จัดพอร์ตแบบ “ระมัดระวัง”...ช่วงครึ่งหลังปี19

Wealthy Thai อัพเดต 19 ก.ย 2562 เวลา 04.57 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2562 เวลา 04.57 น. • wealthythai
จัดพอร์ตแบบ “ระมัดระวัง”...ช่วงครึ่งหลังปี19

เปิดรับเดือนส.ค.มาด้วยสถานการณ์ที่ไม่สู้จะสดใสนัก ทั้งจาก ต่างประเทศ ในประเด็นสงครามการค้าที่กลับมาเพิ่มดีกรีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกระซิบให้โลกทราบว่าเตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 10% อีก 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยจะเริ่มมีผล 1 ก.ย. 19 นี้

 

รวมถึงปัจจัย ‘ในประเทศ’ เองจากเหตุการวางระเบิดหลายจุดกลางเมือง นั่นทำให้ภาพการลงทุนทั่วโลกดูอึมครึมขึ้นมาทันที แล้วนักลงทุนควรจะเตรียมตัวรับมืออย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?

 

 

ตลาดครึ่งปีหลังยัง ผันผวนต่อเนื่อง

 

 

วิริยะชัย จิตตวัฒนรัตน์” Vice President, ที่ปรึกษาการลงทุนและผลิตภัณฑ์ธนบดีธนกิจ บมจ.ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) มองแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่า ยังคงมีความ ผันผวน และยังมีปัจจัยที่จะต้องติดตามคือ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งตลาดได้มีการสะท้อนข่าวนี้ไปค่อนข้างมากแล้ว

          

 

“สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังไม่มีข้อสรุป การกลับมาคุยกันรอบใหม่ ตลาดต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ในขณะที่สหรัฐจะเลือกตั้งเดือนพ.ย.2020 ประธานาธิบดีทรัมป์จะโฟกัสที่การเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น รวมไปถึงสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลางจะส่งกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก (US-IRAN)”

 

 

เพิ่ม ตราสารหนี้’… ลด หุ้นกระจายความเสี่ยงรับความผันผวน

 

 

ท่ามกลางภาวะตลาดการลงทุนเช่นนี้ แนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุน ‘แบบระมัดระวัง (Defensive Portfolio)’ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน ตราสารหนี้50% ของพอร์ตลงทุน เน้นตราสารหนี้ คุณภาพดี ในสหรัฐและยุโรป

 

 

สำหรับหุ้นทั่วโลกที่ตั้งแต่ต้นปีมีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 20% แนะนำให้ ขายบางส่วน เพื่อทำกำไร เนื่องจากข่าวดีส่วนใหญ่สะท้อนในราคาหุ้นไปแล้วและลดความเสี่ยงจากตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเติบโตลดลง อย่างเช่น บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐได้คาดการณ์ผลประกอบปรับตัวลดลงที่ -2.6%

 

         

 

 

“เราแนะนำให้ปรับน้ำหนัก หุ้น ในพอร์ตลงทุนประมาณ 35% โดยหุ้นญี่ปุ่นและยุโรปยังคงมีมูลค่า (Valuation) อยู่ในระดับที่ไม่แพง และถือ เงินสด บางส่วนประมาณ 5% เพื่อรอจังหวะกลับเข้าลงทุน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่ยังมีมูลค่าหุ้นในระดับต่ำ เช่น หุ้นญี่ปุ่น ที่มีค่าประมาณ PE 12-13 เท่า ส่วนที่เหลือลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น อสังหาริมทรัพย์ประมาณ 10%

 

 

โดยเพิ่มน้ำหนักลงทุนใน ทองคำเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน และลดน้ำหนักการลงทุนใน น้ำมัน เนื่องจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นได้สะท้อนข่าวเชิงบวกจากสถานการณ์ทางการเมืองในตะวันออกกลางไปแล้ว

 

 

กุญแจสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนสามารถเผชิญกับทุกสภาวะการลงทุนของโลกที่เปลี่ยนไป นั่นก็คือ การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ อย่างเหมาะสมนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ