กลัวมั้ยครับ - อุ๋ย นที เอกวิจิตร์

THINK TODAY เผยแพร่ 02 ส.ค. 2562 เวลา 09.47 น.

มนุษย์เราจะมีความกลัวอะไรสักอย่างที่แตกต่างกันไป บางเรื่องที่เรากลัว คนรอบตัวอาจมองว่าไร้สาระ จะกลัวไปทำไม ไม่เห็นจะน่ากลัว

สมัยเด็กๆ ผมกลัวห้องพระบ้านตัวเอง ผมไม่ใช่ผีนะครับ ไม่มุกครับ นี่เรื่องจริง ห้องพระบ้านผมอยู่ชั้น2 ถ้าตอนเย็นหรือหัวค่ำ ที่ฟ้าเริ่มสลัว ผมมองไปที่โต๊ะหมู่บูชาที่มีพระอยู่จำนวนมากแล้วผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองอยู่ ขนลุกขึ้นมาทันที รีบวิ่งหนีลงชั้นล่าง 

โดยที่ผมก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงแปลกประหลาดจากห้องพระนะครับ คุณแม่ผมจะดุทุกครั้งที่ผมรีบวิ่งลงมา “จะบ้าเหรอ จะกลัวทำไม ห้องพระบ้านตัวเอง” ผมก็ตอบไม่ถูก เป็นอยู่หลายปี

สมัยวัยรุ่นเพื่อนชวนไปเที่ยวบ้านร้างที่มีข่าวเล่าลือกันว่าเคยมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นมาก่อน มีผีสิง เฮี้ยนมาก อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไปด้วยความสนุก ตื่นเต้นมากๆ แต่ก็ไม่เคยเห็นอะไร

ตอนบวชพระเมื่อ15ปีที่แล้ว ถามพระพี่เลี้ยงว่าที่วัดมีผีมั้ยครับ ท่านตอบว่า ไม่ต้องห่วง ที่ไหนมีพระ ที่นั่นไม่มีผี เพราะถ้าผีมา พระก็ไม่อยู่เหมือนกัน 🤣 ตอนกลางคืนเดินถือไฟฉายในวัดก็น่ากลัวใช้ได้เลยครับ มีอยู่คืนนึง พระที่บวชพร้อมกันชวนไปนั่งสมาธิที่ห้องเก็บอัฐิ ที่อยู่ใต้เจดีย์ 

เหตุผลที่ไปที่นั่นไม่ใช่เพราะอยากลองดี แต่เพราะวัดเราอยู่ในเมือง ไม่มีป่าช้า การไปสถานที่ที่น่ากลัวจะช่วยกระตุ้นให้เรามีสติมากกว่าปกติ เห็นความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นได้ชัด ระหว่างทางที่เดินเพื่อเลือกจุดที่นั่งสมาธิ ก็จะมีรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตที่เป็นรูปขาวดำ อยู่ตลอด2ข้างทาง เหมือนเค้ากำลังจ้องเราอยู่ผ่านแสงเทียนที่อยู่ในมือเรา 

ขนลุกไปหมดทั้งๆที่เป็นพระ แล้วเราก็แยกย้ายไปนั่งที่ใครที่มัน ผมเลือกไปนั่งในจุดที่ห่างจากเพื่อนๆ แบบมองไม่เห็นกัน เพราะคิดว่าไหนๆก็มาเพื่อเผชิญกับความกลัวแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่

เวลาผ่านไปนานจนรู้สึกว่าใกล้เช้าแล้ว ได้เวลาควรกลับกุฏิ เดินออกมาก็มาเจอพระรูปอื่นๆที่มาพร้อมกันอีก4รูป บอกว่าเดินหาผมมานานแล้ว หาไม่เจอ ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าเพราะอะไร 

แต่ประสบการณ์ที่ได้จากครั้งนั้น คือเห็นความตื่นเต้น ความกลัวที่เกิดขึ้นในใจอยู่เป็นช่วงๆ มาถี่มากๆ เกิดจากความกังวลว่าลืมตาขึ้นมาจะมีใครมายืนจ้องเราอยู่ 

คิดขึ้นมาที ก็ขนลุกที เป็นแบบนี้อยู่หลายรอบ จนแอบสังเกตเห็นว่าอาการขนลุกจะเกิดขึ้นหลังจากจินตนาการว่ารอบๆตัวเรา มีบางอย่างมองเราอยู่แล้วเรากลัวจะลืมตามาเห็นแล้วตกใจ พอกลับมาอยู่กับลมหายใจ ไม่จินตนาการต่อ ความกลัวก็ค่อยๆลดลง หัวใจที่เต้นเร็วขึ้นก็ค่อยๆเต้นช้าลง

หลังจากนั้นความกลัวก็ยังมีอยู่บ้าง เวลาที่ไปในสถานที่มืดๆน่ากลัวๆ แต่ก็จะใช้วิธีกลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว ไม่จมอยู่ในจินตนาการ 

ตอนบวชพระอีกครั้งเมื่อ2ปีก่อน ต้องไปนอนในป่ารูปเดียว อยู่บนเขา8-9วัน ตอนกลางคืนต้องลุกมาเดินจงกรมแก้ง่วง หันไปรอบตัวที่พ้นรัศมีแสงเทียนก็จะขนลุกขึ้นมา แต่ก็คิดว่า เราหนีไปไหนไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็วิ่งไปขอความช่วยเหลือใครไม่ได้อยู่ดี เพราะทางลงเขาค่อนข้างไกลและมืดมาก 

กลายเป็นว่า เมื่อไหร่ที่เดินจงกรมแล้วง่วง ก็จะใช้วิธีมองเงาตัวเองจากแสงเทียนที่ทอดยาวออกไป แล้วจินตนาการว่าเป็นเปรต พอคิดแล้วขนลุกหายง่วงทันที พอทำบ่อยเข้า หลังๆก็ไม่กลัวแล้ว กลายเป็นกลัวงูแทน เพราะเคยเดินเจอตอนเดินลงเขาเพื่อไปบิณฑบาต 

สมัยประถมผมกลัวการฉีดยา รู้สึกเป็นกังวลมากมีผู้ใหญ่เคยแนะนำว่าให้มองดูเข็มตอนทิ่มผ่านเนื้อเข้าไปจะลดความกลัวลงได้ ฟังแล้วไม่สมเหตุผลเลย แต่ถึงเวลาที่ต้องฉีดยาขึ้นมาจริงๆ ความตื่นเต้น ความกังวล ความกลัว 

ทำให้ผมไม่มีทางออก ไม่รู้จะทำยังไง เลยตัดสินใจลองทำตามคำแนะนำดู คือหันไปจ้องเลยครับ ปรากฎว่าได้ผล ความกลัวหายไป ความเจ็บปวดมี แต่น้อยมากๆ หลังจากนั้นก็ไม่กลัวการฉีดยาอีกเลย 

ความกลัวเป็นความรู้สึกที่เกิดจากจินตนาการของเรา 

ถ้าเราลอง “เผชิญ” กับเหตุการณ์นั้นๆ

อยู่กับมัน แทนที่จะอยู่กับจินตนาการ

จิตเราจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

จนทำให้เราก้าวข้ามสิ่งที่เรากลัวไปได้

ถ้าความกลัวในบางสิ่ง กลายเป็นเงื่อนไข หรือ ข้อจำกัดในการใช้ชีวิต คราวหน้าถ้ามีโอกาสลองเผชิญกับมันดูครับ 

เงื่อนไขหรือข้อจำกัดในชีวิตที่น้อยลง จะทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง อิสระภาพมากขึ้น

คุณกลัวอะไรบ้างครับ?