คนยุคใหม่ฟังทางนี้! ออม 15% ไม่พอใช้ชีวิตหลังเกษียณ

ฐานเศรษฐกิจ เผยแพร่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 02.09 น.
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารความเสี่ยงในสหรัฐฯชี้ออม15% ของรายได้ไม่พอใช้ยามเกษียณแล้ว
  • คนในยุคมิลเลเนี่ยลส์ต้องออมมากถึง 40% ขณะที่ผลตอบแทนในตลาดทุนจะสูงไม่เกิน 3%
  • การทำงานยาวนานขึ้นเกษียณในวัย 70 ปี สิ่งสำคัญคือสุขภาพ 

ถูกสอนกันมาว่าหากต้องการเกษียณในวัย 60 ปี และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างไม่ลำบาก ตามมาตรฐานคุณควรจะมีเงินเก็บทุกเดือน เดือนละ 15 % ของรายได้ ตลอดการทำงานของชีวิต แต่ตัวเลขนี้คงใช้ไม่ได้กับยุคอนาคตและคนในยุคมิเลเนี่ยลส์

อยากสบายต้องเก็บออมจาก 15% เป็น 40 %

ศาสตราจารย์โอลิเวีย เอส มิชเชล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยง เศรษฐศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเพนซิวาเนีย ในสหรัฐฯบอกว่า คนยุคมิเลเนี่ยลส์ จะต้องเก็บออมให้มากถึงครึ่งหนึ่งของรายได้เพื่อการดำรงชีวิตในอนาคตเมื่อยามเกษียณ

โดยยกตัวอย่างให้เห็นว่า หากต้องการมีเงินใช้จ่ายอย่างสบายเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของชีวิตในช่วงเงินเดือนสุดท้ายก่อนการเกษียณ คุณจะต้องเก็บออมรายรับของคุณในแต่ละเดือนมากถึง 40% เป็นระยะเวลา 30 ปี  

การคำนวณนี้มาจากพื้นฐาน มาจากสมมุติฐานงานวิจัยของ MIT อิโคโนมิตส์ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 1/3 ต้องการเกษียณเมื่ออายุ 65-69 ปี อีก 43%  ในกลุ่มมิลเลเนี่ยลส์ต้องการเกษียณเร็วกว่านั้น สิ่งสำรวจพบและทำให้ตกใจ เหล่ามิลเลเนี่ยลส์กว่าครึ่งวางแผนเก็บออมเพียงแค่ 6 % ของรายได้ และ1ใน5 เท่านั้นที่วางแผนออมไว้ตามมาตรฐานที่15 % ของรายได้

ผลตอบแทนจากการลงทุนร่วงไม่ถึง 4%

อีกหนึ่งข้อที่น่าสนใจ คือผลตอบแทนด้านการลงทุนในอีก ไม่กี่ปีข้างหน้า จะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 10% อย่างในปัจจุบันอีกต่อไป ซึ่งชาวอมเริกันส่วนใหญ่คงไม่ชอบกับข้อนี้มากนัก

 “ที่ปรึกษาทางด้านการเงิน ไม่ได้บอกลูกค้าของพวกเขาว่า ผลตอบแทนที่พวกเขาลงทุนไป จะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เทียบเท่ากับอดีตอีกต่อไปและจะลดลงกว่ามาก ขณะที่อัตราการเก็บภาษีในอนาคตมีโอกาสสูงขึ้นอีกมากเช่นเดียวกัน” มิเชลกล่าว

ตัวเลขเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ ล่าสุดมีข้อมูลที่คาดการณ์ถึงผลตอบแทนในตลาดหุ้นงสหรัฐฯ พบว่าในอีก 10 ปี จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยกับนักลงทุนเพียงแค่ 3%-5% เท่านั้นในกรณีที่โชคดีจากปัจจัยเงินเฟ้อ แต่ความจริงแล้วจะต่ำกว่า 2% ไปได้มากสุดคือ 3% เท่านั้น   

มอร์นิ่งสตาร์ บริษัทบริหารจัดการด้านการลงทุน มองแย่กว่านั้น “ได้ผลตอบแทนมากสุด 1.8% ในอีก10ปีข้างหน้าซึ่งยังไม่ได้มีการนำเงินเฟ้อไปคำนวณร่วมด้วย” ขณะที่ บอสตันเบส บริษัทด้านการบริหารทรัพย์สิน มองแย่ที่สุด “ในอีก 10 ผลตอบแทนของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯจะให้ผลตอบ- 3.6% ส่วนบริษัทขนาดเล็ก -1% “  

ตัวเลขทั้งหมดนี้ไม่คุ้มค่าเลยที่จะเก็บเงิน 40 % ของรายได้ทุกเดือนเป็นระยะเวลา 30-40 ปี ซึ่งดูเหมือนว่า สวัสดิภาพทางสังคมกำลังจะล่มสลาย แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อตรงกันว่า จะต้องมีการปฎิรูประบบสวัสดิการในอนาคตอย่างแน่นอน

เพิ่มการออมไม่ได้ ต้องทำงานให้ยาวนานขึ้น

ถ้าหากการออมที่มากกว่า40% ของเงินเดือนไม่ใช่ทางเลือก และอยากมั่นใจได้ว่า ชีวิตยามเกษียณของจะเป็นไปอย่างที่หวังไว้ ต้องเล่นกับตัวเลขที่สามารถควบคุมมันได้ ผลตอบแทนในตลาดอาจเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การเกษียณสามารถบริหารจัดการได้

ชาวอเมริกันทั่วไปโดยเฉพาะคนกลุ่มมิเลเนี่ยลส์ จะต้องมีช่วงชีวิตในการทำงานนานขึ้น และรับสวัสดิการจากรัฐที่หลัง โดยตัวเลขสวัสดิการจะสูงถึง 76 % เมื่อคุณเลือกที่จะเกษียณในวัย 70ปี เมื่อเทียบกับวัย 62 ปี ซึ่งคุณจะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าหากยืดระยะเวลาการทำงานออกไปอีก 5 ปี

การรักษาสุขภาพในช่วงวัยทำงานเป็นเรื่องสำคัญ

หากยังต้องการที่ทำงานต่อไป สามารถทำได้แต่จะไม่ใช่ทำงานแบบเต็มเวลา ให้ทำงานแบบพาร์ทไทม์ การทำแบบนี้ช่วยคุณได้  

ขณะนี้ตัวเลขคนว่างงานในสหรัฐฯต่ำที่สุดในรอบหลาย10ปี  มิชเชล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยง เศรษฐศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัย เพนซิวาเนียบอกว่า ตอนนี้ถึงเป็นช่วงที่ดีที่กลุ่มคนสูงอายุที่จะหางานทำในช่วงนี้  “หากคุณไม่เคยฝึกอบรมด้านการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือรู้น้อยมาก จำเป็นต้องออกไปหาและเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะเหล่านั้น อย่าลืมว่าสังคมในวิทยาลัย หรือการเรียนเป็นกลุ่มจะทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นมากกขึ้น”

นอกเหนือจากด้านทักษะแล้ว ยังต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วย เพราะตัวเลขแสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันมากถึง1ใน3 ถูกกดดันให้เกษียณก่อนกำหนดเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ  

 “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนด้านสุภาพของตัวเอง ในช่วงที่ยังหนุ่มสาวและเข้าสู่วัยกลางคน ซึ่งร่วมไปถึงการไม่ดื่ม ไม่สูบบุหรี่ มากกว่าเกินไป และต้องนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทั้งหมดนี้คือการลงทุนในขณะที่คุณยังมีแรงและเก็บเกี่ยวผลตอบแทนในขณะที่คุณอายุเพิ่มขึ้น”  

 

ดูข่าวต้นฉบับ