ก.ล.ต. สั่งปรับ ‘พิชญ์ โพธารามิก’ 58.77 ล้านบาท กรณีใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น JTS ส่อหลุดตำแหน่งบริหาร

THE STANDARD อัพเดต 16 ก.ย 2562 เวลา 12.20 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2562 เวลา 12.20 น. • thestandard.co
ก.ล.ต. สั่งปรับ ‘พิชญ์ โพธารามิก’ 58.77 ล้านบาท กรณีใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น JTS ส่อหลุดตำแหน่งบริหาร
ก.ล.ต. สั่งปรับ ‘พิชญ์ โพธารามิก’ 58.77 ล้านบาท กรณีใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น JTS ส่อหลุดตำแหน่งบริหาร

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ‘พิชญ์ โพธารามิก’ ได้ร่วมกับ ‘เกริกไกร ไตรบัญญัติกุล’ ซื้อหุ้น บมจ. จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ หรือ JTS (โดยใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเกริกไกร) ก่อนที่จะมีการเปิดเผยงบการเงินไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2559 ที่มีผลกำไร 21.39 ล้านบาท พลิกกลับจากที่มีผลขาดทุนมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 และเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหลักทรัพย์

 

โดยที่ผลกำไรของ JTS ดังกล่าว เกิดจากการที่ JTS ได้รับการว่าจ้างงานจากบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) (TTTBB)* ซึ่ง ‘พิชญ์’ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ และยังเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการของ JAS ที่ให้นโยบายในการว่าจ้างงานภายในกลุ่มด้วย ‘พิชญ์’ จึงอยู่ในฐานะที่ล่วงรู้ข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหลักทรัพย์ของ JTS 

 

การกระทำข้างต้นของพิชญ์และเกริกไกร จึงเป็นการซื้อหุ้น JTS โดยใช้ข้อมูลภายใน อันเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด  

 

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 2 ราย โดยกำหนดให้ 

 

1. พิชญ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 32,650,173.75 บาท และชดใช้เงินในจำนวนที่เท่ากับผลประโยชน์ที่พึงได้รับเป็นเงินจำนวน 26,120,139 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 58,770,312.75 บาท

 

2. เกริกไกร ชำระค่าปรับทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 333,333.33 บาท

 

ทั้งนี้ หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับ และชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด

 

อนึ่ง การที่ ค.ม.พ. กำหนดให้ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดจะเป็นเหตุให้เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งจะมีผลให้ ‘พิชญ์’ ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทดังกล่าว เมื่อ ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ ซึ่ง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีของเกริกไกร ก.ล.ต. จะพิจารณาเมื่อบุคคลดังกล่าวจะเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

ดูข่าวต้นฉบับ