กทพ.เตรียมใช้บัตรเครดิต-เดบิตจ่ายทางด่วน

กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 09.28 น.

นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยความคืบหน้าการนำระบบบัตร EMV (Euro/ MasterCard และ Visa) มาใช้ชำระค่าผ่านทางด่วนของ กทพ. แทนเงินสดที่ช่องเก็บเงินค่าผ่านทางในรูปแบบ Touch & Go ซึ่งชำระได้ทั้งบัตรที่เป็นเครดิตและเครดิต โดยระบุว่า ขณะนี้ กทพ.ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย พัฒนาเครื่องอ่านบัตร หรือ ETC จนระบบมีความเสถียรแล้ว สามารถนำไปติดตั้งบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางด่วนของ กทพ. เพื่อให้ผู้ถือบัตรอีเอ็มใช้แตะจ่ายค่าผ่านทางด่วนได้

โดยในวันที่ 1 ก.พ.นี้กทพ.จะเริ่มทดลองนำร่องให้อาสาสมัครเฉพาะกล่ม (private group)ที่เป็นพนักงานกทพ.และพนักงานกรุงไทย ประมาณ 50 คน นำบัตร EMV ไปแตะจ่ายค่าผ่านทางด่วนใน 30 ด่านเก็บค่าผ่านทางขาออกเมืองของทางพิเศษกาญจนาภิเษกโดยจะใช้เวลาในการทดลองประมาณ 1 เดือน ระหว่างวันที่ 1-29 ก.พ.2563 หรือประมาณ 1.5 พันเที่ยว

หลังจากนั้น จะประเมินผลการใช้งาน หากพบว่าไม่มีปัญหาติดขัด ก็จะลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพในการติดตั้งระบบดังกล่าวในทุกด่านเก็บค่าผ่านทางของ กทพ.ทั้ง 144 แห่ง โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำบัตร EMV มาใช้แตะจ่ายค่าผ่านทางแบบสาธารณะ (public) ได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.2563 เป็นต้นไป

นายสุชาติ ยังกล่าวอีกว่า การติดตั้งเครื่อง ETC อ่านบัตร EMV สำหรับชำระค่าผ่านทางด่วน เบื้องต้นจะติดตั้งใน 1 ช่องเก็บค่าผ่านทาง และเมื่อมีการเปิดให้ประชาชนใช้ทั่วไป จะประเมินผลความต้องการ โดยอาจขยายเพิ่มช่อง Touch & Go ให้มากขึ้น ซึ่งการใช้บัตร EMV จ่ายค่าทางด่วน สามารถนำบัตรเดบิตและเครดิตของทุกธนาคารมาใช้จ่ายค่าผ่านทางได้ไม่เฉพาะบัตรที่ออกโดยธนาคารกรุงไทย ขณะที่ช่องเก็บเงินอัตราโนมัติ (อีซี่พาส) และช่องเก็บเงินสดยังคงมีเหมือนเดิม

รายงานข่าวจาก กทพ.แจ้งว่า การใช้บัตร EMV แตะจ่ายค่าผ่านทางด่วน เป็นการอำนวยความสะดวก และเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ทางสามารถชำระค่าผ่านทางแทนเงินสดได้ และยังเป็นการแก้ปัญหาลดความแออัดบริเวณหน้าด่าน โดยการใช้บัตรแตะจ่ายค่าผ่านทางใช้เวลาเพียง 5-6 วินาที น้อยกว่าการนำเงินสดไปจ่ายที่ตู้เก็บค่าผ่านทาง ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 30 วินาทีขึ้นไป ทั้งนี้ปัจจุบันมีตัวเลขคนไทยถือบัตร EMV กว่า 1 ล้านใบ หากนำมาใช้จ่ายค่าทางด่วนก็จะมีความสะดวก และรถปัญหาการจราจรติดขัด

ดูข่าวต้นฉบับ