'กลุ่มเกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ' แถลงการณ์ประณามอุ้ม 'วันเฉลิม' หาย

MATICHON ONLINE อัพเดต 06 มิ.ย. เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. เวลา 06.56 น.
page

‘กลุ่มเกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ’ แถลงการณ์ประณามอุ้ม ‘วันเฉลิม’ หาย

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 กลุ่มเกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ ได้โพสต์แถลงการณ์กลุ่มเกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ กรณีการบังคับสูญหายผู้ลี้ภัยทางการเมืองของ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” โดยมีเนื้อหาระบุว่า เนื่องด้วยเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ที่ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยถูกอุ้มหายไปจากหน้าที่พัก ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

การอุ้มหายครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “ราคา” ที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยจำต้องจ่าย ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีคนไทยที่คาดว่าถูกบังคับให้สูญหายไปแล้วอย่างน้อย 86 คน ส่วนมากเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารนี้มีผู้ถูกบังคับให้สูญหายมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

การบังคับสูญหายมิใช่เรื่องที่พ้นขอบเขตความรับผิดชอบของรัฐบาล หากแต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะต้องจัดการและต่อต้านอาชญากรรมที่ร้ายแรงนี้ เพื่อรับรองเสรีภาพในการแสดงออกและปกป้องสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

กลุ่มเกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการขอยืนหยัดในจุดยืนในการต่อต้านเผด็จการและอำนาจนิยม อันนอกจากจะเป็นต้นเหตุของความรุนแรงเช่นนี้แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ขัดขวางการตรวจสอบโดยภาคประชาสังคมอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการจึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้ 1.รัฐบาลต้องผลักดันพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย โดยต้องรับฟังความคิดเห็นและรับรองการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 2.รัฐบาลต้องสอบสวนคดีบังคับสูญหาย ทั้งคดีใหม่และคดีเก่าซึ่งไม่มีอายุความ โดยไม่ละเลยที่จะขอความร่วมมือจากรัฐบาลต่างประเทศ รวมถึงเยียวยาครอบครัวของเหยื่อต่อไป ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

กลุ่มเกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการขอประณามการบังคับสูญหายและการเพิกเฉยของรัฐบาลที่มีต่ออาชญากรรมอันอุกฉกรรจ์ดังกล่าว ต้นกล้าแห่งประชาธิปไตยต้นนี้จะไม่ยอมให้ใครมาพรากสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเราไป ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมาในรูปแบบใดหรือมีใครอยู่เบื้องหลังก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ