การบินไทย ฝ่าแผนฟื้นฟู ไม่หวั่นเจ้าหนี้รุมค้าน

ฐานเศรษฐกิจ อัพเดต 15 ส.ค. เวลา 00.23 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. เวลา 11.45 น. • Thansettakij

หลังจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลาย กลาง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 และมีกำหนดวัน นัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ขณะนี้มี เจ้าหน้าที่รายย่อย 15 ราย ที่เป็นเจ้าหนี้หุ้นกู้ สหกรณ์ออมทรัพย์วชิระพยาบาลและบริษัททิพยประกันชีวิต ยื่นความจำนงต่อศาลล้มละลายกลาง คัดค้านผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทย

การยื่นคัดค้านดังกล่าว จะไม่ส่งผล กระทบแต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ทำหนังสือสนับสนุนให้การบินไทยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 การบินไทยและบริษัทย่อย มีหนี้สินรวม 332,199 ล้านบาท มีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 18,155 ล้านบาท จากผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้(มกราคม-มิถุนายน 2563) ที่ขาดทุนอยู่ 28,029 ล้านบาท

 

ชง 4 เค้าโครงแผนฟื้นฟู

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การยื่นคัดค้านของเจ้าหนี้ที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการบินไทย และมั่นใจว่า การบินไทย จะได้เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู เนื่องจากเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ มีหนังสือสนับสนุนให้เราเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู ดังนั้นในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ การบินไทยจะนำเสนอเค้าโครงของแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อศาลล้มละลายกลาง

หลักๆ ของเค้าโครงของแผนฟื้นฟูจะ ประกอบไปด้วย 1.การปรับปรุงโครงสร้างของบริษัท 2.การปรับปรุงเส้นทางบิน เนื่องจากหลังเกิดโควิด-19 การบินไทยจะไม่สามารถบินได้เหมือนเดิม ระยะแรกอาจต้องบินในประเทศให้มากขึ้น ขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศ ก็จะเปิดเที่ยวบินพิเศษ ตามความต้องการในการเดินทาง 3.การปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการของบริษัท 4.แผนธุรกิจ

ทั้งนี้หากศาลฯ เห็นชอบให้การบินไทย เป็นผู้ทำแผน ทีมทำแผนก็จะไปจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งต้องแล้วเสร็จภายใน 5 เดือน แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะทำแผนให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เมื่อแล้วเสร็จ ก็จะนำเสนอต่อศาล เพื่อขออนุมัติแผน จากนั้นก็จะเดินหน้าบริหารแผนฟื้นฟูต่อไป

การฟื้นฟูในครั้งนี้ เราหวังว่าจะทำให้การบินไทย กลับมายืนบนขาของตัวเองได้ อาจใช้เวลา 3-5 ปี พอยืนได้ ก็คาดว่าจะใช้เวลา 8-10 ปี ในการชำระหนี้ ซึ่งจากภาระหนี้กว่า 3 แสนล้านบาท ก็มีหลายวิธีในการเจรจาเพื่อลดหนี้ เช่น ตัดหนี้ แปลงหนี้เป็นทุน เป็นต้น

สำหรับกระแสเงินสดในขณะนี้ยังพอไหวอยู่ แต่การจะกลับมาเปิดทำการบินและดำเนินธุรกิจอีกครั้ง การบินไทยต้องการเงินอีกเป็นหลักหมื่นล้านบาท เนื่องจากเงินทุนทำธุรกิจไม่มี เพราะรายได้ไม่เข้ามาหลายเดือนแล้ว ซึ่งก็มีหลายวิธีที่จะดำเนินการ อาทิ การกู้เงินจากสถาบันการเงิน หรือ อาจมีคนเข้ามา
ถือหุ้นเพิ่ม หรืออาจจะขอให้เจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นทุน เป็นต้น นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 30 มิ.ย.63 การบินไทย มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 13,963 ล้านบาท โดยไตรมาสแรก ได้เบิกใช้เงินสินเชื่อทั้ง Committed Credit Line และ Uncommitted Credit Line รวมจำนวน 19,500 ล้านบาท จากสถาบันการเงินอื่น และจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในระหว่างการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อรายได้ของบริษัทที่ลดลงอย่าง
มีนัยสำคัญ

ไม่ห่วงเจ้าหนี้รายย่อย

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) กล่าวถึงความคืบหน้าดังกล่าวว่า ได้รับรายงานจากฝ่ายกฎหมายของสคร.ว่าเมื่อวันที่ 13-14 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหนี้รายย่อยจำนวนหนึ่ง แสดงความคัดค้านการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย รวมถึงค้านการจัดตั้งผู้จัดทำแผนฟื้นฟูเข้ามา โดยให้เหตุผลว่า การบินไทยไม่จำเป็นต้องฟื้นฟูกิจการและเห็นว่ารายชื่อที่การบินไทยเสนอให้จัดทำแผนไม่มีความเหมาะสมเพียงพอ

ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการบินไทย เป็นกิจการขนาดใหญ่ มีผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อยจำนวนมาก จึงต้องเห็นภาพการคัดค้านการฟื้นฟูกิจการดังกล่าวบ้าง แต่ขณะเดียวกันเจ้าหนี้หลักๆ ทั้งหมด คือเจ้าหนี้ประเภทสถาบัน หรือรายใหญ่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้มีการทำหนังสือสนับสนุนให้มีการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการครั้งนี้ โดยไม่มีประเด็นติดใจหากจะให้การบินไทยเข้าสู่แผนฟื้นฟู

 

ไม่สะดุดครม.ใหม่

นายประภาศ กล่าวว่า หลังจากวันที่ 17 ส.ค.หากไม่มีการคัดค้านเกิน 1 ใน 3 ของจำนานเจ้าหนี้ ศาลก็จะสั่งให้เดินหน้าจัดตั้งผู้ทำแผน และทำแผนฟื้นฟูได้ทันที คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการจัดทำแผนให้แล้ว
เสร็จภายใน 3 เดือน จากนั้นจะมีการเรียกประชุมเจ้าหนี้ว่าจะคัดค้านแผนที่เสนอมาหรือไม่ หากเจ้าหนี้เห็นด้วยกับแผนที่เสนอมา ก็สามารถเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูตามกระบวนการได้ทันที

สำหรับรายชื่อคณะผู้จัดทำแผน 6 คนที่การบินไทยได้เสนอต่อศาล ประกอบด้วย 1. พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ประธานกรรมการบริษัท 2. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองประธานกรรมการ 3. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ 4. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการ 5. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการ 6. นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการ

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,601 วันที่ 16 - 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ดูข่าวต้นฉบับ