จับสัญญาณตลาดหุ้นโค้งสุดท้าย ลงทุนอย่างไรเมื่อตลาดหุ้นไม่รับข่าวดี

Wealthy Thai อัพเดต 24 ก.ย 2562 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2562 เวลา 02.11 น. • wealthythai
จับสัญญาณตลาดหุ้นโค้งสุดท้าย ลงทุนอย่างไรเมื่อตลาดหุ้นไม่รับข่าวดี

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกหลายประการ ทั้งสถานการณ์ Trade war ที่ผ่อนคลายลงหลังมีกระแสข่าวว่าสหรัฐกำลังพิจารณาทำข้อตกลงการค้าฉบับชั่วคราวกับจีน รวมถึงจีนจะเริ่มซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเจรจาการค้ารอบใหม่ที่จะจัดขึ่นในเดือนต.ค. นี้ ประกอบกับหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะประกาศลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ หลังจากก่อนหน้านี้ธนาคารกลางยุโรปผ่อนคลายนโยบายทางการเงินและเริ่มใช้มาตรการ QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยูโรโซนแล้ว
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะช่วยสนับสนุนให้ดัชนี SET Index ปรับตัวดีขึ้น แต่เมื่อตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในวันที่ 17 ก.ย. 2562 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,663.93 จุด บวกเล็กน้อย 1.00 จุด หรือประมาณ 0.06% แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วยแต่นักลงทุนยังคงมีความกังวลอยู่
สอดคล้องกับการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนก.ย. ของ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ที่บอกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง 21.70% มาอยู่ที่ระดับ 102.74 จากเกณฑ์ร้อนแรงมาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว(Neutral) ซึ่งปัจจัยหลักที่กดดันมาจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ รองลงมาคือ กังวลผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

 

 

จับตาผลการประชุมเฟด

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มองว่า ตลาดอาจตอบรับปัจจัยบวกจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่ยังไม่ได้ตอบรับปัจจัยเสี่ยงที่เฟดอาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามคาด ซึ่งหากดูตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ผ่านมา ทั้งเงินเฟ้อขยับตัวขึ้น ยอดค้าปลีกออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด รวมทั้งสงครามการค้ากับจีนก็มีทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ได้บ่งชี้ไปในทางสนับสนุนให้เฟดปรับลดดอกเบี้ยทั้งนั้น
โดยสัญญาณหนึ่งที่นักลงทุนสามารถสังเกตได้ คือ การขยับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ซึ่งเคยลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 1.5% ปัจจุบันดีขึ้นมาอยู่ 1.9% แล้ว เป็นเหมือนการบ่งชี้กลายๆ ว่าตลาดคาดว่าเฟดจะไม่ปรับลดดอกเบี้ย
นอกจากนี้การปรับขึ้นของตลาดหุ้นในปี 2562 ไม่ได้มีปัจจัยบวกด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน แต่ได้อานิสงส์จากนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ช่วยสร้างการไหลเวียนของเม็ดเงินที่เข้ามาในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะเห็นการไหลเข้าของเม็ดเงินได้ก็ต่อเมื่อธนาคารกลางมีการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินระลอกใหญ่ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน หรืออาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งหากเป็นแบบนั้นเม็ดเงินที่จะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่น่าจะชะลอตัวไปก่อน
“เราคิดว่าปัจจัยดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุผลหลักเลยที่ทำให้ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านตลาดหุ้นในฝั่งของสหรัฐอเมริกายังทรงๆ ส่วนเอเชียก็ยังเป็นการสลับขึ้นลง ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในแดนลบ แต่ก็มีบางตลาดที่มีปัจจัยเฉพาะตัวทำให้บวกขึ้นมาได้”
ทั้งนี้ ประเมินตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังไปไหนไม่ได้ไกล จากความไม่แน่นอนของนโยบายทางการเงินของเฟดและความกังวลเศรษฐกิจถดถอย โดยดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,650-1,680 จุด

 

 

Long SET50 Index Futures สูงผิดปกติ

ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้มุมมองว่า ในตลาดหุ้นไทยเรายังไม่ได้เห็นเม็ดเงินการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ แต่มองว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้ หลังจบการประชุมของเฟด ถ้าสถานการณ์เป็นไปในทิศทางที่ดี น่าจะได้เห็นเม็ดเงินจากต่างชาติไหลกลับเข้ามา
“แม้ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวไม่มาก แต่เราเห็นการซื้อสุทธิ (Long Position) ใน SET50 Index Futures มากผิดปกติ โดยระยะเวลา 12 วันรวมแล้วเกือบแสนสัญญา ซึ่งถือว่ามากผิดปกติ แม้จะเห็นการขายในตลาดหุ้น แต่การ Long Futures ไว้เป็นการชี้นำสัญญาณที่เราจะได้เห็นเม็ดเงินจากต่างชาติในเร็วๆ นี้”

 

 

กลุ่มพลังงานฟื้นหนุนดัชนี

ส่วนประเด็นราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจากเหตุการณ์โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบีย มองว่าจะส่งผลต่อผลประกอบการของหุ้นกลุ่มพลังงานแน่นอน ราคาน้ำมันจะสูงกว่าไตรมาส 2/2562 และกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะโรงกลั่นจะไม่ถูกกดดันจากขาดทุนสต็อกน้ำมัน (สต๊อกลอส) แต่อาจได้กำไรจากสต็อกน้ำมันในถังเก็บที่มีราคาเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้กลุ่มปิโตรเลียมอย่าง PTT และ PTTEP จะได้ประโยชน์
อีกทั้งในไตรมาส 3/2562 กลุ่มพลังงานไม่ได้มีการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงานเกษียณอายุตามพรบ.แรงงานฉบับใหม่ น่าจะทำให้กำไรฟื้นตัวขึ้นและดีกว่าไตรมาส 2/2562 แน่นอนรวมถึงราคาหุ้นที่ผ่านปรับลงพอสมควร น่าจะค่อยๆฟื้นตัวเช่นกันและมีทิศทางจะไปต่อได้ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันไม่น่าจะปรับลงต่ำกว่า 55-57 เหรียญต่อบาร์เรลแล้ว เนื่องจากกำลังผลิตหายไปและยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกลับมาผลิตได้ตามปกติเมื่อไหร่

 

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังมีแววว่าจะผันผวนต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ และแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังไม่ท่าทีจะฟื้นตัว แม้จะมีปัจจัยบวกระยะสั้นอย่างราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มพลังงานซึ่งมีมาร์เก็ตแคปในตลาดหุ้นราว 13% กลับมาฟื้นตัว ซึ่งถ้ากลุ่มนี้บวก 1% ก็จะมีผลต่อดัชนีประมาณ 0.1% เรายังต้องติดตามผลการประชุมของเฟดว่ามีนโยบายผ่อนคลายทางการเงินออกมาหรือไม่ หากมีเราน่าจะได้เห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า ช่วยให้สถานการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นสดใสขึ้นมาบ้าง

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ