ฉางอัน 12 ชั่วยาม คนดีในเมืองเลว - เพจวันนี้ชั้นติ่งอะไร

TALK TODAY เผยแพร่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 17.04 น. • พจวันนี้ชั้นติ่งอะไร

ต้นปีที่ผ่านมา มีนิยายจีนเรื่องหนึ่งถูกทำเป็นซีรีย์ ได้รับทั้งความนิยมและความชื่นชมสูงมาก เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ไล่ล่ากลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่มุ่งเป้าทำลายมหานครฉางอันในยุคเมื่อกว่าพันปีก่อน ทว่าเนื้อเรื่องย้อนยุคเช่นนี้ กลับกระทบใจผู้อ่านหลายชาติหลายภาษา ด้วยว่าบางอย่างจำลองภาพจากชีวิตประจำวันของเราเอาไว้อย่างน่าขบขัน

วันนี้จะมาเล่าให้ฟังถึงมุมหนึ่งของ “ฉางอัน 12 ชั่วยาม” กันค่ะ

ฉางอัน 12 ชั่วยาม 

เรื่องเริ่มขึ้นบนฉากหลังของนครหลวงฉางอัน ในยุคต้าถังกว่าพันปีก่อน ยุคที่เส้นทางสายไหมเฟื่องฟู นำพาวัฒนธรรมรุ่มรวยหลากหลาย หลอมละลายรวมกันในฉางอันแห่งนี้

ฉางอันจึงเป็นดังมหานครแห่งความฝันของยุคสมัย

สิบปีก่อน กองทหารเล็กๆแห่งต้าถัง รับหน้าที่เฝ้าป้อมปราการชายแดนคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง ครั้งหนึ่งทัพทูเจวี๋ยชนนอกด่านโจมตี กองทหารเล็กๆแห่งนี้ยืนหยัดต่อสู้ แม้ตายไม่คิดถอย หลั่งเลือดปกป้องผืนแผ่นดิน

พวกมันทั้งกองก่อนตายคุยเล่นกันว่า หากรอดชีวิตกลับมา จะพากันไปเลี้ยงฉลองยังนครฉางอัน นครแห่งความฝัน มาตุภูมิที่พวกมันแม้หลับก็ยังปกป้องด้วยชีวิต

ทั้งหมดตายตกตามกันในเวลาถัดมา เหลือเพียงทหารพิการ 3 คน

“จางเสี่ยวจิ้ง” ตาบอดข้างหนึ่ง แต่ร่างกายยังดีอยู่ มันถูกโยกย้ายมากินตำแหน่งต่ำต้อยอันหนึ่งในฉางอัน

“เจ้าทุ่มเททุกอย่างเพื่อฉางอัน แล้วฉางอันมอบสิ่งใดคืนเจ้าบ้าง”

จางเสี่ยวจิ้งทำงานขันแข็ง กินตำแหน่งเทียบเคียงตำรวจชั้นผู้น้อย มันทำงานอยู่นานสิบปี เรื่องใดควรแตะไม่ควรแตะในเมืองแห่งนี้ มันพอแก่ตัวก็เรียนรู้ได้ คิดไม่ถึงครั้งหนึ่งเกิดเหตุ ที่มันไม่อาจทนเฉยได้ต่อไป

สิบปีที่ฉางอัน แม้กลืนกินความองอาจไปบ้าง แต่ไม่อาจกลืนกินเนื้อแท้ของมันได้

มันขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพล แม้เป็นฝ่ายถูก ก็กลับเป็นฝ่ายผิด ทหารหาญอย่างมัน โดนตัดสินประหารชีวิต แค่เพราะขัดขาผู้มีอันจะกินอย่างน่าอนาถใจ

ฉางอันหนอฉางอัน

เรื่องของจางเสี่ยวจิ้งควรจบเพียงเท่านี้ หากก่อนตายมันไม่ได้พบกับ “หลี่ปี้” และเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตมันไปตลอดกาล

จางเสี่ยวจิ้ง 

เรื่องเริ่มขึ้น เมื่อราชสำนักสืบพบเบาะแสแผนก่อการร้าย นักรบทูเจวี๋ยแทรกซึม คิดระเบิดฉางอันก่อความวุ่นวาย รัชทายาทรับบัญชา ก่อตั้งศูนย์รักษาความสงบจิ้งอันซือ พระองค์ไม่ไว้วางใจผู้ใด ทั้งมีสหายไม่มากนัก ได้แต่มอบหมายให้เพื่อนรักแต่เยาว์วัย “หลี่ปี้” รับตำแหน่งผู้บัญชาการ

ราชบัณฑิตหลี่ปี้ รูปงาม อายุน้อย เกิดในตระกูลสูง ตั้งแต่เด็กถือเป็นอัจฉริยะ จักรพรรดิให้มันเป็นสหายร่วมเรียนกับรัชทายาท เติบโตคู่เคียงกันมา

หากแต่หลี่ปี้มีบางอย่างผิดแผกออกไป

มันเกิดมาโชคดี สมควรกินนอนเสพสุขให้สาสมใจ แต่ความคิดบางอย่างที่ผิดยุคผิดสมัย พาให้ใจมันร้อนรุ่มกลัดกลุ้ม มันเคยออกบวชเป็นนักพรตเต๋าพักใหญ่ ก่อนจะถูกเรียกตัวกลับมาบัญชาการจิ้งอันซือ

เช้าวันนั้นด้วยเหตุบางอย่าง มันจำต้องเรียกตัวจางเสี่ยวจิ้งนักโทษประหาร มามอบหมายงานสืบสวนเหตุก่อการร้ายให้

จางเสี่ยวจิ้งบ่ายเบี่ยง ไม่คิดสนใจ

มันยื่นข้อเสนอ “อภัยโทษ” ให้ จางเสี่ยวจิ้งกลับไม่แยแส

มันยื่นข้อเสนอ “ตำแหน่งแม่ทัพ” อยู่ดีกินดีให้ จางเสี่ยวจิ้งกลับขอตายในคุก

มันร้อนรุ่มกลุ้มใจ อัดอั้นจนระเบิดออกมา

“นี่มิใช่เพื่อเส้นทางขุนนางของข้าหลี่ปี้ แต่เพื่อความปลอดภัยของราษฎรทั้งเมือง ! นี่คือชีวิตคนหลายสิบหมื่นที่พวกเราต้องดูแลปกป้อง”

ฉับพลันนั้น จางเสี่ยวจิ้งหันกลับมา ยินดีรับบัญชา มันชิงชังต้าถังที่เน่าหนอน ขยะแขยงระบบราชการอันฟอนเฟะ นี่จึงมิใช่เพื่อราชสำนัก มิใช่เพื่อประโยชน์ในภายหน้า แต่เพื่อประโยชน์สุขอันสามัญของปวงประชา

ชั่วพริบตานั้น หลี่ปี้คล้ายเห็นสิ่งที่มันตามหามาแสนนาน

หลี่ปี้ 

“เจ้าคิดว่าชีวิตของมด หรือชีวิตของมังกรนั้น สำคัญยิ่งกว่า?”

คำถามของหลี่ปี้ไม่มีผู้ใดตอบถูกใจมัน ยังไม่นับว่ายุคสมัยนั้น เพียงตั้งคำถามเช่นนั้น ก็นับว่าแปลกพิลึกสุดเข้าใจ

แท้จริงแล้ว จางเสี่ยวจิ้งและหลี่ปี้ เป็นคนชนิดเดียวกัน

คนหนึ่งเกิดในตระกูลสูง ยิ่งเรียนมาก ยิ่งทนทุกข์ ยิ่งกลัดกลุ้มไม่เข้าใจ ความดีความงามคือสิ่งใด เหตุใดย้อนแย้งกับทุกสิ่งที่มันพบเจอ

อีกคนหนึ่งเกิดในตระกูลต่ำ เรียนมาน้อย แต่ชีวิตเคี่ยวกรำจนมันไม่อาจไม่ตั้งคำถาม ตัดพ้อต่อสภาพสังคมรอบข้างที่ถาโถมเข้ามา

ครั้งหนึ่งทหารชั้นผู้น้อยถามจางเสี่ยวจิ้งว่า เหตุใดมันที่ถูกราชสำนักกลั่นแกล้ง จึงต่อสู้แลกชีวิตเพื่อฉางอันปานนี้ จางเสี่ยวจิ้งกลับตอบอย่างแช่มช้า เล่าถึงผู้คนที่มันพบเจอในแต่ละวัน

มันบ้างเล่าถึงยายเฒ่าหาเช้ากินค่ำ บ้างเล่าถึงร้านขนมเจ้าประจำ บ้างเล่าถึงนายช่างนางรำที่ตั้งใจฝึกวิชา เล่าถึงผู้คนมากหน้าหลายตา ที่มันพบเจอใต้ท้องฟ้าแห่งมหานครฉางอัน

“สำหรับเหล่าผู้สูงศักดิ์แล้ว คนเหล่านี้ไม่มีค่าให้พูดถึง ทว่าสำหรับข้าแล้ว นี่ต่างหากเล่าจึงเป็นฉางอันที่เปี่ยมชีวิตชีวา …มีเพียงการอยู่เคียงข้างผู้คนเหล่านี้ ข้าจึงสัมผัสได้ว่า ตนเองยังมีชีวิตอยู่”

ตลอดเรื่องแม้ปราศจากการพูดจา แม้ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของอุดมการณ์ แต่จางเสี่ยวจิ้งกับหลี่ปี้ กลับเชื่อมั่นกันและกันจากก้นบึ้งของจิตใจ นั่นเพราะพวกมันรู้แล้วว่า สิ่งที่พวกมันยึดถือและให้ค่าสูงสุดคือสิ่งใด ต่างคือสิ่งเดียวกัน

12 ชั่วยามหรือคือ 24 ชั่วโมงจากนี้ ผู้อ่านจะได้ตามติดจางเสี่ยวจิ้งและหลี่ปี้ ข้ามผ่านอุปสรรคนานัปการที่ถาโถมเข้ามา ท้าทายความเชื่อมั่นและสั่นคลอนสิ่งที่พวกเรายึดถือ

จางเสี่ยวจิ้งตลอดเรื่อง ทำดีไม่ได้ดี สิ่งที่ปกป้องกลับย้อนแทงหลังซ้ำๆ จนแทบสิ้นศรัทธา

หลี่ปี้ตลอดเรื่อง หัวใจเต็มเปี่ยมด้วยรักและบูชา ทุ่มเทชีวิตให้ท่านผู้นั้นของมัน ราวหูหนวกตาบอด

ในตอนจบ ที่ความยึดมั่นถือมั่นสุดท้ายของหลี่ปี้ถูกสั่นคลอน มันโงนเงนไปมาจากก้นบึ้งของหัวใจ จางเสี่ยวจิ้งย้อนถามแทบร่ำไห้

“จักรพรรดิ รัชทายาท ราชบัลลังก์ ราชสำนัก ผลประโยชน์ ความภักดี…ที่ขบคิดกันทั้งวันมีแต่เรื่องประดานี้หรือ”

หลี่ปี้กึ่งหัวเราะกึ่งร้องไห้ คล้ายเสียสติ

“หรือว่ายังไม่เข้าใจ? นี่ก็คือสันดานของฉางอันอย่างไรเล่า !”

อ้างอิง

Ma, B. Y. (2561). ฉางอัน 12 ชั่วยาม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เอนเธอร์บุ๊คส์.

The Longest Day in Chang’an directed by Cao Dun

ติดตามบทความจากเพจวันนี้ชั้นติ่งอะไรได้ทุกวันอังคารที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน บน LINE TODAY