จะเกิดอะไรขึ้นถ้า LTF หายไป…

Wealthy Thai อัพเดต 11 พ.ย. 2562 เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 11.52 น. • wealthythai
จะเกิดอะไรขึ้นถ้า LTF หายไป…

อีกประเด็นสำคัญที่เป็นที่จับตาในตอนนี้คือ ความคืบหน้าของการปรับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ว่าสุดท้ายทางกระทรวงการคลังจะต่ออายุ LTF หรือจะปรับไปใช้กองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) แทนตามที่สภาธุรกิจตลาดทุนเสนอไปแล้ว วันนี้ Wealthy Thai รวบรวมข้อมูลน่าสนใจ ในมุมมองของบล.เอเซีย พลัสมาฝากกัน

 

 

เมื่อเราพูดถึง “กองทุนรวม” เชื่อเถอะว่าเกินครึ่งซื้อเพราะอยากลดหย่อนภาษี ยิ่งช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ก็ตัดสินใจไม่ยาก ที่จะเลือก LTF สักกอง สอดคล้องกับข้อมูลของ “ภราดร เตียรณปราโมทย์” ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส ที่แทร็คข้อมูลย้อนหลังไป 14 ปี แล้วพบว่า เม็ดเงินกองทุนรวมกว่าครึ่ง เป็นเม็ดเงิน LTF

 

 

ภราดรอธิบายว่าเม็ดเงิน LTF อยู่ที่ประมาณ 3.92 แสนล้านบาท จาก LTF 93 กองทุน คิดเป็นระบบ เปรียบเทียบกับกองทุนรวม 7.7 แสนล้านบาท ซึ่งเกินครึ่งเป็นเม็ดเงิน LTF โดยเฉพาะเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบัน เฉลี่ยเม็ดเงินซื้อต่อปี 6-7 หมื่นล้านบาท หรือเมื่อหักลบกับยอดขาย LTF แล้ว พบว่าแต่ละปีจะมีเม็ดเงินซื้อสุทธิ LTF อยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท

 

 

โดยกว่า 66% คนมักนิยมซื้อ LTF ในช่วงไตรมาส 4 ของทุกๆ ปี โดยเฉพาะเดือนธันวาคมที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งหลังจากที่มีข่าวว่าจะยกเลิกกองทุน LTF หลังพยายามเคยจะยกเลิกมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2558 สุดท้ายยื้อกันไปยื้อมา จนได้ข้อสรุปออกมาว่าจะขยาย “ระยะเวลาการถือครอง” จาก 5 ปีเป็น 7 ปีแทน ยิ่งมีข่าวว่าจะยกเลิกกองทุน LTF นอกจากจะทำให้หุ้นลงแล้ว พบว่าปี 2561 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มียอดซื้อ LTF มากที่สุด อยู่ที่ 7.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่มียอดซื้อเฉลี่ยไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท 

 

 

พัฒนาการของ LTF มาไกลมาก จากจุดเริ่มต้นที่มีขึ้นมาเพื่อเพิ่มวอลุ่มให้ตลาดหุ้น จากที่ซื้อขายกันที่หลักพันล้านบาท มาสู่ปัจจุบันที่มูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 6-7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้บล.เอเซีย พลัสให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยแล้ว 6 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา แต่ SET Index ก็ขยับขึ้นมา 16% ส่วนหนึ่งก็เพราะแรงซื้อ LTF บวกกับ “นโยบายการออมเงิน” ยิ่งทำให้เม็ดเงิน LTF เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือเพิ่มขึ้นปีละ 19%

 

 

แต่เหรียญมี 2 ด้าน พอคนซื้อมากๆ ส่วนที่ลดหย่อนภาษี รัฐบาลต้องซัพพอร์ตและจ่ายเงินคืน เพราะฉะนั้นจึงมีเงื่อนไขที่จะอาจจะต้องปรับเช่นกัน ซึ่งคาดว่าภายในเดือนตุลาคมนี้ น่าจะมีความชัดเจนจากกระทรวงการคลังว่าจะเอายังไงกันแน่  

 

 

LTF…แรงซื้อหาย แรงขายไม่มี

 

 

 อย่างไรก็ตามก่อนที่จะพูดถึงกองทุนใหม่อย่าง SEF มีข้อดี-ข้อเสีย ที่จะส่งผลกับโฟลว์ตลาดหุ้นอยู่ ดังนี้

 

  • 2563-2564 จะเป็นปีที่ไม่มีการขาย LTF (ไม่นับคนที่ถือมานาน แล้วอยากขายเอง) ก็เพราะว่า เงื่อนไขการขยายระยะเวลาการถือครองจาก 5 ปี เป็น 7 ปี มันจะทำให้ไปครบกำหนดขายกองทุน ตามเงื่อนไขกองทุนเปิดคือขาย LTF ได้ปี 2565

 

 

เพราะฉะนั้นในช่วง 2563-2564 ก็ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะยังมีแรงซื้อแรงขายเข้ามาช่วยพยุงในช่วงเปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนกองทุน แต่ปีที่หนักคือปี 2565 ที่จะเป็นปีที่บล.เอเซีย พลัสบอกว่า “แรงซื้อหาย แรงขายไม่มี” ความน่ากังวลจึงกระทบดัชนีตลาดหุ้นแน่ๆ เพราะในหลายปีที่ผ่านมาเม็ดเงิน LTF เป็นอีกเสาหลักที่ช่วยค้ำยันดัชนี  

 

*SEF ช่วยได้ไหม *

 

 

สำหรับ SEF ก็มีความน่าสนใจ และตอบโจทย์ตลาดทุนไทย นั่นคือจะทำให้คนที่มีเงินเดือนราว 130,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นคนชนชั้นกลาง-ล่าง เข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้น LTF เดิมนั้น เอื้อกับคนที่มีรายได้เยอะๆ (มีโอกาสลดหย่อนภาษีได้มากกว่า) เม็ดเงินจึงไปสะท้อนเงินที่อยู่ในตลาดหุ้น

 

 

ส่วน SEF ทำให้ลดหย่อนภาษีในน้อย  มีเงินเข้าตลาดหุ้นได้น้อยกว่าก็จริง แต่มีความน่าสนใจทั้งในแง่นโยบายที่ต้องการกระจายการลงทุนที่เข้าถึงคนทุกระดับ และสอดคล้องกับการลงทุน “เมกะเทรนด์” โลก เพราะฉะนั้นเงื่อนไข การลงทุนใน “หุ้นยั่งยืน” หรือหุ้น Thailand Sustainability Investment ซึ่งปัจจุบันทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำดัชนีหุ้นยั่งยืน หรือหุ้น SETTHSI ไว้แล้ว มีทั้งหมด 53 ตัว มีเงื่อนไขคือ บริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล (ESG) และเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท

 

 

 

ความแตกต่างระหว่าง LTF กับ SEF

 

 

โดยความแตกต่างระหว่าง LTF กับ SEF หลักๆ นั้นต่างกัน 2 ข้อ คือ 1.เงื่อนไขการลดหย่อนภาษี LTF จะใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ซึ่งต้องไม่เกิน 500,000 บาท ส่วน SEF ปรับใหม่เป็นใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ซึ่งต้องไม่เกิน 250,000 บาท และ 2.นโยบายการลงทุน LTF ลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% ขณะที่ SEF กำหนดเงื่อนไขใหม่คือ ลงทุนในหุ้น SETTHSI และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (ปัจจุบันมี 8 กอง) ส่วนระยะการถือครอง ยังคงกำหนดที่ 7 ปีเท่ากัน

 

 

อย่างไรก็ตาม อยากบอกผู้อ่านว่าการเลิก LTF มันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรขนาดนั้น เพราะไม่ว่า LTF จะอยู่หรือจะไป แต่ Main Point คือ Wealth Management หรือเป็นการบริหารการเงินให้มัน Productive!! เพียงแต่อาจจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันมากน้อยเท่านั้นเอง  

ดูข่าวต้นฉบับ