ไอที ธุรกิจ

เปิดใจแม่ทัพ “เอไอเอส” ความหมายของเบอร์ 1 กับซีอีโอปีที่ 9

ประชาชาติธุรกิจ
อัพเดต 09 ม.ค. 2566 เวลา 06.09 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. 2566 เวลา 04.36 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

นับเป็นบิ๊กดีลข้ามปี กรณีการควบรวมกิจการระหว่าง “ทรูและดีแทค” ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 1/2566 แม้แบรนด์ “ทรูมูฟ เอช และดีแทค” จะยังอยู่ตามเงื่อนไขของ “กสทช.” ที่กำหนดให้ต้องคงแบรนด์เดิมไว้อย่างน้อย 3 ปี แต่ทีมงานของทั้งสองบริษัทจะมารวมอยู่ด้วยกัน ภายใต้โครงสร้างบริษัทที่จะตั้งขึ้นใหม่ นั่นทำให้ “ผู้เล่นหลัก” ที่มีบทบาทในตลาดมือถือบ้านเรา ที่เคยแข่งกันดุเดือด 3 ราย ระหว่างเอไอเอส-ทรูและดีแทค เหลือ 2 ราย คือเอไอเอส และ “ทรู-ดีแทค”

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

แต่ไหนแต่ไรมาทั้ง 3 รายระดมโปรโมชั่น และแคมเปญการตลาดใส่กันไม่ยั้ง เรียกว่าใครเริ่มก่อนอีก 2 รายก็จะออกมาสู้แบบไม่มีใครยอมใคร

โดย “เอไอเอส” ยืนหนึ่ง เป็นผู้ให้บริการที่มีลูกค้ามากที่สุด ขณะที่มือวางอันดับสอง เพิ่งจะเปลี่ยนจาก “ดีแทค” มาเป็น “ทรูมูฟ เอช” ใน 5-6 ปีหลังนี้เอง กระทั่งเบอร์ 2 และ 3 ตัดสินใจรวมกัน มีผลให้ส่วนแบ่งการตลาดเปลี่ยนไป

กล่าวคือ ณ ไตรมาส 3/2565 “ทรูมูฟ เอช” มีฐานลูกค้า 33.6 ล้านราย ส่วน “ดีแทค” มี 21.1 ล้านราย เมื่อรวมกันจะกลายเป็น 54.6 ล้านราย มากกว่า “เอไอเอส” ที่มี 46.7 ล้านราย

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

อยู่เฉย ๆ ก็กลายมาเป็นเบอร์ 2 ซะงั้น

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” แม่ทัพ “เอไอเอส” หลากหลายแง่มุมดังต่อไปนี้

ปักหมุด Cognitive Telco

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ยอมรับว่า การรวมกันของคู่แข่ง ทำให้ส่วนแบ่งตลาดในแง่ “ฐานลูกค้า” แซง “เอไอเอส” แต่กับส่วนแบ่งในเชิง “รายได้ และมาร์เก็ต แคป” (มูลค่าตลาดที่วัดจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) เอไอเอสยังคงเป็น “ผู้นำ”

ขณะที่ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และการบริหารต้นทุนธุรกิจต่าง ๆ ก็ยังมีความแข็งแกร่ง และไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน และจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกจากการปรับรูปแบบการทำงานใหม่ ผ่านการ “รีสกิล” บุคลากรในองค์กร ร่วมกับการนำระบบ autonomous network มาใช้ดูแลโครงข่าย และยกระดับการให้บริการบน My AIS แอปพลิเคชั่น

“เราไม่เคยประมาท และเตรียมตัวตั้งแต่เขาเริ่มควบรวมกัน เราไม่ได้สนใจว่าเขาจะควบรวมได้หรือไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของเรกูเลเตอร์ที่จะบอกว่ารวมได้หรือไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำ คือสนใจว่าจะดูแลลูกค้ายังไง ทำงานยังไงให้ดีขึ้น อันนำไปสู่การประกาศขับเคลื่อนองค์กรไปยังสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Telco”

โดยเป็นการสานต่อวิสัยทัศน์จาก digital life service provider สู่องค์กรอัจฉริยะ หรือ Cognitive Telco พร้อมย้ำด้วยว่า ในปี 2566 ลูกค้าเอไอเอสจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์การให้บริการที่ต่างไปจากเดิม

นอกจากบริบทการแข่งขันที่จะเปลี่ยนไปจากจังหวะก้าวของคู่แข่ง เขามองว่าปีนี้ทุกองค์กรต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ถดถอย อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่แน่นอน ปัญหาสงคราม และ geo politic ที่ยังคงอยู่ ทำให้ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลก รวมถึงทัศนคติต่อการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป ยังไม่นับรูปแบบ business model ในทุกอุตสาหกรรมที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ขวบปีที่ 9 ในฐานะซีอีโอ

“เราบริหารต้นทุนได้ดีอยู่แล้วดังนั้น ถ้าจะลดคอสต์ลงให้ได้อีก ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน นำเทคโนโลยี autonomous network มาใช้ จากเดิมทีต้องส่งคนไปดูสถานีฐาน ก็ไม่ต้อง เพราะใช้กล้องคอยจับแล้วส่งข้อมูลเข้ามา ไม่ใช่แค่เราที่รู้ แม้แต่ลูกค้าก็จะรู้ได้ทันที เมื่อไรเน็ตเวิร์กดาวน์ หรือมีปัญหา ระบบจะแจ้งเตือนไปยังลูกค้าโดยตรง แม้แต่การเพิ่มสปีดในการใช้ดาต้า หรือใช้ดิจิทัลเซอร์วิสต่าง ๆ อีกหน่อยลูกค้าก็จะทำได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชั่น My AIS ได้เลย ถ้าทำได้การ โทร.เข้าคอลเซ็นเตอร์ก็จะน้อยลงด้วย”

กับวิสัยทัศน์ Cognitive Telco สิ่งที่อยากเห็นคือ การทำอย่างไรให้องค์กรของเรามีสินค้า และบริการที่ต่างจากคู่แข่งในตลาด มีความฉลาด และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า ทั้งแบบ real time, interactive และ personalization อีกส่วนคือการทำให้เอไอเอสเป็นศูนย์รวมของคนเก่ง คนดี ที่นอกจากจะมีส่วนช่วยให้ภารกิจของบริษัทบรรลุได้ตามเป้าหมายแล้ว ยังทำให้เกิดการพัฒนาคน ที่ถือเป็น resources สำคัญของประเทศด้วย

องค์กรแห่งโอกาส

ในปี 2566 ยังเป็นปีที่ 9 ในฐานะ “ซีอีโอ” ของเขาอีกด้วย (รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2557) หลังทำงานที่เอไอเอสมานานกว่า 30 ปี โดยถือเป็น “ซีอีโอ” คนแรกที่ไต่เต้าขึ้นมาจากพนักงานธรรมดา ๆ (เริ่มตำแหน่งแรกเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ที่บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด บริษัทในเครือเอไอเอส) ซึ่งเขาบอกว่าสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เอไอเอส” เป็นองค์กรที่ให้โอกาสทุกคน

อย่างไรก็ตาม ในฐานะ “ผู้นำ” องค์กรเทคโนโลยีที่อยู่กับการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ทำให้เข้าใจดีว่า “ความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต” หาก “เอไอเอส” จะรักษาความสำเร็จที่มีในวันนี้ต่อไปในอนาคตได้ จะต้องเริ่มจากการมี “ทัศนคติ” ที่ไม่ยึดติดกับความสำเร็จที่ผ่านมา เพราะเป็นความสำเร็จที่มาจากบริบทเดิม ซึ่งในบริบทใหม่มีความแตกต่าง

หนทางรักษาความสำเร็จ

ดังนั้น สิ่งที่องค์กรจะต้องทำคือ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องผ่านไปให้ได้ เพราะในทุกวิกฤตคือโอกาสใหม่ ๆ เสมอ และในยุคนี้ การรักษาสมดุลของการทำ organization effectiveness เป็นเรื่องสำคัญ ต้องให้ความสำคัญกับ digital transformation อย่างเข้มข้น และ human resource management ใน 3 ด้าน คือ การ reskill พนักงานปัจจุบัน, จ้างพนักงานใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญ NewTech หรือการใช้ outsource หรือ consult ที่มีความชำนาญมาช่วยงาน

“สมชัย” ย้ำว่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกของ The Whole New World การที่จะรักษาความสำเร็จได้ คือต้องมี commitment กับความเป็นมืออาชีพให้ดีที่สุด

เขายังทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่ภูมิใจตลอด 8 ปีที่นั่งเป็น “ซีอีโอ” เอไอเอสคือการนำพาเอไอเอสออกจากระบบสัญญาร่วมการงานของ ทศท ไปสู่ระบบใบอนุญาตของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” อย่างราบรื่น โดยมีการประมูลคลื่นความถี่ ที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญได้มากที่สุด

โดยยังคงสร้างผลประกอบการที่เป็นเลิศ ทั้งในแง่รายได้ กำไร และความพึงพอใจของลูกค้า และมีส่วนทำให้เอไอเอสมีโครงข่าย 5G ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน digital ของประเทศ ทำให้ลูกค้า คู่ค้า มีเครื่องมือในการทำ digital transformation หลังสถานการณ์โควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ