คุยกับมุนินฺ—คุณแม่นักเขียนนักวาด: ความสุขที่ได้จากการเป็นแม่คือการรอดูว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรใหม่เกิดขึ้น

Mood of the Motherhood อัพเดต 13 ส.ค. เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. เวลา 02.40 น. • INTERVIEW

การ์ตูนที่มีลายเส้นอ่อนโยน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นำเสนอเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวมิตรภาพระหว่างเพื่อน ความรักของหนุ่มสาว และครอบครัว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับนักวาดนักเขียนคนเก่ง เจ้าของนามปากกา มุนินฺ

M.O.M ได้มีโอกาสได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ 10 mm. (10 มิลลิเมตร) บุ๊กคาเฟ่เล็กๆ ในตัวเมืองนครราชสีมา เพื่อพูดคุยกับ มุนินทร์ สายประสาท คุณแม่นักวาดนักเขียนและน้องโลมา—ลูกชายวัยสองขวบ ผู้เกิดมาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตคุณแม่อย่างมุนินฺ

ทำไมงานเขียนของมุนินฺมักจะนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ

ด้วยความที่เราเกิดในครอบครัวขยาย เราก็เลยรู้สึกว่าเรามีความสัมพันธ์หลายรูปแบบในครอบครัว บางทีก็เป็นเรื่องของเรากับน้องบ้าง เรื่องของคนในครอบครัวบ้าง เพราะในครอบครัวเรามีผู้สูงอายุด้วย มันก็เลยมีมิติของความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้ง

เริ่มทำงานเขียนตั้งแต่ตอนไหน

ตอนเรียนมหา’ลัยปี 3 ตอนนั้นเริ่มอ่านการ์ตูนไทย แล้วเห็นการ์ตูนของพี่ตั้ม วิศุทธิ์ ซึ่งเรารู้สึกว่า เฮ้ย เล่าแบบนี้ก็ได้นี่ คือการ์ตูนเขาจะเล่าไม่เหมือนกับคอมิก เราก็เลยลองเอามาประยุกต์ใช้กับเรื่องที่เราอยากจะเล่า ซึ่งก็คือเรื่องครอบครัว

 เรื่องแรกที่เขียนก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ มันมีประโยคนึงที่เราคิดขึ้นมาได้ว่า ‘พ่อแม่จะยังเห็นเราเป็นเด็กอยู่เสมอ’ เราก็เลยลองเอาคำนี้มาเขียนเป็นการ์ตูนสมมติว่าพ่อแม่เห็นเราเป็นเด็ก ไม่ว่าเราจะโตมากแค่ไหน ตั้งแต่อยู่ในชุดนักเรียน ชุดมหาวิทยาลัย ชุดทำงาน แต่ร่างก็ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ เราว่ามันน่ารักดี เรื่องนี้ก็เลยเป็นเรื่องแรกที่เขียน

“ทุกวันนี้พอถึงวันแม่หรือพูดถึงความเป็นแม่ มันรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้มีความคาดหวังอะไร ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องสร้างสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูก ไม่สามารถบรรยายถึงความสวยงาม เพราะทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติและพิเศษทุกวัน”

จากการ์ตูนเรื่องแรกที่เกี่ยวกับแม่ พอวันหนึ่งที่เรากลายมาเป็นแม่เองแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ดูแปลกเลยแหละที่คนที่เขียนการ์ตูนซึ้งๆ แบบเรา พอได้มาเป็นแม่แล้วกลับไม่ค่อยจะอีโมฯ (emotional) กับบทบาทแม่เลย เพราะทุกวันมันเรียลและเร็วมากจนไม่ได้มาลงรายละเอียด ตอนท้องก็ไม่ได้มองว่าเราเสียสละหรือสร้างบุญคุณอะไรให้เขา เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่แม่เลือกแล้ว มีแต่จะต้องทำให้ดี เราว่าลูกต่างหากที่มีคุณกับพ่อแม่ คือมีเขาแล้วมันดี เขาให้ความสุข ให้เป้าหมายกับเรา เราตอบแทนเขาด้วยการดูแลเขาในตอนนี้ให้ดี จนเขาดูแลตัวเองได้แล้วไปมีชีวิตของเขา

แต่ก่อนตอนที่เราเป็นลูก เราก็จะจินตนาการในมุมมองของลูก ว่ามันมีความลึกซึ้ง มีความละเอียดอ่อนมาก เช่น คนเป็นแม่ต้องรู้จักให้ แต่พอเราได้มาเป็นแม่เอง เราเลยรู้ว่าความลึกซึ้งนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดา จนเราไม่ได้สัมผัสถึงมันเลย

จนทุกวันนี้พอถึงวันแม่หรือพูดถึงความเป็นแม่ มันรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้มีความคาดหวังอะไร ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องสร้างสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูก ไม่สามารถบรรยายถึงความสวยงาม เพราะทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติและพิเศษทุกวัน

การเป็นแม่ของลูกชายเป็นความฝันอย่างหนึ่งของเรานะ พอได้เป็นแม่จริงๆ มันก็เติมเต็มเราจริงๆ แต่นอกเหนือจากนั้นคือสิ่งที่ใครก็รีวิวไม่ได้ เพราะการเป็นแม่มันต้องทุ่มสุดตัวจริงๆ

พอเป็นแม่แล้วการสร้างผลงานก็เปลี่ยนไปด้วยไหม

มุมมองการเล่าเรื่องของเราค่อนข้างเปลี่ยน ไม่ค่อยลึกซึ้งแบบตอนที่เป็นลูก เพราะเราเลี้ยงลูกเอง มันมีความเรียลตลอดเวลาจนไม่ต้องมาคอยจำกัดความว่ามันสวยงาม มันก็ขาดอารมณ์ที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนไปเยอะ เพราะเรามองทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาไปหมด

ซึ่งบางทีความคิดแบบนี้มันก็ไม่ค่อยเข้าถึงคนหมู่มาก ก็เลยแยกไปเขียนการ์ตูนในเพจ ‘บ้านโลมา’ แต่ก็ไม่ได้เล่าเหมือนเพจแม่ทั่วๆ ไปเท่าไร เล่าเป็นการ์ตูนแก๊กบ้าง แชร์การเล่นกับลูก บันทึกเรื่องแปลกๆ ที่ลูกทำบ้าง ไม่ค่อยได้เขียนอะไรที่มันลึกซึ้งหรืออ่อนโยนเลย คือมันก็พิเศษนะ แต่มันพิเศษทุกวัน ใหม่ทุกวัน จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่เป็นความธรรมดาที่ดี และเราไม่ได้รู้สึกอยากเล่าอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่อยากเขียนเล่าเรื่องธรรมดาที่มาจากความเข้าใจตัวเองมากกว่า

ถ้าให้นิยามความเป็นแม่ในแบบของมุนินฺ

ความเป็นแม่คือเราพร้อมที่จะ take ทั้ง take action และ take care  ต้องมีความพร้อมที่จะให้ อยู่ในสัญชาตญาณ ในเลือด ในร่างกาย ในสมอง ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะเราต้องคิดตั้งแต่ตื่นนอนว่าวันนี้ลูกจะกินอะไร เล่นอะไร พาลูกไปทำอะไรดี ต้องนอนตอนไหน เหมือนเราเป็น follower ของลูก คือกดติดตามลูก และติดตามแบบขอรับการแจ้งเตือนด้วย จะได้เซอร์วิสและซัพพอร์ตเขาได้ทันท่วงที

เป็นแม่ในแบบที่ตัวเองเคยคิดว่าจะเป็นหรือเปล่า 

เราเคยมีความคิดว่าอยากเป็นแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ แต่พอมีลูกจริงๆ ก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถเป็นแบบนั้นได้ เพราะโดยนิสัยแล้วเราเป็นคนค่อนข้างจอมบงการนิดๆ (หัวเราะ) จอมวางแผน และกึ่งเพอร์เฟ็กต์ชั่นนิสต์ด้วย แต่ด้วยความที่เราเลี้ยงลูกกันเอง ในเมื่อเราตึง สามีเราก็เป็นคนที่สนุก เฮฮา มันก็เลยค่อนข้างบาลานซ์ในการเลี้ยงลูก

คิดว่าตัวเองเข้มงวดหรือชอบบงการลูกเรื่องอะไร

พอมีลูกแล้วรู้เลยว่า ลูกคือที่สุดของสิ่งที่เหนือความคาดคิด เราเป็นนักเขียนการ์ตูน เราก็คาดหวังว่าจะได้เล่นวาดรูปกับลูก ได้มีโมเม้นต์ทำงานศิลปะกับลูก ลูกจะต้องได้เล่นสี ได้วาดรูปเล่นกับเรา คือเราวางแผนเรื่องเล่นให้ไปในแบบที่เราวาดภาพไว้ว่ามันต้องสนุก เต็มไปด้วยจินตนาการ ปรากฏว่าลูกเราไม่ได้มีอะไรแบบนั้นเลย เขาไม่ได้อินกับการเล่นที่ได้ปล่อยใจให้เป็นอิสระ แถมยังมีความเป็นเราในตัวเขานิดๆ คือความเป็นคนคิดเยอะ เป็นเด็กที่ไม่อินกับการเล่นน้ำหรือเล่นทรายเหมือนเด็กคนอื่น แต่เขาดันชอบตัวเลข ตัวอักษร ซึ่งมันไม่ใช่อย่างที่เราคิดไว้เลย

แล้วคาดหวังไหมว่าลูกจะเติบโตมาเป็นแบบไหน

ไม่เคยคาดหวังอะไรเลย เพราะเราเติบโตในครอบครัวที่คาดหวังมาก่อน ซึ่งมันจะค่อนจำกัด พอมีลูกก็เลยอยากจะเล่น อยากจะทำอะไรด้วยกันมากกว่า ถึงแม้ว่าเราจะเป็นแม่ที่มีคาแรกเตอร์ตึงๆ ไม่ค่อยรีแล็กซ์กับลูก แต่เราก็พยายามที่จะเป็นให้ดีกว่าที่เราเคยได้รับมาตอนเด็ก

ยิ่งในระยะยาว เราก็ยิ่งไม่ได้คาดหวัง คิดว่าคงแค่อยากต่อยอดจากสิ่งที่เขาชอบ แล้วจะทำยังไงให้มันสนุกขึ้นไปได้อีก ก็เลยกลายเป็น challenge ที่เราต้องคิดว่าอยากให้เขาไปรู้จักอะไรที่มันหลากหลายมากขึ้น อยากให้เขามีชีวิตของตัวเองที่มีความสุข และได้ทำสิ่งที่ชอบ

ถ้าให้อธิบาย จะเรียกว่าตัวเองมีแนวทางในการเลี้ยงลูกอย่างไร

ไม่มีเลย แต่เราค่อนข้างศึกษาแนวทางมอนเตสซอรี่ (montessori) เพราะเขามีการเล่นที่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้ฟันธงว่าต้องเป็นแบบนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ

อย่างตอนนี้เราควรต้องคิดเรื่องโรงเรียนของลูกแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะไปทางไหน แต่ด้วยความที่คาแรกเตอร์เขามาชัด เขาสนใจคำ ตัวหนังสือ ตัวอักษร เพราะเขาหมกมุ่นในเรื่องนี้มาก ก็เลยคิดว่าทางนี้น่าจะเหมาะกับเขา

การเลี้ยงลูกสร้างความกังวลอะไรให้แม่อย่างมุนินฺบ้าง

ความกังวลอยู่ในรายละเอียดปลีกย่อยแต่ละวัน เช่น ลูกกินข้าวพอไหม ได้สารอาหารครบไหม เดินวิ่งมากพอไหม ขับถ่ายดีไหม อะไรแบบนี้ แต่ในภาพรวมแทบจะไม่กังวล ถึงแม้ว่าตัวเราอาจจะดูเหมือนคนทำอะไรเป็นระบบ แต่ภาพรวมของครอบครัวเราค่อนข้างมีไลฟ์สไตล์ที่สบายๆ

แต่ถ้าช่วงนี้ จะกังวล Terrible Two เพราะเราเลี้ยงลูกกันเอง แล้วลูกก็ต้องไปไหนมาไหนกับเราทุกที่ อย่างเวลาไปงานหนังสือ ไปงานอีเวนต์ เราก็กังวลกลัวว่าเขาจะทำตัวไม่น่ารักในที่สาธารณะ แล้วมันอาจจะเป็นช่วงเวลาแค่แป๊บเดียวที่ใครคนนึงเจอเขาหรือเจอแค่ครั้งแรก แต่อาจเป็นจังหวะที่มันบังเอิญเป็นช่วงที่เขากำลังงอแงหรือเอาแต่ใจ เราก็กังวลว่าคนอื่นจะมองยังไง เรียกว่าห่วงภาพลักษณ์มากเกินไป เวลาอยู่ข้างนอกก็เลยค่อนข้างเป็นแม่ที่ตึงในบางเรื่อง แต่ด้วยความเป็นเด็กของลูก เราก็ควบคุมยาก ก็เลยต้องมาปรับความคิดตัวเองให้มันพอดีแทน

ตั้งแต่มีลูก อะไรคือความสุขที่ได้จากการเป็นแม่

สองปีที่ผ่านมา เราไม่รู้ว่าเรารู้สึกอะไร ไม่รู้ว่าความเป็นแม่คืออะไร ซึ่งมันก็มีความสุขนะ แต่เรายังหยิบจับเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

จนเมื่อไม่นานมานี้ ตอนลูกประมาณ 1 ขวบ 8 เดือน เพิ่งจะมีโมเม้นต์ที่รู้สึกขึ้นมาได้เลยว่าความเป็นแม่นี่มันดีมากๆ คือเราส่งลูกเข้านอน แล้วได้นอนมองดูเขาหลับ แล้วก็เกิดคิดอะไรขึ้นมาไม่รู้ จู่ๆ ก็รู้สึกได้ว่า เฮ้ย อันนี้แหละคือความสุขที่ได้จากการเป็นแม่ ได้รอดูว่าพรุ่งนี้ลูกเราจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น เหมือนเรากำลังดูอะไรที่มีการอัปเกรดทุกวัน เรารู้สึกถึงความสุขที่มันเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ จากแค่ในห้องไฟสลัวๆ และสิ่งมีชีวิตที่ขยับตัวมาทั้งวัน แล้วตอนนี้สิ่งนั้นกำลังนอนอยู่นิ่งๆ และทำให้เรามีความสุขกับเวลานี้ มีความสุขที่ได้รักเขา ได้มองดูเขา ได้ดูแลเขา ได้มองดูความไร้เดียงสาของเขาไปเรื่อยๆ ทุกวัน

ถ่ายภาพโดย อินทัช ติรอเนกสิน

ดูข่าวต้นฉบับ