'คลัง' ชี้กองทุนภาษีใหม่ ไร้ข้อจำกัดลงทุน เน้นถือยาว 15 ปี

กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่ 22 พ.ย. 2562 เวลา 03.00 น.

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนรูปแบบใหม่ เพื่อมาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ แอลทีเอฟ (LTF) ที่จะหมดสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีในสิ้นปี 2562นี้ว่า ยืนยันว่ากองทุนรูปแบบใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นมา จะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้าอย่างแน่นอน จากเดิมวานนี้(21พ.ย.) กระทรวงการคลังได้นัดสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เข้ามาหารือ แต่เนื่องจากตนติดภารกิจด่วน จึงต้องเลื่อนการประชุมออกไปเป็นสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตามโดยขณะนี้ยังถือว่าการออกกองทุนดังกล่าวยังอยู่ในระยะเวลาที่กำหนด

"ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับกองทุนLTFใหม่แน่นอน แต่วันไหนและเวลาใดนั้น ผมจำไม่ได้ แต่เรื่องการจัดตั้งกองทุนLTFแบบใหม่นี้ จะต้องได้ข้อสรุปเสร็จสิ้นในสัปดาห์หน้าแน่นอนตามแผนที่วางไว้"นายอุตตม กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเผยว่า กองทุนรวมรูปแบบใหม่ที่จะมาทดแทนกองทุนรวมLTF นั้น จะมีลักษณะคล้ายกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือRMF กล่าวคือ จะมีระยะเวลาการออมที่ยาว แต่จะน้อยกว่า RMF ที่ผู้ออมจะถอนเงินลงทุนได้เมื่ออายุ 55 ปี โดยกองใหม่นี้จะกำหนดอายุการลงทุนระยะเวลา 10-15 ปี เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาออมมากขึ้น

"ระยะเวลาที่เรากำหนดสำหรับการลงทุน เช่น 10-15 ปีนั้น ก็เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่ออมเงินระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจาก LTF ในปัจจุบัน ที่กำหนดระยะเวลาการออมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 7 ปี แต่ก็จะไม่ยาวเหมือน RMF เพราะถ้าระยะยาวมากขึ้น จะไม่จูงใจให้คนรุ่นใหม่ เช่น คนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานอายุ 20 ปีต้นๆ"

สำหรับวงเงินลงทุนที่จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น เบื้องต้นกำหนดว่า จะมีวงเงินลงทุนเมื่อรวมกันกับการลงทุนในRMF จะต้องไม่เกิน 5 แสนบาทต่อปี หรือ ไม่เกิน 30% ของรายได้ ด้านหลักการของการนำเงินออมดังกล่าวไปลงทุนนั้น จะไม่มีข้อจำกัดว่า จะต้องนำไปลงทุนในหุ้นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่เป็นแนวคิดเดิม ดังนั้น เงินออมดังกล่าวจะสามารถนำไปลงทุนในหุ้นหรือผลิตภัณฑ์การเงินที่สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและดีแก่ผู้ลงทุน

ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 25 พ.ย.นี้ จะมีการหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน หากได้ข้อสรุป คาดเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ในสัปดาห์ถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ