กรัมปี้แคต : แมวผู้ครองรอยยิ้มคนทั้งโลกด้วยใบหน้าอันบึ้งตึง

The MATTER อัพเดต 18 ต.ค. 2562 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2562 เวลา 03.08 น. • End of the Road

1

ในอินเทอร์เน็ต เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า สัตว์ที่ ‘ครองโลกเสมือน’ แห่งนั้นอยู่ก็คือ แมว

เราจะเห็นภาพแมว มีมแมว คลิปแมว เว็บแมว อินสตาแกรมแมว เพจแมว เกลื่อนกล่นจนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปเสียแล้ว

แต่แมวตัวไหนโด่งดังมากที่สุดล่ะ?

คำถามนี้เถียงกันได้ ฝรั่งอาจจะตอบว่า เจ้าเหมียวหน้าตาประหลาดอย่างลิล บับ (Lil Bub) ดังที่สุด คนญี่ปุ่นอาจจะบอกว่าเป็นเจ้ามารุต่างหากที่โด่งดังมากกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หาข้อสรุปได้ยาก เพราะยังไม่มีใครไปสำรวจและตีความความดังออกมาเป็นสถิติเชิงประจักษ์

แต่ที่แน่ๆ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 โลกได้สูญเสียแมวที่โด่งดังที่สุดในโลกตัวหนึ่งไป แม้มันจะจากไประยะหนึ่งแล้ว แต่เชื่อว่าทุกคนยังจดจำใบหน้าบึ้งตึงของมันได้ดี

ใช่แล้ว — มันคือ กรัมปี้แคต (Grumpy Cat) นั่นเอง

2

พูดถึงการ ‘ครองโลก’ เอาเข้าจริง แมวไม่ได้ครองแค่โลกเสมือนอย่างอินเทอร์เน็ตเท่านั้นนะครับ แมวทั้งหมดที่เราหลงใหลได้ปลื้ม เห็นว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น ‘แมวบ้าน’ (house cat) ที่อยู่ในสปีชีส์เดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะแบ่งเป็นแมวไทย แมวเปอร์เซีย แมวพม่า อะไรก็แล้วแต่ ทว่าพื้นฐานของมันคือแมวที่มีกำเนิดจากแถบประเทศตุรกีในปัจจุบันทั้งหมด

ดังนั้น แมวทุกตัวที่เราเลี้ยงในที่อื่นๆ จึงเป็น alien species หรือเป็นสายพันธุ์บุกรุกต่างถิ่นทั้งสิ้น เพียงแต่มันบุกรุกแพร่หลายไปทั่วโลกเนิ่นนานมากแล้ว แถมยัง ‘ประสบความสำเร็จ’ ในการแพร่ประชากรเหมียวอย่างมากในแบบที่ไม่มีสัตว์อื่นใดทำได้เสมอเหมือน — เราเลยคุ้นเคยกับมัน

แมวเริ่มออกเดินทางจากถิ่นกำเนิดของมันครั้งแรกราวหมื่นปีที่แล้ว โดยติดไปกับเรือ ความที่มันมีถิ่นกำเนิดจากแถบตะวันออกกลางที่แห้งแล้ง ก็เลยอยู่บนเรือได้นานๆ โดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ มีการพบหลุมศพแมวโบราณที่ไซปรัสอายุ 9,500 ปี ทั้งกรีกและโรมันก็พาแมวไปโน่นนี่ ชาวมุสลิมก็รักและเลี้ยงแมว แต่ที่พาแมวไปทั่วโลกจริงๆ ก็คือจักรวรรดิอังกฤษที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน เพราะคนอังกฤษบุกไปที่ไหนในโลก ก็พาแมวไปด้วย จนสร้าง ‘หายนะ’ ทางระบบนิเวศให้แก่ออสเตรเลียที่ไม่เคยมีแมวมาก่อน เพราะแมวเป็นนักล่า จึงล่าดะจนสัตว์สูญพันธุ์หลายชนิด

ที่สำคัญก็คือ เจ้าเหมียวพวกนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก ความที่มันเป็น ‘นักล่า’ ตัวฉกาจ ไม่ว่าจะถูกนำตัวไปทิ้งไว้บนเกาะแก่งไหน มันก็เอาตัวรอดได้หมด แม้แต่บนเกาะกาลาปากอสที่ไม่มีแหล่งน้ำจืด แมวก็ยังอยู่รอดได้ด้วยการพัฒนาไตให้มีขนาดใหญ่กว่าแมวทั่วไป แค่ได้น้ำจากน้ำค้างและเลือดของเหยื่อ ก็เพียงพอแล้วที่จะรอดชีวิตอยู่ได้

เห็นไหมเล่า — ว่าแมวนั้น ‘ครองโลก’ จริงๆ ด้วย

3

เจ้าแมวหน้าบึ้งอย่างกรัมปี้แคต ที่จริงก็เป็นผลพวงจากการ ‘ครองโลก’ ของแมวนี่แหละ

มันเกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2012 ชื่อจริงตัวจริงของมันก็คือ ทาร์ดาร์​ซอส (Tardar Sauce) (ส่วนชื่อกรัมปี้แคต เป็น ‘ชื่อในการแสดง’) แม่ของมันเป็นแมวลายเปรอะ พ่อเป็นแมวลายเสือ เจ้าของของมันคือ ทาบาธา บุนเดเซน (Tabatha Bundesen) ซึ่งมีบ้านอยู่ที่เมืองมอริสทาวน์ในแอริโซนาของสหรัฐอเมริกา

หน้าตาของเจ้าทาร์ดาร์ซอสเป็นแบบที่เราเห็นมาตั้งแต่เกิด มันไม่ได้แสดงแกล้งทำเป็นหน้าบึ้งแต่อย่างใด

อาการที่กรัมปี้แคตเป็น เกิดจากการ ‘กลายพันธุ์’ ของแมวแบบหนึ่ง จริงๆ แล้ว แมวมีการกลายพันธุ์ได้หลายแบบมาก จนก่อให้เกิดแมวหน้าตาประหลาดๆ เช่น แมวสฟิงซ์ไร้ขน แมวมันช์กินแคระ (dwarf munchkin) หรือแมวที่หน้าตาประหลาดพิลึกพิลั่นดูเหมือนผีมากกว่าแมว ก็คือแมวที่เรียกว่า ‘แมวหมาป่า’ (werewolf cat) หรืออีกชื่อหนึ่งคือแมวไลคอย (lykoi)

กรัมปี้แคต มีการกลายพันธุ์สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งเหมือนกับแมวมันช์กินแคระ

นั่นก็คือมันเกิดภาวะ ‘แคระ’ (dwarfism) ทำให้การพัฒนาของกระดูกและกระดูกอ่อนไม่เหมือนแมวทั่วไป พูดง่ายๆ ก็คือ มันจะมีขาที่สั้นกว่าแมวปกติ โดยแมวมันช์กินแคระนี้ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของแมวแคระทั้งปวง

การที่แมวขาสั้น จริงๆ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากว่าดีหรือไม่ดีต่อแมว เพราะส่วนใหญ่แล้ว คนที่เห็นแมวขาสั้นมักจะบอกว่ามันน่ารักน่าชัง คล้ายๆ กับ ‘หมาไส้กรอก’ ที่ขาก็สั้นเหมือนกัน คนก็เลยพยายามเพาะพันธุ์แมวขาสั้นออกมาขาย แต่ในทางชีววิทยา แมวที่เป็นแบบนี้ไม่ได้แค่ขาสั้นเท่านั้น ทว่ายังมีภาวะอื่นๆ อีกที่ไม่ดีต่อสุขภาพของมันเองด้วย

สมาคมแมวนานาชาติ (The International Cat Association หรือ TICA) ยอมรับว่า แมวขาสั้นนี้เป็นแมวสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถเข้าประกวดได้ (แบบเดียวกับแมวเปอร์เซียหรืออื่นๆ) แต่อีกหลายสมาคม (เช่น Fédération Internationale Féline ของฝรั่งเศส) ไม่ยอมรับ และไม่สนับสนุนให้เพาะพันธุ์แมวขาสั้นที่มีลักษณะ dwarfism เพราะมันคือการ ‘ควบคุม’ ให้เกิดการกลายพันธุ์ที่เป็น ‘โรคทางพันธุกรรม’ (genetic disease) อย่างหนึ่ง และ European Convention for the Protection of Pet Animals ก็สั่งแบนด้วย

ก็เลยเป็นคล้ายๆ ‘ศึกแมวขาสั้น’ ระหว่างฝั่งอเมริกากับฝั่งยุโรปไป

นอกจากเป็นแมวขาสั้นแล้ว เจ้ากรัมปี้ แคตยังมีอาการที่ทำให้มันมีชื่อเสียงระดับโลกอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือฟันของของมันไม่สบกันดี ทำให้ริมฝีปากล่างยื่นออกมามากกว่าริมฝีปากบน และทำให้รูปโค้งของปากเป็นแบบที่เห็น จึงเหมือนกับมัน ‘หน้าบึ้ง’ อยู่ตลอดเวลา

แต่ก็เพราะความไม่เหมือนใครเหล่านี้เอง เจ้ากรัมปี้ แคตจึงโด่งดังขึ้นมาแบบ ‘ข้ามคืน’

ในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 2012 (ซึ่งกรัมปี้แคตอายุยังไม่ถึงครึ่งขวบเลย) ไบรอัน — พี่ชายของทาบาธา ได้ถ่ายรูปเจ้ากรัมปี้ แคต แล้วนำไปโพสต์ลงใน Reddit เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ก็แค่โพสต์เล่นๆ ตามประสา แต่ปรากฏว่าจู่ๆ มันก็กลายเป็นภาพไวรัลที่แพร่หลายไปทั่ว มีคนเข้ามาดูมากกว่า 1 ล้านวิว ภายในเวลา 48 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ถือเป็น ‘ปรากฏการณ์แมว’ อีกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว และเจ้ากรัมปี้ แคตกลายเป็นมีมกระหึ่มที่สุดก็ใน BuzzFeed

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แมวสร้างปรากฏการณ์ออนไลน์จนแทบจะยึดครองโลกเสมือน แมวออนไลน์ที่บุกเบิกถางทางสู่อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แมวจริงๆ แต่คือแมว LOLCats ซึ่งเป็นคำย่อของ Laughing Out Loud Cats

เจ้าเหมียว LOLCats จริงๆ เป็นเรื่องโจ๊กๆ ตลกๆ วงในของคนในกลุ่ม 4chan ซึ่งสื่อสารกันแบบไม่เปิดเผยตัวตน เป็นกลุ่มเนิร์ดๆ ไฮเทคที่เป็นผู้นำในโลกอินเทอร์เน็ต พวกเขามีวันหยุดที่เรียกว่า Caturday ที่ฉลองกันด้วยการโพสต์ภาพแมวในวงแคบๆ แต่มีคนนำมีมนี้มาแพร่นอกวง

แล้ว LOLCats ก็ระเบิดเถิดเทิงกลายเป็นปรากฏการณ์

รูปแบบของการเกิดเป็นเหมือนกรัมปี้แคต

คือจู่ๆ ก็ดังขึ้นมาโดยไม่มีคำอธิบาย จู่ๆ ผู้คนก็คลั่งไคล้เหมือนมีเวทมนต์วิเศษบางอย่างอยู่ในรูปเจ้าเหมียวตลกๆ พวกนี้

คนที่นำ LOLCats ออกมาเผยแพร่นอกวงคนแรก คือนักพัฒนาซอฟท์แวร์ชาวฮาวายชื่อ อีริค นาคากาวะ (Eric Nakagawa) ซึ่งต่อมาเขาก็เลิกทำงานประจำ และขายเว็บของตัวเองให้ผู้ประกอบการสื่อชื่อ เบน ฮูห์ (Ben Huh) ที่เอาไปต่อยอด ทำให้แมวพุ่งทะยาน ลิ่วแล่นออนไลน์ไปตามแพล็ตฟอร์มต่างๆ

กรัมปี้แคตก็เป็นแบบเดียวกัน ตอนที่พี่ชายเอารูปแมวของเธอไปโพสต์นั้น ทาบาธาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟธรรมดาๆ ทว่าพอกรัมปี้แคตโด่งดังขึ้นมา มันกลายเป็นแมวที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปเลย เพราะมีเอเยนต์รายสำคัญ คือ เบน ลาชเชส (Ben Lashes) ติดต่อเข้ามาขอเป็นตัวแทน เบนนั้นจับตลาดแมวถูก เพราะเขาเป็นตัวแทนของ Keyboard Cat (คือมีมที่เอาแมวมาเล่นคีย์บอร์ดต่างๆ) รวมไปถึง Nyan Cat (คือแมวที่ส่งเสียงเนี้ยนๆๆๆ ตลกๆ) ด้วย แต่เจ้ากรัมปี้ แคตนี้ ถือว่าเป็นแมวตัวแรกที่เป็น ‘แมวจริงๆ’ คือมีตัวตน จับต้องได้ นำไปออกแสดงในงานต่างๆ ได้

ไม่นานนัก ทาบาธาถึงกับต้องขอหยุดพักงานเพื่อมาจัดตารางงานให้กับเจ้ากรัมปี้แคต โดยไบรอันพี่ชายของเธอทำหน้าที่จัดการดูแลเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูป และทวิตเตอร์ ให้กับกรัมปี้แคต ทำให้มันมีคนตามทางเฟซบุ๊ค 8.3 ล้านบัญชี คนตามทางอินสตาแกรม 2.4 ล้านบัญชี และบนทวิตเตอร์อีก 1.5 ล้านบัญชี

นี่ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ เลย

4

กรัมปี้แคตยังไปปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ และได้เซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์หลายแบรนด์ ตั้งแต่อาหารแมวอย่างฟริสกี้ส์ โดยฟริสกี้ส์ประกาศให้กรัมปี้แคตเป็น official spokescat หรือเป็นเหมือนทูตและโฆษกเหมียวอย่างเป็นทางการของแบรนด์ด้วย

เวลาจะเดินทางไปโชว์ตัวในนามของฟริสกี้ส์ กรัมปี้แคตจะได้เดินทางด้วยเครื่องบินชั้นหนึ่ง มีห้องในโรงแรมเป็นการส่วนตัว ด้วยเตียงขนาดคิงไซส์ และมีผู้ช่วยกับคนขับรถส่วนตัวด้วย แต่กรัมปี้แคตน่าจะพอใจกับอาหารและน้ำที่ไม่จำกัดมากที่สุด

นอกจากนี้ กรัมปี้แคตยังเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนโน่นนี่อีกหลายอย่าง เช่น ขนมอย่าง Honey Nut Cheerios มีการผลิตเสื้อยืด แก้วน้ำ ออกหนังสือที่ขึ้นอันดับสามเบสต์เซลเลอร์ลิสต์ของนิวยอร์กไทม์ส ทั้งยังกลายเป็นวิดีโอเกม ทั้งไปปรากฏอยู่ในแอพพยากรณ์อากาศ รวมถึงถูกนำไปใช้เป็นชื่อแบรนด์กาแฟเย็น Grumppuccino อีกต่างหาก (แม้รายหลังสุดจะมีการฟ้องร้องกันก็ตาม)

ตอนที่กรัมปี้แคตไปออกงานใหญ่ เป็นงานที่รวมดาวอินเทอร์เน็ต คือ South by Southwest ปรากฏว่าสื่อทั้ง CNN, CBS และ CNET ต่างเรียกกรัมปี้แคตว่าเป็น ‘ดาราใหญ่ที่สุด’ (biggest star) ในงาน เหนือกว่าอีลอน มัสก์, อัล กอร์ และนีล ไกแมน

ทั้งหมดนี้ย่อมทำรายได้มหาศาลให้กับเจ้าของ แต่ทั้งไบรอันและทาบาธา ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขแท้จริงให้คนรู้ ทั้งคู่บอกแค่ว่ารายได้ในปีแรกๆ อยู่ที่ราวห้าหลักกลางๆ ปีถัดมาขึ้นมาเป็นหกหลัก แต่ก็มีผู้ประเมินว่า ตลอดชีวิตของมัน กรัมปี้แคตน่าจะทำรายได้มหาศาลอยู่ที่ 1 ล้านเหรียญ ไปจนถึงราว 100 ล้านเหรียญ แล้วแต่ว่าใช้หลักแบบไหนประเมิน

มันคือแมวที่เปลี่ยนชีวิตครอบครัวธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่งไปตลอดกาล

5

แต่กรัมปี้แคตไม่ได้เป็นอมตะ เอาเข้าจริง อายุของมันสั้นไปหน่อยเสียด้วยซ้ำ

กรัมปี้แคตป่วยเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด พบมากที่สุด และคร่าชีวิต ‘แมวยุคใหม่’ ไปมากที่สุด นั่นก็คืออาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า ‘โรคแพนดอร่า’ เหมือนกล่องแพนดอร่าที่เมื่อเปิดออกมาแล้วก็มีแต่เรื่องร้ายๆ

อาการสำคัญของโรคนี้ก็คือฉี่เป็นเลือดหรือเจ็บปวดขณะฉี่ โรคนี้มักจะเชื่อมโยงกับระบบลำไส้ ผิวหนังอักเสบ และอาการทางระบบประสาทต่างๆ ด้วย สัตวแพทย์ที่ทำงานด้านนี้บอกว่า โรคที่ว่านี้จะไปกระตุ้นให้แมวมีอาการแปลกๆ ต่างๆ เช่น ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นแบบรุนแรงผิดปกติ อย่าง ถ้ามีเสียงดังก็จะสะดุ้งโหยงมากเกินกว่าที่เคยเป็น (เรียกว่า acoustic startle response) ซึ่งแสดงให้เห็นความผิดปกติของก้านสมอง เป็นต้น

กรัมปี้ แคตตายในอ้อมแขนของทาบาธา การตายของกรัมปี้แคตได้รับการประกาศในอินเทอร์เน็ตในอีกสามวันถัดมา คือวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 ซึ่งทำให้คนทั่วโลกโศกเศร้าและไว้อาลัยมัน

พวกเขาบอกแก่กันว่า —ใบหน้าบึ้งๆ ของกรัมปี้แคตช่วยให้คนนับล้านๆ ได้ยิ้ม

แต่ที่จริงแล้ว กรัมปี้แคตไม่ได้หน้าบึ้ง มันเพียงแต่มีใบหน้าเช่นนั้น ทว่าเป็นการตีความไปเองของสมองมนุษย์ ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันกำลังรู้สึก

ด้วยการตีความนั้นนั่นเองที่ทำให้กรัมปี้แคตกลายเป็นหนึ่งในแมวท่ีโด่งดังที่สุดในโลก

และบางที — มันอาจไม่มีวันตาย

ดูข่าวต้นฉบับ