็อยากทำงานอยู่แล้วนะ และพอได้เห็นแฟนๆ ส่งกันมาแบบนี้ มันแบบ เฮ้ย เย่ พร้อมลุยงานต่อเลย!

พูดถึงงานแล้ว ได้ข่าวว่าตอนนี้กำลังทำอัลบั้มเต็มชุดที่ 7 อยู่ด้วย คอนเซปต์เป็นอย่างไร และคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

ปั๊บ : โห เข้มข้นมาก จะเป็นอัลบั้มที่เข้มข้นที่สุดที่เราเคยออกมาเลยครับ มีอีกหลายเพลงที่เราอยากปล่อยนะ แต่มันยังไม่ใช่เวลา บางเรื่องที่อยากจะเล่ามันจะอยู่ในอัลบั้มนี้ทั้งหมด และพวกเราก็ตั้งใจทำกันมากๆ เพราะถ้าพูดกันตรงๆ เราก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกอัลบั้มกันอีกรึเปล่า (หัวเราะ)

ชูหั่ง : จริงๆ เรามีเพลงครบหมดแล้วนะ ทั้งเพลงที่เราปล่อยออกมาแล้วและเพลงที่เก็บเอาไว้อยู่ มันทะลุไปไกลแล้ว อัดเกือบเสร็จหมดแล้วด้วย ถ้าถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ตอนนี้มัน 70-80% ละนะ เพียงแต่ว่าด้วยยุคสมัย การตัดสินใจออกอัลบั้มหนึ่ง มันมีองค์ประกอบและปัจจัยหลายๆ อย่าง

องค์ประกอบที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มในการเสพย์ดนตรี อย่างเช่น ระบบ Streaming เพลง มีส่วนด้วยหรือเปล่า

ชูหั่ง : ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งนะ แต่เรามองว่าการมีสตรีมมิ่งเป็นการปรับตัวที่ดีนะ ซึ่ง Potato อยู่มาตั้งแต่ยุคเทปคาสเซตต์ จนมาเป็นซีดีไปถึง MP3 ซึ่งถ้าเทียบกันผมว่ายุค MP3 เนี่ยหนักสุด มันไม่ใช่วิวัฒนาการแต่เป็นเหมือนคลื่นแทรกมากกว่า แต่สำหรับ Streaming ผมมองว่ามันเป็นพัฒนาการที่ดีของวงการเพลงนะ เป็นหนทางที่ถ้าใครรู้จักปรับตัวก็สามารถไปต่อได้

เชื่อเรื่องอาถรรพ์เลข 7 หรือเปล่า

กานต์ : โห เราข้ามกันมาเยอะแล้วอ่ะพี่ (หัวเราะ) อัลบั้ม 7 กับปีที่ 17 เลยมาเยอะแล้ว

ชูหั่ง : อาถรรพ์เลข 7 ของพวกเราคือ รอมา 7 ปีแล้วยังไม่มีอัลบั้มซะที พอ 7 ปีปุ๊บได้ออกเลยนี่ไง

ปั๊บ : ถ้าเรื่องอาถรรพ์เราก็เชื่อนะ แต่ผมว่าอาจจะเป็นจังหวะของมันก็ได้ เพราะอย่างบางทีเราพยายามให้ตาย เพลงบางเพลงนะ เข้าห้องอัด อัดมาสเตอร์กันแล้ว จะถ่ายเอ็มวีก็แล้ว อยู่ดีๆ เพลงนั้นก็ถูกทิ้งไป หรืออย่างเพลงนี้เราก็ทำเก็บไว้ 1 ปี เราก็รอเวลากัน ไม่รู้ว่ามันจะได้ออกเมื่อไหร่ อยู่ดีๆ ก็มีคนบอกว่าลองเอากลับมาปัดฝุ่นใหม่ได้ไหม เราก็ เอ้า โอเค เพราะเป็นเพลงที่เราอยากจะปล่อยกันอยู่แล้ว ซึ่งวงเราไม่ค่อยฝืนชะตา ก็ยืดหยุ่นและดูให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองด้วย 

เป็นคำถามที่หลายๆ คนอาจจะยังคงสงสัยกันถึงที่มาของชื่อวง ทำไมต้องเป็น Potato

ชูหั่ง : ตอนแรก Potato ถูกกำเนิดมาด้วยชื่อ Backstage Boys เป็นรุ่นแรกเลยที่มีพี่ปีย์ พี่บ๋อม มีพี่โน้ต แล้วก็พี่ปั๊บด้วย มีโค้ดชื่อว่า Backstage Boys แต่ชื่ออย่างเป็นทางการก็ยังไม่มีนะ จนพี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) บอกว่าช่วยคิดชื่อวงแบบมันๆ หน่อย

ปั๊บ : เราก็คิดกันมาเยอะเลย ชื่อเท่ๆ แบบ Hell Blue Boy เด็กนรกเอย Super Rock and Roll Star Boy เอย New Kids เอย บนกระดานเขียนมาเต็มเลย

กานต์ : เป็นชื่อเท่ๆ ที่พี่เขาไม่เลือกกัน (หัวเราะ)

ปั๊บ : ใช่ๆ พี่เล็กก็ถามว่ามันไม่มีชื่อที่มันกว่านี้แล้วหรอ ไอ้บ๋อม (มือกลองเก่า) ก็เลยตอบไปกวนๆ แบบ อ่ะ มันๆ ก็โปเตโต้ละกัน มันแน่ๆ มันเลย ซึ่งพี่เล็กก็เลือกชื่อนี้ทันที

กานต์ : ถ้าเป็น New Kids ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนเป็น Old แล้ว เพราะหัวหงอกกันตรึม (หัวเราะ)

ปั๊บ : ตอนแรกใช้ชื่อนี้ก็เขินๆ นะ อารมณ์เหมือนแบบพ่อแม่ตั้งชื่อให้แล้วแอบอายเพื่อนนิดๆ แต่พอผ่านช่วงเวลามา เรากลับภูมิใจมากๆ กับชื่อนี้นะ (ยิ้ม)

อยากให้ประมวลภาพ 17 ปีที่ผ่านมาของ Potato ถ้าให้สรุปสั้นๆ เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือวิวัฒนาการจุดไหนของวงมากที่สุด และสเตตัสของ Potato ในปี 2018 จะนิยามว่าอย่างไร

ปั๊บ : น่าจะเห็นการเติบโตของตัวเองและของวงที่แต่ก่อนเป็นเด็กเกเร เฟี้ยวด้วยกันมา จากวันที่เราร้อนแรง ไม่ค่อยกลัวอะไร อยากใส่อะไรลงไปก็เป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ไม่แคร์ด้วยถ้าผู้ใหญ่ด่า เราก็ดื้อกลับ ก็แค่เดินออกจากตึก พอวันเวลาผ่านมา เราล้มลุกคลุกคลาน ผ่านบทเรียนต่างๆ เริ่มเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวมากขึ้น และเริ่มที่จะถูกความมีเหตุมีผลเข้ามาครอบมากขึ้น มันเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่เราก็ต้องบาลานซ์ให้ดี อย่างเวลาขึ้นคอนเสิร์ต ถ้ามานั่งนับอายุ พวกเราก็เลข 3 ปลายๆ กันทุกคนแล้ว หลายคนบอกว่าพวกคุณน่าจะต้องคูลๆ นิ่งๆ กันแล้วรึเปล่า แต่เราก็ไม่นะ เรายังอยากสนุกกับมันอยู่ ยังกระโดดโลดเต้นบ้าๆ กันอยู่ ผมว่าถ้าให้นิยาม ตอนนี้เราน่าจะเป็น Potato ที่เป็นผู้ใหญ่แต่เลือกหยิบความเป็นเด็กมาใส่ให้ตัวเองตามแต่ละสถานการณ์ 

ชูหั่ง : ที่โตมา สังเกตเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือตอนเป็นเด็ก เรามักจะชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่พอตอนนี้เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว เวลาทำตัวเด็กๆ เราจะทำได้แบบไม่เคอะเขิน ไม่ได้ทำเพื่อลดอายุนะ แต่เป็นการบาลานซ์ตัวเองมากกว่า เป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีความฝันและยังสนุกกับชีวิตกันอยู่

กานต์ : รักษาอัตลักษณ์ของตัวเองครับ ขึ้นไปบนเวทีเราเป็นเด็ก พอลงจากเวทีก็กลับมาเป็นผู้ใหญ่ หลังเหลิงไปหมดละ (หัวเราะ)

เท่ากับว่า Potato ในปีนี้คือการหาส่วนผสมที่พอดีและจุดกึ่งกลางระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่

ชูหั่ง : ประมาณนั้นเลยครับ จริงๆ มีเพลงก่อนหน้า “ทิ้งไว้กลางทาง” ที่ชื่อว่า “สมดุล” เป็นเพลงที่ไม่ได้ดังแต่บอกเล่าความเป็น Potato ในช่วงพ.ศ.นี้ได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งในเพลงก็พูดเอาไว้ว่าเราไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แต่ต้องการความสมดุล นึกถึงไม้กระดานโยกเยก มันไม่ได้ตั้งอยู่ตรงๆ ตลอดเวลาแต่มันอยู่ได้ด้วยการคานน้ำหนักทั้งสองข้าง เปรียบเทียบกับพวกเราก็เหมือนเวลาที่คนนึงแรงมา อีกคนนึงก็เบา เราอยู่ด้วยกันแบบช่วยกันถ่วงสมดุลของกันและกันมากกว่า

สุดท้ายอยากให้ฝากถึงแฟนๆ ที่กำลังรอติดตามผลงานอยู่

ปั๊บ : ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ ครับ ไม่รู้จะพูดคำไหนได้ดีกว่าคำนี้แล้ว ขอบคุณที่คอยเป็นกำลังใจในทุกๆ มิติของพวกผมเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว เรารับรู้ได้เสมอว่ายังมีแฟนๆ คอยส่งกำลังใจให้ เราก็จะตั้งใจทำงานตอบแทนกลับไปครับ

โอม : ขอบคุณทุกๆ คนเช่นกันครับ ผมรู้สึกว่าบางคนอาจจะยังไม่เคยเห็นหน้าพวกเราแต่แค่รู้จักเพลงของพวกเรา ก็รู้สึกขอบคุณมากๆ แล้ว ตลอด 17 ปีเรามีเพลงเป็นสื่อกลางที่เชื่อมกับแฟนเพลง ก็อยากให้เพลงของ Potato เป็นเพื่อนกันกับทุกๆ คนตลอดไป

กานต์ : แล้วก็ฝากผลงานซิงเกิ้ลใหม่ “เท่าไหร่ไม่จำ” ของ Potato ด้วยนะครับ ติดตามได้ตลอดทั้งเดือนบน LINE TV เลย

ติดตามผลงานของ POTATO ได้ทาง LINE TV คลิกที่นี่ >> https://tv.line.me/c/music