กองทุนชูลงทุน'เฮดจ์ฟันด์-หุ้นจีน-รีท'โค้งสุดท้่ายปีนี้

กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่ 20 ก.ย 2562 เวลา 07.00 น.

นายยุทธพล ชุลีคร หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) แอสเซทพลัส จำกัด เปิดเผยว่าหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เป็นการันตีว่าเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจสหรัฐในระยะสั้นยังเดินต่อไปได้ แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังยืดเยื้อ แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตามแนวโน้มตลาดหุ้นในปีนี้ยังผันผวน ดังนั้นจึงต้องมองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยลดความผันผวน โดยเฉพาะกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ แนะลงทุนสัดส่วน10-30% ของพอร์ตลงทุน รับผลตอบแทนคาดหวังระยะ3-5ปีประมาณ10-11%

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนพรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับการลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งมองว่าตลาดยังมีความผันผวน มองว่า

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือรีทน่าสนใจ ปัจจัยพื้นฐานยังมีความแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเช่าและค่าเช่าที่เข้ามาต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีปัจจัยบวก คือ การที่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้มีเงินไหลเข้ากองรีทเพื่อแสวงหาผลอตอบแทนที่สูงขึ้น( Search for Yield) รวมถึงอุปทานของออฟฟิศที่มีจำกัด ขณะที่โครงการใหม่ๆมักมีผู้เช่าหลักแล้ว

ส่วนปัจจัยลบที่มีต่อรีท ยังคงเป็นเรื่องของvaluation ที่ค่อนข้างตึงมาก โดยเฉพาะ Leasehold ขณะที่รีทของไทยมีสภาพคล่องที่ต่ำและมีการเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO)น้อย ดังนั้น คำแนะนำการลงทุนในรีท ยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยกลุ่มที่ให้น้ำหนักยังเป็น กลุ่มออฟฟิศ ,โลจิสติกส์ , ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่สำคัญควรเน้นลงทุนในรีทสิงคโปร์มากกว่ารีทในไทย

พร้อมกันนี้ แนะนำกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่จับต้องได้ มีรายได้ค่าเช่าชัดเจน เน้นเซกเตอร์ที่มีอัตราการเช่าสูง เช่น กองทุน Principal Property Income Fund (PRINCIPAL iPROP) สร้างรายได้สม่ำเสมอสามารถจ่ายปันผลเฉลี่ยสูงกว่า5%ต่อปีในช่วงปี2557-2561 และกองทุน Principal Global REITs Fund (PRINCIPAL GRIEITs)คาดหวังผลตอบแทนจากค่าเช่า3-4%ต่อปี และการเติบโตของค่าเช่า4-5%ต่อปี

นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ TMBAM Eastspring เปิดเผยว่า ในการลงทุนช่วงที่เหลือปีนี้ แม้ปัจจัยสงครามการค้าจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจจีนบ้าง จากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจทั่วโลกแต่กองทุนยังคงมุมการลงทุนในตลาดหุ้นจีนว่า ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากตลาดหุ้นจีนมีความผันผวนน้อย และตลาด MSCI เพิ่มน้ำหนักสัดส่วนหุ้นจีนมากขึ้น PEตลาดหุ้นจีนยังต่ำ ประกอบกับจีนเศรษฐกิจเริ่มใหญ่และมีโอกาสใหญ่เป็นอันดับ1ของโลก รายได้ต่อประชากรยังเติบโต6-8%ต่อปี

โดยแนะนำ กองทุน TMB China Opportunity Fund(TMBCOF) กองทุนเน้นการลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ บริหารงานเชิงรุกแบบ High Conviction โดยทีมงานมืออาชีพ เน้นกลุ่ม New Economy(CommunicationService,Healthcare ,Consumer) ผลตอบแทน(YTD ) 27.7% มูลค่ากองประมาณ5,000ล้านบาท

"หากเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก สามารถลงทุนในหุ้นสัดส่วนมากถึง60-70% และถ้าเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย สามารถลงทุนในสัดส่วน30-40% และกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศ อย่างตลาดหุ้นจีน"

ดูข่าวต้นฉบับ