กางหน้ากระดาษที่ดิน 3,800 ไร่ ปมมรดกตระกูล "โกศลานันท์"

NATIONTV อัพเดต 15 พ.ย. 2562 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 10.49 น. • Nation TV
กางหน้ากระดาษที่ดิน 3,800 ไร่ ปมมรดกตระกูล โกศลานันท์

ย้อนที่มาที่ไปของปมมรดกตระกูล "โกศลานันท์ " เจ้าของที่ดินที่เกิดปมพิพาท ลั่นไกกันหน้าบัลลังก์ศาลจันทบุรี เริ่มจากเมื่อปี 2515 นายสมพล โกศลานันท์ เจ้าของที่ดิน (ตาของเขมจิรา) ตกลงซื้อขายที่ดินกับ พระกิตติวุฑโฒภิกขุ ในนามมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งเรี่ยไรเงินศรัทธาจากชาวบ้านมาซื้อ จำนวน 86 แปลง 3,800 ไร่ มูลค่า 12 ล้านบาท ไร่ละ 3,000บาท จ่ายงวดแรก 8 ล้านบาท ที่เหลือผ่อนชำระ

เมื่อนาย สมพล และ พระกิตติวุฑโฒ มรณภาพ ขณะนั้นที่ดินยังเป็นชื่อของนายสมพล เนื่องจากยังคงค้างผิดชำระอีก 2.5 ล้านบาท จึงยังไม่มีการโอนที่ดิน ต่อมานายบุญช่วย เจริญสถาพร น้องชายของพระกิตติวุฑโฒ และเป็นกรรมการวัด อ้างสิทธิเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งหมด และ ยื่นฟ้องทายาท อ้างว่าซื้อที่ดิน 14 ล้าน และไม่ยอมโอน โดยนายเรวัติ ลูกชายคนโตของนายสมพล ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการตั้งผู้จัดการมรดก เนื่องจากนายเรวัติ ร่างกายไม่แข็งแรง เป็นพากินสัน ตาบอด ( มีข้อมูลว่านายบุญช่วย นำทีมทนายความของตัวเอง มาตั้งเป็นทนายความให้กับนายเรวัติ) ฮั้วกัน แลกกับเงินจำนวนหนึ่ง

ทำให้ตอนนั้นนายเรวัติไม่ได้ต่อสู้คดี และ ไปยอมรับด้วยการทำหนังสือสัญญายอม ให้นายบุญช่วยเข้าทำประโยชน์พื้นที่ โดยภรรยาเป็นผู้เซ็นต์ยินยอม จากนั้นนายบุญช่วย ติดต่อกรมที่ดินเพื่อขอโอนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน แต่กรมที่ดินไม่โอนให้ เนื่องจากตรวจสอบแล้วนายเรวัติ ไม่ใช่ผู้จัดการมรดก และ การจะโอนที่ดินต้องได้รับความยินยอมจากทายาททั้ง 6 คน

นาง เขมจิรา หลานของนายสมพล หนึ่งในทายาท และ เป็นอดีตภรรยาของ พลตำรวจตรีธารินทร์ ฟ้องแทนแม่ตัวเอง สู้คดีกันถึงชั้นฎีกา ท้ายที่สุดแล้วมีคำพิพากษาให้ที่ดินตกเป็นของนายบุญช่วย เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิ์ยื่นฟ้อง หลังแพ้คดียังถุกฟ้องกลับ ฐานฟ้องเท็จ

นางเขมมิกา ยังพยายามที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ที่ดินกลับคืนมา และ ได้ทางแม่ของนางเขมิกา ได้ร้องขอให้ อดีตสามี มาช่วยเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พยายามรวบรวหาข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดิน 3800ไร่ ซึ่งครอบคลุม อ.ท่าใหม่ อ.ขลุง อ.คิชกูด โดยได้หลักฐานสำคัญจากทางราชการ ข้อมูลการเสียภาษีบำรุงแผ่นดิน การบริจาค และ การเรียกเก็บค่าเช่า ซึ่งไม่ใช่ชื่อของนายบุญช่วย แต่เป็นชื่อของในนามมูลนิธิ นอกจากนี้ยังมีการยักยอกที่ดินของโรงเรียน จึงไปแจ้งกับทางมูลนิธิ และ ยังร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริติแห่งชาติ ร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เข้ามาดเนินการตรวจสอบ ว่าเป็นที่ดินของมูลนิธิไม่ใช่ของนายบุญช่วย นอกจากนี้ยังมีที่ดินของทางวัดพระศรีมหาธาตุ เช่นที่ดิน 1400 ไร่ ที่จังชลบุรี และที่ดิน 300 ไร่ ที่จ.สงขลาของมูลนิธิวัดหายไปไหนที่ผ่านมามีการเจรจา ขอให้นางเขมมิกา ถอนเรื่องจากกองปราบปราม และ ดีเอสไอ เพื่อแลกกับการถอนฟ้องคดีต่าง หลายคดี แต่นางเขมิกาไม่ยอมเนื่องจากเห็นว่า การร้องเรียนให้ตรวจสอบได้เข้าสู่กระบวนการไปแล้ว และเห็นว่าต้องการให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของมูลรนิธิ ตามเจตนรมณ์ของทางวัดที่ต้องการใช้ที่ดินเป้นสาธารณะประโยชน์ ตามจิตศรัทธาของญาติโยมที่ร่วมกันบริจาค

โดยคดีนี้ทางนางเขมิกา จึงอยากให้รื้อคดีพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมา อดีตสามีพล.ต.ต.ธารินทร์ กดดัน สะสมและเครียดอย่างหนัก ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะเป็นคนรักความยุติธรรม และ ตั้งใจทำคดีจริงจัง ซึ่งหากยอมโจร ที่หายักยอกทรัพย์ที่ดินก็ถือว่าไม่มีศักดิ์ศรีพร้อมกับการตั้งข้อสังเกตุว่านายบุญช่วย เป็นกรรมการวัดอยู่ดีดี แต่ปัจจุบันมีที่ดินมากถึง 4000 ไร่

ซึ่งหากมีการตกลงแบ่งกันตั้งแต่ช่วงแรก หรือต้องการให้โอนเป้นชื่อของทางมูลนิธิ เพื่อความเป็นธรรม ก็จะต้องยึดตามความเป้นจริงและตามสัดส่วนของที่ดินที่ได้จ่ายเงินไปแล้ว แต่ปัจจุบันที่ดินยังไม่มีการโอนให้มูลนิธิ ยังเป็นชื่อของนายสมพล ที่ดินส่วนต่าง ก็จะต้องแบ่งกับทายาท จากที่ดิน 3800 ไร่ โดยให้มูลนิธิ 3000 ไร่ ที่เหลือยังชำระไม่ไหมดก็ตีเป็นที่ดินราว 800 ไร่ ปัจจุบันราคาที่ดินสูงขึ้นไปเป็นหลักแสน

ทนายความของทางนางเขมิกา เชื่อว่าหากรื้อคดีนี้เชื่อว่า อดีตรองจเรตำรวจ พล.ต.ต.ธารินทร์ จะไม่ตายฟรี และยังจะได้ทรัพย์ที่ดินของมูลนิธิวัดพระศรีมหาธาตุกลับคืนมา เพราะที่การที่ร้องกองปราบ ที่ดินของวัดมีมากกว่าที่ดินที่จังหวัดจันทบุรี

สำหรับคดี ที่นายบุญช่วย ฟ้องกลับ ทางแพ่ง และ อาญานางเขมจิรา และ พลตำรวจตรีธารินทร์ ในฐานะจำเลย ฐานฟ้องเท็จ ศาลได้นัดตัดสินวันที่ 18 ธันวาคม 2562 แต่ก็มาเกิดเหตุสะเทือนขวัญเสียก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ