ข้อมูลเบื้องต้น
ซ่งเย่ จากดวงดาว AS ในปีจักรวาลที่ 112 แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพ Triple S ผู้เป็นเอสเปอร์ที่เก่งกาจที่สุดแห่งยุคทะลุมิติย้อนเวลากลับไปยังช่วงที่มีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์โลกเมื่ออายุได้ 17 ปีในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ชีวิตก่อนนั้นพ่อและแม่แยกทางกัน พ่อมารับเธอไปอยู่ด้วย แต่เผชิญกับปัญหาความขัดแย้งในตระกูล เธอถูกรังแกจากญาติพี่น้อง และสุดท้ายตายด้วยน้ำมือของญาติที่เคยไว้ใจ เมื่อเธอได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในขณะที่พ่อยังไม่มารับตัว และคราวนี้ได้พบกับแม่ที่รักเธอยิ่งกว่าสิ่งใด มีพระเอกคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง เธอวางแผนจะเหยียบย่ำพวกเขาให้สาสม
เกิดใหม่
ตอนที่ 1 เกิดใหม่
ณ ห้วงจักรวาลอันไกลโพ้น
สงครามระหว่างดวงดาวเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและสมบัติมีให้พบเห็นทุกดวงดาว
ดวงดาวที่สงบเงียบนั่นคือ ดาวที่ร้างว่างเปล่าไปแล้ว
ซ่งเย่ หญิงสาวสวยสง่าใบหน้าเย็นชา แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพ Triple S ซึ่งมีรองแม่ทัพคู่ใจสองคน
นั่นคือ ซูเว่ยและเส้าอู่เหยา พวกเขาเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามแห่งดาวเอเอส(AS)
ในขณะนี้พวกเขากำลังต่อสู้กับกองทัพจากดาวเจอรัล ที่มาแย่งชิงเทคโนโลยีล่าสุดของพวกเขา
ซึ่งซ่งเย่เป็นคนคิดค้นขึ้นมา “เทคโนโลยีค้นหาและควบคุมเวลาในรูหนอนอวกาศ :S&C wormhole”
การต่อสู้ดำเนินมาจนถึงจุดแตกหัก สถานการณ์ของกองทัพ Triple S ตึงเครียด
ซ่งเย่ต้องการจบสงครามนี้โดยเร็วจึงตัดสินใจสั่งการทันที
“เว่ยเว่ยและอู่เหยารับคำสั่ง พวกเราแยกตัวสามสายโอบล้อมโจมตีกองทัพพวกเจอรัล”
“รับทราบ!” เว่ยเว่ยและอู่เหยาขานรับคำสั่งแล้วแยกตัวกันไปคนละด้านของยานอวกาศ
ซึ่งสามารถแบ่งแยกลำตัวออกเป็นยานรบหลายลำได้ทันที
เมื่อซูเว่ยและอู่เหยากดปุ่มคำสั่งแยกยานรบ
พลันมียานรบสองลำขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับยานหลักถูกแยกออกทั้งซ้ายและขวา กลายเป็นยานรบสามลำทันที
ยานรบซ้ายและขวาเคลื่อนตัวตีเป็นวงกว้างโอบล้อมยานรบฝ่ายตรงข้ามไว้ตรงกลาง
ยานรบหลักของดาวเจอรัลที่นิ่งเงียบอยู่นาน
ทันทีที่กองทัพ Triple S แยกยานรบแล้ว
ยานหลักของดาวเจอรัลพลันส่งคลื่นลำแสงทำลายล้างยิงตรงเข้าใส่ยานหลักของซ่งเย่ราวฝนร่วงกราว
ยานรบหลักของซ่งเย่เปิดใช้เกราะป้องกันยานอัตโนมัติทันที
“ทุกคน! เตรียมพร้อมโจมตี!”
แต่ในขณะนั้นมีลำแสงหนึ่งที่เป็นเหมือนลาวาภูเขาไฟในโลกโบราณพุ่งตรงมายังห้องบัญชาการหลักที่ซ่งเย่อยู่ ลำแสงนั้นเคลื่อนที่ได้รวดเร็วเหนือแสง
มันทะลุทะลวงผ่านเกราะป้องกันยานที่แข็งแกร่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
“อ๊ะ! พวกเจอรัลพัฒนาลำแสงดีวาสได้แล้วหรือ?”
เสียงตื่นตกใจของซ่งเย่ดังขึ้นพร้อมกับการระเบิดยานรบหลักของเธอในทันใด “บู้ม!”
……….
ซ่งเย่ กระพริบตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนที่เก่าโทรม
เธอจำได้ว่าว่าลำแสงดีวาสซึ่งเป็นอาวุธพัฒนาใหม่ของกองทัพเจอรัลยิงเข้าใส่ยานรบหลักของเธอ
เธอควรจะตายไปแล้วใช่ไหม?
แต่เมื่อทบทวนความทรงจำจากสภาพรอบห้องนี้ “เอ๊ะ! นี่มันห้องนอนในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี่!”
ซ่งเย่ตกใจที่พบว่าตนเองย้อนกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมของตนที่เคยอยู่บนโลก
เธอจำได้ว่าวันนี้เธอป่วยเป็นไข้จึงมานอนพักในห้องนอน วันที่ 30 สิงหาคม 2017
เมื่อเดินไปส่องกระจกพบว่าความสามารถพิเศษได้ติดตามเธอมาจากดาวเอเอสด้วย
นั่นคือ ดวงตาสีม่วงอ่อน ทักษะความสามารถด้านวิศวกรรมจักรกลที่เธอสามารถประดิษฐ์จักรกลใดๆได้อย่างง่ายดาย ทักษะเทคโนโลยีเหนือจินตนาการ(TBI) และทักษะการต่อสู้ “ซาเซิน” ที่เธอคิดค้นขึ้นมาเอง
แต่ทักษะเหนือสิ่งอื่นใด เธอเป็นเอสเปอร์ที่ทรงพลังและสามารถเรียนรู้ทักษะใดๆได้อย่างง่ายดาย
“แอ๊ด” เสียงเปิดประตูห้องนอนดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงที่ห่วงใยจากหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง
“เย่เอ๋อร์ เธอเป็นอย่างไรบ้าง? ดีขึ้นไหม?” น้ำเสียงที่ห่วงใยและอบอุ่นนั้นทำให้ซ่งเย่ตัวสั่นสะท้าน
เธอจำได้ว่านี่คืออาจารย์ใหญ่ ม่านหลงจิน ซึ่งถูกรถยนต์ชนเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ไม่ใช่เหรอ?
“หายดีแล้วค่ะ” ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับแผ่วเบา
ม่านหลงจินยิ้มกว้างอย่างอ่อนโยนและเข้ามาแตะแขนซ่งเย่อย่างแผ่วเบาเพราะรู้ดีว่าซ่งเย่ไม่ชอบให้ใครแตะต้องตัวเธอ
“หายก็ดีแล้ว มาเถอะไปทานอาหารให้อร่อย”
ซ่งเย่ครุ่นคิดในใจขณะเดินไปกับอาจารย์ใหญ่ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้
ม่านหลงจินเป็นผู้ที่ดูแลซ่งเย่ตั้งแต่ยังแบเบาะอายุได้แค่สองเดือน
“นี่คงเป็นผลกระทบของทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก ฉันได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ไม่รู้ว่าอย่างอื่นหรือคนอื่นๆจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างไหม? แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาอย่าหวังว่าจะสามารถทำอะไรได้อีกต่อไป!!!”
ม่านหลงจินพาซ่งเย่มายังโรงอาหารที่ตอนนี้เป็นเวลาพักทานอาหารเช้า
มีเด็กในโรงอาหาร 48 คน ทุกคนอายุน้อยกว่าซ่งเย่ คนที่อายุใกล้เคียงกับซ่งเย่ คือ หลงว่านเอ๋อ อายุ 15 ปี
เธอมีนิสัยใจดีแต่ขี้โมโห เด็กๆทุกคนล้วนรักและเชื่อฟังซ่งเย่เป็นอย่างดี
ซ่งเย่มีอายุมากที่สุดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นั่นคืออายุ 17 ปีในอีกสองวันข้างหน้า
“อีกสองวันจะมีผู้ปกครองมารับพี่เย่แล้วนะ ดีใจไหม?” ว่านเอ๋อยิ้มให้และถามซ่งเย่ด้วยน้ำเสียงอิจฉาเล็กน้อย
“หือ ไม่รู้สิ” ซ่งเย่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่จึงตอบคำถามแบบไม่ใส่ใจ
“ทำไมถึงไม่มีคนมารับว่านเอ๋อบ้าง?” ว่านเอ๋อพึมพำกับตัวเองด้วยความเศร้า
หลังทานอาหารเช้า ในตอนเช้าพวกเขามีเรียนหนังสือ
ส่วนภาคบ่ายเป็นช่วงเวลาอิสระที่ทุกคนสามารถทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ
บางคนอ่านหนังสือ บางคนวาดรูป บางคนร้องเพลง บางคนเล่นกีฬา
คนที่ร่างกายไม่สมบูรณ์หรือป่วยก็พักผ่อนและคอยเชียร์เพื่อนๆ
สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เป็นของรัฐในเมืองเจียงหนาน มีผู้ดูแลสี่คน
หนึ่งอาจารย์ใหญ่ ม่านหลงจิน สองผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ เจิ้นอี้ สามแม่ครัว
และสามีของแม่ครัวที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วย
ในห้องเรียนรวม
อาจารย์ฟู่ เป็นอาจารย์ที่รับเชิญจากภายนอก ชายวัยกลางคนใส่แว่นและใจดี เขาสอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ฟิสิกส์-เคมี-ชีววิทยา-คณิตศาสตร์
วันนี้อาจารย์ฟู่มีโจทย์มาทดสอบเป็นประจำทุกวัน
เขาเขียนโจทย์บนกระดานแล้วให้นักเรียนอาสาไปเขียนคำตอบนั้น “เอาล่ะ นักเรียนที่รักทั้งหลาย โจทย์คณิต ศาสตร์นี้ยากมาก อาจารย์คิดว่านักเรียนทุกคนต้องอ้อนวอนให้อาจารย์รีบเฉลยให้ฟังโดยเร็ว”
ท่าทางขี้เล่นของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากนักเรียนที่มีอายุ 10-17 ปีจำนวน 6 คน
ซ่งเย่เอียงคอเล็กน้อย มองโจทย์บนกระดานที่เป็นโจทย์ระดับมัธยมต้นซึ่งเป็นความรู้เดิมในชีวิตก่อนของเธอ
หากเป็นซ่งเย่คนก่อนอาจจะทำไม่ได้หรือทำได้แต่จะใช้เวลานานในตอบคำถาม
แต่ในตอนนี้เธอเป็นเอสเปอร์ มนุษย์กลายพันธุ์ที่ทรงพลังมากที่สุดของดาวเอเอส
ดังนั้นซ่งเย่สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายและไม่ได้คิดอะไรมาก
เธอลุกขึ้นและเดินไปเขียนคำตอบที่กระดานทันที
“เสร็จแล้วค่ะ” ซ่งเย่พูดเบาๆหลังจากเขียนคำตอบเสร็จสิ้นในเวลาเพียงห้าวินาที
“โอ้! โอ้!” อาจารย์ฟู่อ้าปากค้างพลางมองตามหลังซ่งเย่ที่เดินกลับไปยังที่นั่ง
“เอาใหม่!” อาจารย์ฟู่ไม่ยอมแพ้ เขาลบโจทย์และคำตอบบนกระดาน แล้วเขียนโจทย์ฟิสิกส์ใหม่ที่ยากเช่นกันพลางจ้องมองซ่งเย่อย่างเจ้าเล่ห์
“หืม!” ซ่งเย่เห็นการท้าทายจากอาจารย์ฟู่ เธอลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วเดินไปเขียนคำตอบเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว
“อะแฮ่ม” อาจารย์ฟู่กระแอมไอและกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พลางถอนหายใจและฮึดสู้ใหม่อีกครั้ง
“เอาใหม่! อีกที!” คราวนี้เขาเขียนโจทย์เคมีสำหรับมัธยมปลายที่ยาก
“เฮ้อ!” ซ่งเย่ถอนหายใจกับความพยายามของอาจารย์ฟู่ เธอเดินไปเขียนคำตอบอีกครั้ง
หลังจากนั้นเธอเดินออกจากห้องเรียนไปทันที ทิ้งความโกลาหลไว้ข้างหลัง
“อาจารย์ใหญ่ม่าน ผมไม่ยอมนะ ซ่งเย่รังแกผม” อาจารย์ฟู่มาโวยวายกับอาจารย์ใหญ่ม่านในห้องทำงาน
“ฮ่าๆ ดีดี โดนเสียบ้าง” ปรากฏว่าอาจารย์ใหญ่ม่านเยาะเย้ยแทน
“นี่คุณไม่เข้าใจผมเลยหรือ?” อาจารย์ฟู่ถามด้วยน้ำเสียงหดหู่
“จะให้เข้าใจว่า?” ม่านหลงจินกอดอกและถามอย่างจริงจัง
“คุณไม่แปลกใจบ้างเหรอ? จู่ๆซ่งเย่จะเก่งขึ้นมาทันทีทันใด” อาจารย์ฟู่ยังคงไม่ยอมแพ้และสงสัยพฤติกรรมซ่งเย่
“ฉันคิดว่าเย่เอ๋อร์คงจะเก็บงำความเก่งกาจเอาไว้ พอถึงเวลาเบื่อๆก็เลยปล่อยออกมา ไม่เห็นจะแปลกอะไร”
ม่านหลงจิน มองในมุมของตนเองที่ชอบทำอะไรแปลกๆเช่นกัน
“แต่เธอเก่งเกินไปนะ! เก่งมาก!” อาจารย์ฟู่ย้ำอีกครั้ง
“อ้าว! เธอเก่งก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ?” ม่านหลงจินงุนงงกับความคิดของอาจารย์ฟู่
“คุณไม่เข้าใจผมเลย? ไม่คุยด้วยแล้ว!” อาจารย์ฟู่หงุดหงิดแล้วปิดประตูออกจากห้องไป
“เป็นอะไรไปล่ะ?” ม่านหลงจินส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมของเขา เธอและเขาเป็นเพื่อนกันมาหลายปี
ต่างรู้นิสัยซึ่งกันและกัน อาจารย์ฟู่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เสียสละมาสอนที่นี่ซึ่งได้รับค่าตอบแทนน้อย
เทียบไม่ได้กับอาจารย์ในโรงเรียนดังๆ ที่มีชื่อเสียง
ทางด้านซ่งเย่ ที่เบื่อหน่ายกับการเรียนรู้ที่เธอสามารถทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย
ความรู้เหล่านี้ดูเหมือนจะผ่านมานานแสนนานในชีวิตก่อน
แต่ในช่วงเวลาที่เธอเกิดใหม่และได้เรียนรู้ในดาวเอเอส มันซับซ้อนและยากกว่านี้มาก
ดังนั้นความรู้เหล่านี้จึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเธอ
ซ่งเย่เดินมาที่สนามกีฬา มีแป้นบาสเก็ตบอลเก่าๆ และสนามที่สีซีดมัว
เธอหยิบลูกบาสที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาและโยนอย่างแผ่วเบาไปยังห่วงบาสเก็ตบอลตรงหน้า
“ฟุ้บ” ลูกบาสเก็ตบอลพุ่งโค้งตกลงไปในห่วงอย่างสวยงาม
“อ๊ะ! ใช้แรงนิดเดียวเอง!” ซ่งเย่ตกใจที่พบว่าตนเองเพียงแค่ผลักเล็กน้อยเท่านั้น แต่ลูกบาสเก็ตบอลสามารถลอยไปลงในห่วงได้อย่างสวยงามเรียบร้อย
“อบอุ่นร่างกายดูก่อนดีกว่า” ซ่งเย่สลัดแขนขาสองข้างแล้วเริ่มวิ่งรอบสนามกีฬาซึ่งมีขนาดวงรอบสองร้อยเมตร
เธอวิ่งรวดเดียวสิบรอบ เท่ากับสองกิโลเมตร มีเหงื่อซึมหน้าผากเล็กน้อยเท่านั้น
เธอพยักหน้าพอใจกับสภาพร่างกายแรกเริ่มนี้ “เห็นทีต้องออกกำลังกายทุกวันเพื่อฟื้นความแข็งแกร่งเสียแล้ว”
ขณะที่ซ่งเย่กำลังวิ่งรอบสนามอยู่นั้น
หลี่เหวิน ลุงที่รักษาความปลอดภัยของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามองเห็นแล้วไม่สบายใจที่พบว่าเธอวิ่งมากเกินไป
เขาเคยเห็นเธอออกกำลังกายมาก่อน แต่ปกติร่างกายเธอไม่แข็งแรงนัก
เขาจึงไปรายงานเรื่องนี้กับอาจารย์ใหญ่ “แย่แล้ว! อาจารย์ใหญ่ม่าน!”
“อะไรกันหลี่เกอ? คุณเป็นอะไรวิ่งหน้าตื่นมาเชียว?”
อาจารย์ใหญ่ม่านแปลกใจที่หลี่เหวินวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง
“เร็วเข้า! ไปดูเย่เอ๋อร์เธอวิ่งไม่หยุดมาหลายรอบแล้ว” ท่าทางกังวลของเขาทำให้อาจารย์ใหญ่ม่านลุกขึ้นยืนทันที
“เธออยู่ที่ไหน? พาฉันไปเร็ว!”
“ทางนี้! มาเร็วเข้า!”
ม่านหลงจินและหลี่เหวินวิ่งมายังสนามกีฬา
พวกเขาเห็นซ่งเย่กำลังยืนมองแขนขาของตนเองอยู่
เธอรีบวิ่งเข้าไปจับมือของซ่งเย่ทันที “เย่เอ๋อร์! เธอเป็นอย่างไรบ้าง? อย่าวิ่งมากเกินไป มันอันตรายมากรู้ไหม?” น้ำเสียงที่ห่วงใยสร้างความอบอุ่นในหัวใจซ่งเย่ทุกครั้ง
“ไม่ต้องกังวลค่ะ” ซ่งเย่ยังคงตอบแบบประหยัดคำพูดเช่นเคย
“เธอเพิ่งฟื้นตัว ควรพักผ่อนมากกว่านะรู้ไหม?” อาจารย์ใหญ่ม่านลูบหัวเธอเบาๆ
“เธอไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” หลี่เหวินถอนหายใจโล่งอกที่พบว่าซ่งเย่สบายดี
“ไปเล่นคอมพิวเตอร์ได้ไหมคะ?” ซ่งเย่ไม่ต้องการนอนพักจึงต่อรองกับม่านหลงจิน
“ไม่เกินสองชั่วโมงนะ เธอควรพักผ่อนมากกว่ารู้ไหม?” ม่านหลงจินพยักหน้าตกลง
“ตกลงค่ะ”
ในห้องคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดสิบเครื่อง หลิวเย่จัดการเปิดหมดทุกเครื่อง
เธอต้องการดูว่าเครื่องใดมีสมรรถนะสูงที่สุด?
พบว่ามีระบบปฏิบัติการ Windows 8.1-1 เครื่อง Windows 10-9 เครื่อง และ Windows 11-1 เครื่อง
เธอตัดสินใจใช้เครื่อง Windows 11 ทันที ถึงแม้ว่ามันจะโบราณ แต่ก็ดีที่สุดในตอนนี้ พลางคิดไปถึง AI-Idea มันเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่กลุ่มเพื่อนและเธอช่วยกันคิดค้นขึ้นมา สามารถใช้งานได้เพียงแค่คิดและสื่อสารกับมันโดยตรงหรือจะสื่อสารผ่านเสียงก็ได้เช่นกัน ใช้พลังงานจากหินพลังงานที่ผ่านการเชื่อมต่อจากสมองโดยตรง
หน้าจอสว่างวาบขึ้นพร้อมทำงานแล้ว ซ่งเย่สำรวจโค้ดการทำงานของระบบพบมีบักเล็กน้อยจึงพิมพ์คำสั่งแก้ไข
จากนั้นลองแฮ็คเข้าไปดูระบบฐานข้อมูลทะเบียนประชากรเพื่อดูข้อมูลพ่อของเธอที่จะมารับในอีกสองวันข้างหน้า
พ่อชื่อ ซ่งซ่านจิง อยู่เมืองกรีน เขตเหอเป่ย หย่าร้างกับ เส้าม่านเอ๋อ เมื่อห้าปีที่ผ่านมา
“เส้าม่านเอ๋อ! เส้าม่านเอ๋อ! ไม่มีในความทรงจำก่อนหน้าเลย!” ซ่งเย่พึมพำรำลึกถึงความหลังที่คลุมเครือ
ซ่งซ่านจิง เป็นลูกของซ่งซ่านโจวและเว่ยผิง พวกเขามีลูกสามคน
ลูกชายคนโต ซ่งซ่านเจ๋อ แต่งงานกับ ไป๋จูซี มีลูกชายหญิงสองคน ลูกชายคนโตชื่อ ซ่งจูป๋อ และลูกสาวคนเล็กชื่อ ซ่งจูหว่าน นี่คือศัตรูสำคัญที่วางแผนให้อดีตคู่หมั้นทำร้ายเธอ ซ่งเย่กำหมัดแน่นเมื่อเห็นชื่อนี้โผล่ขึ้นมา
ซ่งจูหว่าน!!! รอฉันก่อนนะ!
ลูกชายคนที่สองคือพ่อของเธอ ซ่งซ่านจิง หย่าร้างกับ เส้าม่านเอ๋อ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ลูกสาวคนโตถูกแจ้งหายตั้งแต่เกิดเมื่อ 17 ปีก่อน และลูกชายคนเล็กอายุ 11 ปี เสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน
“อ๊ะ! ฉันมีน้องชายด้วยหรือ?”
ซ่งเย่ตกตะลึงที่รับรู้ว่าตนมีน้องชายที่ไม่ได้เห็นหน้าหลังจากเสียชีวิตในชาติก่อนซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุ 19 ปีเท่านั้น
“ชาตินี้เกิดอะไรขึ้นกับน้องชายกันแน่? อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของพวกเขา!” แววตาซ่งเย่วาบวับเย็นชาโหดเหี้ยม
ลูกสาวคนเล็กคือ ซ่งซ่างเหม่ย แต่งงานกับ เพ่ยหมิง มีบุตรสาวหนึ่งคนชื่อ เพ่ยหลิน
เพ่ยหมิงมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองบลูซึ่งใหญ่กว่าเมืองกรีน นี่อาจเป็นการแต่งงานทางการค้า
ซ่งเย่ค้นข้อมูลต่อไปเกี่ยวกับธุรกิจของตระกูลซ่ง
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซ่งจิน ผู้บริหารยังคงเป็น ซ่งซ่านจิง พ่อของเธอเหมือนเดิม
พี่ชายของพ่อไม่ได้รับความไว้วางใจจากปู่เนื่องจากเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนและเล่นการพนัน
ภรรยาของเขาเปิดร้านอัญมณีในเมืองกรีน
ลูกชายคนโต ซ่งจูป๋อ ตอนนี้เรียนบริหารธุรกิจอยู่ต่างประเทศ
ลูกสาวคนเล็ก ซ่งจูหว่าน ตอนนี้เรียนมัธยมปลายปีหนึ่ง โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมืองกรีน ประวัติจากอินเทอร์เน็ตพบว่าเธอเป็นหญิงสาวที่สวยเก่งและฉลาดที่มีชื่อเสียง เป็นหญิงสาวที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งเมือง มีความสามารถหลากหลายไม่ว่าจะเป็นวาดภาพ เล่นเปียโน นักเรียนดีเด่นสิบอันดับแรกของโรงเรียน
“ความสามารถแค่นี้?” ซ่งเย่มีแววตายิ้มเยาะเมื่อเห็นข้อมูลของซ่งจูหว่าน
ซ่งเย่สนใจข้อมูลแม่ของเธอที่ชาติก่อนเธอไม่มีโอกาสได้พบหน้า เธอจึงค้นหาข้อมูลต่อไป
เส้าม่านเอ๋อ เป็นลูกสาวคนเดียวของ เส้าจ้าน กับม่อฮวา
เส้าจ้านเคยเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แต่ประสบอุบัติเหตุทำให้นอนหมดสติเป็นพืชผักมานานกว่าสิบปี ข้อมูลอุบัติเหตุของเส้าจ้านและข้อมูลของม่อฮวาถูกเข้ารหัสความลับระดับ S
แววตาของซ่งเย่มีความสนุกสนานและท้าทาย
เธอแฮ็คข้อมูลของตาและยายจากฐานข้อมูลลับของประเทศทันที
ปรากฏว่ามันเป็นข้อมูลลับทางการทหาร
“หืม!…..น่าสนใจ! หยุดแม่ทัพซ่งเย่ได้หรือ?” แววตาของซ่งเย่ขบขันเล็กน้อย
ทันใดนั้นนิ้วมือทั้งสองข้างของเธอพิมพ์บนแป้นพิมพ์รัวเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองตามทัน
สองนาทีต่อมาเธอเจาะเข้าไปในฐานข้อมูลลับของทหาร
แต่มีแสงกระพริบวาบที่แสดงว่ามีคนกำลังตามรอยของเธออยู่ ซ่งเย่ไม่กังวลแต่อย่างใด
……….
อีกด้านหนึ่งที่เมืองเจียงหนาน ฐานปฏิบัติการลับทหารของกองกำลังแผนกพิเศษ
ในห้องทำงานของนายพลที่อายุน้อยที่สุด อายุ 26 ปี ผู้บัญชาการแห่งกองกำลังแผนกพิเศษ
ผู้ซึ่งมีทักษะความสามารถหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือคอมพิวเตอร์
หลิวเย่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา คิ้วเข้มจมูกโด่งคม ริมฝีปากบาง ส่วนสูง 187 ซม.
เขาเป็นคนออกแบบระบบเครือข่ายป้องกันและเป็นแฮ็คเกอร์อันดับหนึ่งของโลก
แต่ในเวลานี้กลับรู้สึกตื่นเต้นที่พบว่ามีใครบางคนสามารถเจาะระบบของเขาเข้ามาเดินเล่นในฐานข้อมูลลับของกองทัพ และที่สำคัญมันเป็นฐานข้อมูลเข้ารหัส S ซึ่งหมายถึงข้อมูลลับระดับสูงสุด
ซ่งเย่ดาวโหลดข้อมูลแฟ้มลับของเส้าจ้านและม่อฮวาเสร็จแล้ว
จากนั้นลบร่องรอยของตนเองและปรับแก้ไขภาพในกล้องวงจรปิดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย
ทางด้านหลิวเย่ที่ติดตามซ่งเย่อย่างไม่ลดละ
เมื่อเห็นร่องรอยของซ่งเย่หายวับไร้ร่องรอย
เขายกยิ้มมุมปากอย่างสนใจ ร่องรอยที่เขาตามได้หยุดอยู่ที่เมืองกรีน “ฝีมือไม่เลว!”
หลิวเย่หยิบโทรศัพท์แล้วโทรหาลูกน้องเพื่อสั่งการ “อาเต๋อ สนใจไปพักร้อนที่เมืองกรีนกับฉันไหม?”
“เกิดอะไรขึ้นครับเจ้านาย?” หลี่ซูเต๋อถามด้วยความแปลกใจ
“ไม่สนใจไปตามหาใครบางคนหรือ?” หลิวเย่หัวเราะเบาๆ
“ว้าว! เจ้านายอย่าบอกนะ เจ้าคนที่แฮ็คเข้ามาในฐานข้อมูลลับตะกี้คือใครบางคนในเมืองกรีน”
หลี่ซูเต๋อส่งเสียงตื่นเต้นทันที
"แล้วไปไหม?” หลิวเย่ถามย้ำ
ครอบครัวมารับ
ตอนที่ 2 ครอบครัวมารับ
“ไปสิครับเจ้านาย ตอนนี้คันไม้คันมือมากเลย”
หลี่ซูเต๋อตบเข่าอย่างชอบใจที่พบใครบางคนที่สามารถเอาชนะเจ้านายของตนได้
ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นใคร เขาจะขอจับมือทำความรู้จักสักครั้ง
“อีกสองวันออกเดินทาง!” หลิวเย่ลูบคางแล้วตัดสินใจสั่งการ
……….
เอกสารลับที่ซ่งเย่ดาวโหลดมา
เธอเปิดอ่านมันพบว่าสาเหตุแท้จริงของอุบัติเหตุของตาเส้าจ้านคือการฆาตกรรมอำพรางจากคนกลุ่มหนึ่ง
ส่วนยายม่อฮวา เป็นจิตรกรพิเศษของกองทัพมีหน้าที่วาดภาพเพื่อส่งสัญลักษณ์ลับระหว่างองค์กร
ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่นกับข้อมูลของตาและยายที่มีเพียงน้อยนิด
ดูไปแล้วคงต้องเข้าไปสืบเองในกองทัพ
ส่วนข้อมูลของแม่ หลังจากแยกทางกับซ่งซ่านจิงแล้ว เส้าม่านเอ๋อ เปิดร้านอาหารเล็กๆอยู่ในเมืองเหอเป่ย
รุ่งเช้า 04.00 น.
ซ่งเย่ลุกจากที่นอนในห้อง เธอวิ่งออกกำลังกายรอบสนามกีฬาและฝึกท่าการต่อสู้จากดาวเอเอส
มันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานจนเกิดเป็นศิลปะใหม่ในชื่อ “ซาเซิน” ซึ่งมีพลังทำลายล้างสูง
หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดคือขั้นที่สิบ มันสามารถทำลายล้างเทพได้
ชาติก่อนที่ดาวเอเอส ซ่งเย่ฝึกฝนได้ถึงขั้นที่เจ็ดเท่านั้น
เวลา 06.00 น.
ซ่งเย่กลับไปอาบน้ำแต่งตัวและเตรียมไปทานอาหารเช้า
ถ้าเธอจำไม่ผิดพลาด พรุ่งนี้เวลาประมาณบ่ายสองโมง พ่อจะมารับเธอกลับบ้าน
เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ซ่งเย่ไม่ได้เข้าเรียนตามปกติเพราะสามารถเรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้เอง
เธอเดินตรงไปหาม่านหลงจินโดยตรง
“ก๊อก ก๊อก” ซ่งเย่เคาะหน้าประตูห้อง
“นั่นใคร?” ม่านหลงจินร้องถามด้วยความแปลกใจ
“ซ่งเย่ค่ะ”
“เย่เอ๋อร์มีอะไร? เข้ามาสิ!” ม่านหลงจินเอ่ยขึ้นอย่างใจดี
“อยากเรียนวาดภาพจีนค่ะ อาจารย์ช่วยหาคนมาสอนได้ไหมคะ?” ซ่งเย่บอกจุดประสงค์โดยตรง
“โอ้!….นี่เป็นครั้งแรกที่เธอร้องขอ ได้สิอาจารย์ยินดี” เธอยินดีที่ซ่งเย่มีความสนใจสิ่งต่างๆมากขึ้น
“ขอเป็นบ่ายนี้ได้ไหมคะ?” ซ่งเย่ต่อรอง เธอต้องการเรียนรู้ก่อนกลับตระกูลซ่ง
“หือ! อาจารย์มีเพื่อนคนหนึ่งกลับมาเยี่ยมบ้านพอดี จะลองติดต่อก่อนนะ”
ม่านหลงจินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนดีดนิ้วนึกถึงเพื่อนเก่าของเธอที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ถังซิ่ว ปรมาจารย์วาดภาพจีนระดับประเทศ
ซ่งเย่พยักหน้ารับทราบและนั่งรอคำตอบบนโซฟาในห้อง
“กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง” อึดใจหนึ่งปลายสายอีกทางก็รับโทรศัพท์ของม่านหลงจิน
“สวัสดีหลงจิน ฮิๆ เธอคิดถึงเพื่อนคนนี้มากหรือ?” ปลายสายเป็นหญิงวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ
“ใช่จ้ะ กำลังคิดถึงเธอมากเว่ยหรู” ม่านหลงจินตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
“มีอะไรว่ามาเพื่อน?” ฉีเว่ยหรูเข้าใจเพื่อนสาวเป็นอย่างดี จึงถามตรงไปตรงมา
“เป็นอย่างนี้ ฉันมีลูกศิษย์ที่น่ารักและต้องการเรียนวาดภาพจีน เธอพอจะเสียสละเวลาอันมีค่ามาสอนในบ่ายวันนี้ได้ไหม?แล้วฉันจะเลี้ยงข้าวตอบแทนเธอเป็นอย่างดีจ้ะ” ม่านหลงจินอ้อนวอนเพื่อนของเธอ
“โอ้!….พอดีเลย ฉันมากับอาจารย์ อาจารย์กำลังต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการประชุมแลกเปลี่ยนพอดีเลย” น้ำเสียงตื่นเต้นดังเข้ามาในสายโทรศัพท์
“จะให้ฉันไปรับพวกเธอไหมจ๊ะ?” ม่านหลงจินถามอย่างเกรงใจ
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง พวกเราจะนั่งรถไปกันเอง”
“ขอบคุณอาจารย์ถังและเธอด้วยนะจ๊ะ”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
หลังจากวางสายโทรศัพท์แล้ว ม่านหลงจินหันหน้ามาบอกซ่งเย่ตามข้อความในโทรศัพท์นั้น
ซ่งเย่พยักหน้ารับทราบ “ขอบคุณอาจารย์ม่านค่ะ” จากนั้นเธอเดินหันหลังออกจากห้อง
ขณะกำลังจะเปิดประตูเธอเอ่ยขึ้นว่า “หนูจะรอที่ห้องวาดรูปนะคะ”
ในห้องคอมพิวเตอร์
ซ่งเย่เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเรียนรู้ทักษะภาษาต่างประเทศที่จำเป็น เช้านี้เธอเลือกเรียนภาษาอังกฤษให้แตกฉานมากกว่าคำศัพท์เฉพาะของคอมพิวเตอร์ ภาษาที่ใช้บนดาวเอเอสนั้นเป็นภาษากลางที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ มันถูกผสมผสานระหว่างภาษาอังกฤษ ละติน จีน และรัสเซีย เรียกว่าภาษาจักรวาล สำหรับภาษาที่ใช้อยู่บนโลกใบนี้กลายเป็นภาษาโบราณที่ไม่มีคนเรียนรู้แล้วในยุคจักรวาล
ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ซ่งเย่ได้เรียนรู้คำศัพท์ การฟัง อ่าน พูด และเขียน ได้อย่างคล่องแคล่ว ความสามารถของเอสเปอร์ที่ทรงพลังยังคงมีอยู่ภายใน เธอมีทักษะความจำเป็นเลิศ สามารถเรียนรู้ทักษะต่างๆได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงทักษะการต่อสู้ที่ได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดบนดาวเอเอส และได้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพ Triple S
ในโรงอาหารขณะทานอาหารกลางวัน
หลงว่านเอ๋อมองเห็นซ่งเย่ เธอถือถาดข้าวมาวางและนั่งลงตรงข้ามซ่งเย่อย่างดีใจ
“พี่เย่ เมื่อเช้าไม่เห็นพี่เลยค่ะ” ว่านเอ๋อถามด้วยความสงสัย
“อ๋อ มีธุระน่ะ” ซ่งเย่เงยหน้ามองและก้มทานอาหารต่อ
“ว่านเอ๋อคงคิดถึงพี่มากเลยค่ะ พรุ่งนี้พี่จะไปแล้ว” ว่านเอ๋อมีสีหน้าเศร้าสลดเล็กน้อย
“ถ้าว่างพี่จะมาเยี่ยม” ซ่งเย่เงยหน้ามองตรงและตอบเบาๆ เธอไม่ถนัดในการปลอบใจคน
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่พี่เย่สบายดีก็พอแล้ว” ว่านเอ๋อตัดความน้อยใจออกไปและทำสีหน้าสดชื่นรื่นเริง
“ไว้จะโทรหาจ้ะ” ซ่งเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
“พวกเราทานข้าวกันเถอะ ดูสิแม่ครัวตักน่องไก่ให้พี่เย่เยอะเลย พี่ต้องทานเยอะๆนะคะ”
“จ้ะ”
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ซ่งเย่แยกตัวเดินไปยังห้องวาดรูป
เธอเดินเข้าไปสำรวจอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้และจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
“แอ๊ด” เสียงประตูถูกเปิดจากข้างนอกเข้ามา
ซ่งเย่ที่จัดเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว ได้ยืนพิงหน้าต่างดูเด็กๆกำลังวิ่งเล่นในสนามกีฬาอย่างสนุกสนาน แสงแดดเบาบางที่สาดส่องเข้ามายังตำแหน่งที่เธอยืน ทำให้เกิดภาพสลัวและมีแสงสีเหลืองอ่อนโอบล้อมรอบตัวเธอ
ถังซิ่ว เมื่อก้าวเข้ามาในห้องเขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อมองเห็นภาพของซ่งเย่ วิวนั้นช่างเหมือนเทพธิดาท่ามกลางแสงแดดยามเช้าอันอบอุ่น
“เย่เอ๋อร์! อาจารย์ถังมาแล้วจ้ะ” ม่านหลงจินเอ่ยเรียกเย่เอ๋อที่ยังคงยืนยิ่งอยู่
ซ่งเย่หันหน้ามาช้าๆและมองตรงไปยังชายชราเครายาวผมหงอกขาวและหญิงวัยกลางคนหน้าตาสวยคนหนึ่ง
“เย่เอ๋อร์ นี่คืออาจารย์ถัง ปรมาจารย์จิตรกรวาดภาพจีนอันดับหนึ่งของประเทศ และอาจารย์ฉีเว่ยหรู เพื่อนของอาจารย์เองจ้ะ” ม่านหลงจินแนะนำแขกมีผู้เกียรติ เพื่อนสาว และซ่งเย่
“ส่วนนี่คือซ่งเย่ ลูกศิษย์ของฉันเองค่ะ”
“สวัสดีค่ะ” ซ่งเย่ทักทายพวกเขาทั้งคู่อย่างเรียบง่าย
ถังซิ่วมองซ่งเย่อย่างพิจารณา “เด็กน้อย เธอเคยเรียนวาดรูปมาก่อนไหม?”
เขาต้องการสอบถามพื้นฐานก่อนที่จะลงมือสอน
“…..” ซ่งเย่ส่ายหน้าเบาๆ และกล่าวเพิ่ม “แต่หนูเรียนรู้ได้เร็วค่ะ”
ชายชรายิ้มเล็กน้อยอย่างเมตตา เขารู้สึกถูกชะตากับความเฉยเมยของเธอ
ฉีเว่ยหรู เห็นพฤติกรรมของซ่งเย่ เธอกังวลว่าจะทำให้อาจารย์ขุ่นเคืองใจ จึงอาสาสอนแทน
“อาจารย์ถังคะ ถ้าเช่นนั้นให้ศิษย์สอนพื้นฐานแก่เธอก่อนดีไหมคะ?”
“ไม่ ไม่เป็นไร เธอบอกว่าเรียนรู้ได้เร็ว อาจารย์คนนี้อยากจะลองดูสักหน่อย” ถังซิ่วโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ
เขาเดินตรงมายังโต๊ะหนึ่งที่มีแจกันดอกไม้เสียบดอกเบญจมาศห้าดอก มุมนั้นใกล้กับหน้าต่างที่มีแสงแดดสาดส่องเข้ามาเกิดเป็นมิติภาพอันสวยงามและอบอุ่น
“อาจารย์จะวาดภาพแจกันดอกไม้นี้ เธอลองวาดตามดูนะ”
ถังซิ่วหยิบขาตั้งผ้าใบมาวางในมุมที่สะดวก แล้วหยิบพู่กันและสีน้ำมาร่างแบบและระบายสี
ซ่งเย่เดินเข้าไปสังเกตการเคลื่อนไหวมือของอาจารย์ถังอย่างละเอียด เธอยืนเอียงคอมองนิ่งๆไม่ส่งเสียงอะไร
อาจารย์ม่านหลงจินและฉีเว่ยหรู เดินแยกตัวไปนั่งที่เก้าอี้และจิบชาอีกมุมหนึ่งของห้อง
สองชั่วโมงผ่านไป
อาจารย์ถังวางพู่กันลงเมื่อระบายสีแปรงสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว
ภาพของแจกันดอกไม้ที่สมจริงปรากฏต่อหน้าสายตาทุกคน
ม่านหลงจินและฉีเว่ยหรูมายืนดูและกล่าวชื่นชม
“อาจารย์ถัง ภาพงดงามมากค่ะ มันดูเหมือนมีชีวิตชีวาคล้ายดอกไม้จริงๆ!” ม่านหลงจินอุทานอย่างแปลกใจ
“ระดับฝีมืออาจารย์ถัง ท่านไม่เคยวาดรูปลดมาตรฐานตัวเองจ้ะ ขนาดแค่สอนยังสวยงามขนาดนี้เลยนะหลงจิน”
ฉีเว่ยหรูเอ่ยชื่นชมอาจารย์ของตน
“เอาล่ะไหนลองดูสิ? ทำเท่าที่ทำได้ ไม่ต้องเคร่งเครียดเกินไป”
ถังซิ่วหันมาบอกซ่งเย่ที่ยังยืนจ้องมองระหว่างแจกันดอกไม้และภาพวาดสลับไปมา
“ตกลงค่ะ” ซ่งเย่ในตอนนี้ได้สรุปเทคนิคการวาดภาพที่ประมวลจากการเฝ้าสังเกตออกมาได้ตอบรับคำทันที
เธอเดินตรงไปหยิบขาตั้งผ้าใบอันหนึ่งมาวางใกล้ๆกับแจกันดอกไม้
จากนั้นหยิบพู่กันและสีน้ำมาวางบนมืออีกข้างหนึ่งและเริ่มลงแปรงทันที
ถังซิ่วที่เห็นซ่งเย่ทำเช่นนั้น เขาได้แต่ส่ายหัวเบาๆกับความใจร้อนของเธอ
แต่เมื่อเขาเดินมายืนอยู่ข้างหลังเธอ พลันตัวแข็งทื่อตกตะลึงทันใด
ภาพความสวยงามของแจกันดอกไม้ที่มีมิติของแสงแดดและมุมลึกกว้างของวัตถุปรากฏแก่สายตาของถังซิ่ว
นี่! นี่มัน!
พรสวรรค์!
พรสวรรค์ที่แท้จริง!
การเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง!
มันทรงพลังมาก!
ม่านหลงจินและฉีเว่ยหรูที่มองเห็นอาการตกตะลึงของอาจารย์ถัง
พวกเธอรีบเดินมายืนข้างๆอาจารย์ถังและจ้องไปที่ภาพวาดของซ่งเย่
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
แปรงสุดท้ายที่ซ่งเย่วาดเสร็จแล้ว เธอวางลงและหันกลับมาถามอาจารย์ถัง “ภาพนี้พอใช้ได้ไหมคะ?”
อาจารย์ถังแทบกระอักเลือด “นี่มัน! พอใช้ได้อะไรกัน! มันเยี่ยมยอด! สุดยอดจริง! เหนือกว่าอาจารย์อีก!”
เมื่อเขาพิจารณาภาพอย่างละเอียด จึงให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ซ่งเย่
“หากวาดภาพแล้วมีมิติของอารมณ์มากกว่านี้ มันจะเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด”
ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่น “อารมณ์หรือคะ?”
ส่วนม่านหลงจินและฉีเว่ยหรู ตอนนี้พวกเธออ้าปางค้างด้วยความแปลกใจกับพรสวรรค์ของซ่งเย่
ม่านหลงจินพึมพำขึ้นมา “โอ้! ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าซ่งเย่จะเก่งขนาดนี้”
“ลูกศิษย์ของเธอเยี่ยมยอดจริง” ฉีเว่ยหรูตื่นเต้นที่พบว่าอาจารย์ถังเอ่ยชมซ่งเย่
ต้องเข้าใจว่าปรมาจารย์ระดับประเทศมักจะเย่อหยิ่งและเชื่อมั่นในฝีมือของตนเองเป็นอย่างมาก
อาจารย์ถังถูมือทั้งสองข้างด้วยความตื่นเต้นยินดีที่ได้พบต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ เขาถามซ่งเย่ทันทีว่า
“เด็กน้อย สนใจเรียนศิลปะการเขียนอักษรจีนไหม?”
“แบบไหนคะ?” ซ่งเย่ถามอย่างงุนงง
“มานี่ มาดูตรงนี้ มันเป็นการเขียนอักษรจีนที่งดงาม เป็นวัฒนธรรมแห่งจิตวิญญาณ”
ถังซิ่วอธิบายพลางหยิบพู่กันมาจุ่มสีน้ำสีดำ แล้วตั้งสติรวบรวมสมาธิและวาดพู่กันตวัดเป็นตัวอักษรสุภาษิตจีน
“เฉพาะคนสู้ชีวิต จึงสมควรมีชีวิตอยู่”
“ว้าว! วันนี้เป็นโชคดีของพวกเราแล้วที่อาจารย์ถังยอมวาดอักษรจีน” ฉีเว่ยหรูตอนนี้ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
“ใช่! ใช่!” ม่านหลงจินพยักหน้าเห็นด้วย
ซ่งเย่ยืนจ้องเขม็งขณะที่อาจารย์ถังจุ่มสีดำแล้วตวัดพู่กัน ความเร็วและแรงนั้น หนักแน่นและมั่นคง ตัวอักษรบ่งบอกถึงเรื่องราวที่มีมนต์ขลัง เธอชื่นชมในใจ
จากนั้นซ่งเย่หลับตาทบทวนขั้นตอนการวาดอักษรจีนตั้งแต่ต้นจนจบ มันดูยากกว่าวาดภาพเล็กน้อย
สิบวินาทีต่อมา เธอลืมตาขึ้นแล้วหยิบพู่กันจุ่มสีดำตวัดเขียนตัวอักษรลงในผ้าใบอีกผืน
“จงเรียนให้ชัด จงดูให้เห็น จงทำให้จริง”
“ดี! ดี! ดี!” คำชื่นชมดังลั่นจากอาจารย์ถัง
เขารู้สึกมีความสุขมากในวันนี้ที่ตอบรับคำเชิญให้มาสอนลูกศิษย์ที่นี่
นี่มัน!…..ดีกว่าไปประชุมแลกเปลี่ยนอันน่าเบื่อหน่ายนั่น
“เฮ้อ! เด็กน้อย!ถ้าเธอเพิ่มเติมมิติของอารมณ์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดหรืออักษรจีน มันจะสมบูรณ์แบบทันที” ทันใดนั้นอาจารย์ถังถอนหายใจเฮือกใหญ่กับพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งของซ่งเย่
หากไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง พวกเขาอาจคิดไปว่าซ่งเย่เรียนรู้ด้านศิลปะมาหลายสิบปีแล้ว
“ขอบคุณค่ะ” ซ่งเย่กล่าวขอบคุณอาจารย์ถังเบาๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลังจากเรียนรู้และให้คำแนะนำเสร็จเรียบร้อย
อาจารย์ใหญ่ม่านหลงจินพาอาจารย์ถังและเพื่อนสาวไปทานอาหารเย็นข้างนอก
ซ่งเย่กลับไปที่ห้องคอมพิวเตอร์
เธอต้องการเงินสำรองจำนวนหนึ่งไว้ใช้เวลาฉุกเฉิน
เปิดคอมพิวเตอร์แล้วแฮ็คข้อมูลของกรมตำรวจ ทำการสืบค้นหาข้อมูลเส้นทางการเงินของอาชญากรตัวใหญ่ๆ
“จะช่วยใช้เงินให้เองนะ” แววตาประกายด้วยความสนุกขบขัน
ซ่งเย่พบข้อมูลสำคัญของอาชญากรข้ามชาติที่ค้าขายยาเสพติด มีการโอนเงินไปยังธนาคารในเกาะห่างไกลเพื่อฟอกเงิน เธอโอนเงินเหล่านั้นไปมาหลายธนาคารเพื่อรอการโอนเข้าบัญชีที่เธอจะไปเปิดในอนาคต
จำนวนเงินเล็กน้อย แค่หนึ่งร้อยล้านเหรียญสหรัฐ
เธอลบร่องรอยของตัวเองอย่างสะอาดหมดจด
……….
อีกด้านหนึ่งที่เมืองกรีน ค่ายลับทหารของกองกำลังแผนกพิเศษ
“ฮ่าๆ สมน้ำหน้า” หลี่ซูเต๋อที่คอยเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวจากเมืองกรีน
เขาหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจที่พบว่ามีการเคลื่อนไหวจากแฮ็คเกอร์นิรนาม
และเขาคนนั้นได้จัดการอาชญากรสำคัญคนหนึ่ง โดยการหยิบเงินออกไปจากกระเป๋าในธนาคาร
“น่าสนใจ!” หลิวเย่หรี่ตาลงมองหน้าจอด้วยรอยยิ้มลึกลับ
……….
รุ่งเช้าซ่งเย่ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเช่นเคย บ่ายวันนี้พ่อของเธอจะมารับกลับบ้าน
เธอสำรวจความแข็งแกร่งของตนเองในขณะนี้ พบว่าอยู่ในขั้นที่หนึ่งซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของทักษะต่อสู้ “ซาเซิน”
เธอกลับห้องนอน อาบน้ำแต่งตัวและเก็บข้าวของที่มีเพียงกระเป๋าเป้ใบเดียว
ซ่งเย่เหลียวมองรอบห้องนอนที่เคยอยู่มานานถึง 17 ปีอย่างผูกพันและเศร้าลึกๆ
จากนั้นเดินตัวเปล่าออกไปทานอาหารเช้ากับน้องๆ
“พี่เย่มาแล้ว พี่เย่มาแล้ว” เสียงเด็กๆร้องดังขึ้นในโรงอาหาร
ซ่งเย่พยักหน้ายิ้มรับเล็กน้อย
“วันนี้ทานเยอะๆนะเย่เอ๋อร์” แม่ครัวหลี่ตักอาหารให้ซ่งเย่จนล้นถาด
“ขอบคุณค่ะ”
“พี่เย่ น้องทำตุ๊กตาให้ค่ะ” เด็กหญิงอายุสิบขวบคนหนึ่งยื่นตุ๊กตาผ้าทำมือให้กับเธอ
“พี่เย่ น้องชายทำไม้ตะเกียบคู่นำโชคให้ครับ” เด็กชายอายุสิบเอ็ดขวบยื่นตะเกียบบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“พี่เย่ ว่านเอ๋อวาดรูปให้พี่ค่ะ” ว่านเอ๋อยื่นสมุดภาพเล่มเล็กๆ
“พี่เย่ น้องพับดอกไม้ให้ค่ะ” เด็กหญิงอายุแปดขวบคนหนึ่งยื่นดอกไม้ที่พับจากกระดาษสีเหลือง
“พี่เย่ น้องชายมีเหรียญนำโชครับรองว่าดีกว่าของอาจงครับ” เด็กชายอายุเก้าขวบคนหนึ่งยื่นเหรียญทองแดงเก่าๆ
เสียงร้องของเด็กๆที่ตั้งใจทำของที่ระลึกนำมามอบให้กับซ่งเย่
เธอจ้องมองเด็กทุกคน ดวงตาสั่นระริกด้วยความอบอุ่นหัวใจ “ขอบคุณทุกคนจ้ะ”
บรรยากาศทานอาหารเช้าเต็มไปด้วยความเศร้าและอบอุ่นในตัว
หลังทานอาหารเช้า ซ่งเย่ไปห้องคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
เช้านี้เธอเรียนภาษาฝรั่งเศสจากอินเทอร์เน็ต
ผ่านไปสามชั่วโมง เธอสามารถฟัง-พูด-อ่าน-เขียนได้เหมือนเจ้าของภาษาแล้ว
พักทานอาหารกลางวัน เด็กๆทุกคนต่างเข้ามารุมล้อมทานอาหารใกล้ๆกับซ่งเย่
อาจารย์ใหญ่ม่านหลงจิน ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่เจิ้นอี้ แม่ครัวเจินลู่ซี และลุงหลี่เหวิน ต่างก็มาทานข้าวด้วยกันอย่างอบอุ่น
เวลา 13.30 น. ในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่
ในเวลานี้ซ่งเย่ถือกระเป๋าเป้ที่หนักมากกว่าเดิมจากของฝากของน้องๆ เข้ามาในห้องและพบกับชายวัยกลางคนที่คุ้นเคย
“ซ่งเย่! เย่เอ๋อร์!” เสียงสั่นเครือดังขึ้นมาจากปากของชายคนดังกล่าว
“สวัสดีค่ะ” เธอทักทายสั้นๆ
“ท่านประธานซ่งค่ะ ได้โปรดอย่าใส่ใจกับความเย็นชาของเธอเลยนะคะ เธอมีจิตใจที่ดีและสวยงาม”
อาจารย์ม่านรีบออกตัวแทนกับท่าทีของซ่งเย่ที่ดูเหมือนเฉยเมย
“ไม่ ไม่เป็นไร แค่เธอเป็นลูกสาวที่แท้จริงของผมนั่นพอแล้ว”
ซ่งซ่านจิงโบกมือปฏิเสธพลางยื่นมือออกมาจับมือของเธอ
ซ่งเย่ตัวแข็งทื่ออย่างไม่คุ้นเคย
ถึงแม้ว่าชาติก่อนนี้เธอจะได้อาศัยอยู่กับเขาและพูดจากัน แต่ความผูกพันมีน้อยเกินไป
เธอในตอนนี้ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี?
“…..” ซ่งซ่านจิงที่เห็นเธอตัวเกร็ง ก็รู้สึกปวดใจที่ลูกสาวของตนหายไปและถูกทอดทิ้งไว้แบบนี้มานาน
เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ และกล่าวเสียงสั่นเล็กน้อย “ไม่เป็นไร พวกเรายังมีโอกาสทำความรู้จักกันอีกมาก”
“มาคนเดียวหรือคะ?” ซ่งเย่ถามอย่างแปลกใจ
“ทำไมหรือเย่เอ๋อร์?” ซ่งซ่านจิงถามกลับอย่างสงสัยกับคำถามของเธอ
ซ่งเย่ถามอย่างตรงไปตรงมากับสิ่งที่ค้างคาใจ “ทำไมถึงหย่ากับเส้าม่านเอ๋อคะ?”
คราวนี้ซ่งซ่านจิงตัวแข็งทื่อแทน เขาไม่คาดคิดว่าลูกสาวของตนจะรู้จักแม่ของเธอ
การต่อต้านจากญาติ
ตอนที่ 3 การต่อต้านจากญาติ
“นั่นลูกรู้ได้อย่างไร?”
“ไม่มีสิทธิรู้หรือคะ?” ซ่งเย่เอียงคอเล็กน้อยถามซ่งซ่านจิงเสียงเข้ม
อาจารย์ใหญ่ม่านหลงจินเห็นบรรยากาศครอบครัวตึงเครียด
เธอจึงเอ่ยขอตัว “อาจารย์จะไปเอาน้ำชามาให้นะคะ”
“ลูกมีสิทธิรู้เพียงแต่พ่อละอายใจเกินกว่าที่จะพูดเรื่องนี้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าและหดหู่
“มันเกิดอะไรขึ้นคะ?”
ซ่งซ่านจิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แต่เดิมพ่อตั้งใจจะพาแม่มารับลูกพร้อมกัน แต่เกรงว่าจะมีปัญหา”
“ปัญหาอะไรคะ?”
“อันที่จริงพวกเราเฝ้าหวังทุกวันว่าจะมีข่าวของลูก แต่สุดท้ายมันก็มืดบอด หลังจากลูกหายไปได้สามปี พ่อกับแม่ได้มีน้องชายของลูก เขาน่ารักและอ่อนโยน แต่สุดท้ายเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต พ่อกับแม่เจ็บปวดและเศร้าใจมาก เป็นพ่อเองที่อ่อนแอเกินไป อ่อนแอจนยอมให้แม่ของลูกหย่าร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา”
ซ่งซ่านจิงก้มหน้ามือสองข้างกุมขมับด้วยความเศร้าและเสียใจ
ซ่งเย่พยักหน้าเบาๆ เมื่อทบทวนความทรงจำของชีวิตก่อน
เธอเข้าใจเส้าม่านเอ๋อที่ได้รับแรงกดดันจากคนในตระกูลซ่งจนตัดสินใจหย่าร้างจากซ่งซ่านจิง
อันที่จริง พ่อกับแม่รักกันมาก แต่แรงยุยงและคนคอยกระพือไฟความขัดแย้งให้เกิดขึ้นทุกวัน
มันยากนักที่ใครจะทานทนได้
“ถ้าหนูอยากไปหาแม่ล่ะคะ?” ซ่งเย่ถามประเด็นสำคัญทันที
“พ่อไม่ได้ห้ามลูกเลยเย่เอ๋อร์สามารถไปหาแม่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ” เขายืนยันเจตนาที่แท้จริงกับลูกสาว
“ขอบคุณค่ะ” ซ่งเย่กล่าวขอบคุณเสียงเรียบเฉย
ในตอนนี้อาจารย์ใหญ่ม่านได้ถือชุดน้ำชาเข้ามาในห้อง
เมื่อเธอมองเห็นบรรยากาศคลี่คลายลงไม่อึดอัดเหมือนเดิม
เธอลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ประธานซ่งค่ะ ทานน้ำชาเสียก่อนค่ะ” ม่านหลงจินเชิญด้วยไมตรี
“ขอบคุณครับอาจารย์ใหญ่ม่าน” ซ่งซ่านจิงจิบชาพลางขอบคุณที่เลี้ยงดูซ่งเย่เป็นอย่างดี
“อาจารย์อยากจะบอกอะไรบางอย่างกับคุณค่ะ ที่นี่เย่เอ๋อมีอีกชื่อหนึ่งว่า เจ้าหญิงน้ำแข็ง ทุกคนที่นี่รู้ดีว่าเธอเย็นชา พูดน้อย และอาจจะพูดไม่ไพเราะ แต่อันที่จริงแล้วเธอเป็นคนจิตใจดีและสวยงาม อย่าได้ถือสาเธอเลยนะคะ” อาจารย์ใหญ่ม่านกังวลว่าซ่งเย่จะเข้ากับครอบครัวไม่ได้
เธอจึงพยายามอธิบายบุคลิกและทัศนคติของซ่งเย่อย่างตรงไปตรงมา
“เข้าใจแล้วครับ แค่พวกคุณดูแลเธอมาอย่างดี ผมก็ซาบซึ้งใจมากแล้วครับ” ประธานซ่งพยักหน้าเข้าใจ
“พวกเราไปกันเถอะ ขอบคุณอาจารย์ใหญ่ม่านอีกครั้งครับ” ประธานซ่งยืนขึ้นโค้งคำนับด้วยความขอบคุณ
“โอ๊ะ! ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรค่ะ” ม่านหลงจินรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณอาจารย์ค่ะ” ซ่งเย่กล่าวขอบคุณเสียงเบา เธอรู้สึกจิตใจเบาโหวงชอบกล
ม่านหลงจินเดินไปจับแขนซ่งเย่และกล่าวว่า “ไปเถอะ ใช้ชีวิตให้ดี หากมีเวลาก็กลับมาเยี่ยมได้ทุกเมื่อจ้ะ”
ซ่งเย่ถือกระเป๋าเป้เดินตามหลังซ่งซ่านจิงไปยังด้านล่าง
ในตอนนี้มีรถหรู Audi A8 สีดำจอดอยู่ด้านล่างและคนขับรถคนเก่าที่เคยพบในชีวิตก่อน
“นี่คือลุงโจว เป็นคนขับรถของพวกเรา” ซ่งซ่านจิงแนะนำลุงโจวกับซ่งเย่
“สวัสดีครับคุณหนูรอง” ลุงโจวทักทายอย่างนอบน้อมและเอื้อมมือมาหยิบกระเป๋าเป้จากมือของซ่งเย่
“สวัสดีค่ะลุงโจว” ซ่งเย่ทักทายกลับเสียงเรียบเฉย
ซ่งซ่านจิงผลักไหล่เธอเบาๆให้นั่งเบาะด้านหลังแล้วก้าวเท้าตามไปนั่งข้างๆ
เมื่อลุงโจวเก็บกระเป๋าเป้ไว้หลังรถเสร็จแล้ว เขารีบกลับมาสตาร์ทรถและขับอย่างนิ่มนวลตรงไปยังวิลล่าตระกูลซ่ง
เดินทางจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเมืองเจียงหนาน ไปยังวิลล่าตระกูลซ่ง เมืองกรีน ใช้เวลาถึงสามชั่วโมง
ระหว่างทาง ซ่งซ่านจิงถามคำ ซ่งเย่ตอบคำ บรรยากาศยังคงมีช่องว่างเล็กน้อย
ลุงโจวที่ขับรถไปก็สังเกตซ่งเย่ไป
เขาพบว่าความเฉยเมยของเธอดูเข้าถึงง่ายและจริงใจมากกว่าคุณหนูใหญ่ ซ่งจูหว่าน
ณ วิลล่าตระกูลซ่ง เมืองกรีน
เมื่อรถยนต์จอดหน้าวิลล่าหลังใหญ่ขนาดสองชั้น เนื้อที่ 4 เอเคอร์ (ประมาณ 10 ไร่กว่า)
ซ่งซ่านจิงเดินนำซ่งเย่เข้าไปด้านในผ่านห้องโถงรับรองแขกไปยังห้องทานอาหาร
ซ่งเย่เงยหน้าขึ้นมองคนจำนวนมากที่นั่งอยู่ในห้องตอนนี้
หัวโต๊ะคือปู่ ซ่งซ่านโจว ด้านขวามือคือย่า เว่ยผิง
ด้านซ้ายมือคือลูกชายคนโตของพวกเขา ซ่งซ่านเจ๋อ และถัดกันคือ ไป๋จูซี ภรรยาของซ่งซ่านเจ๋อ
ด้านท้ายของโต๊ะมีชายหนุ่มหน้าตาดีและหญิงสาวสวยอ่อนหวานนั่งตรงข้ามกัน
พวกเขาคือ ซ่งจูหว่าน และ กู้เจ๋ออ้าย
คนทั้งหมดล้วนเป็นคนคุ้นเคยกับเธอทั้งสิ้น
พลันน้ำเสียงดูถูกดูแคลนดังขึ้นจากย่าของเธอ
“อะไรกัน? นี่คือมารยาทของเด็กกำพร้าที่ไม่รู้จักทักทายผู้อาวุโสเลยหรืออย่างไร?”
เสียงหวานใสดังขึ้นขัดจังหวะของหญิงชราทันที
“คุณย่าคะ นี่เป็นครั้งแรกที่น้องสาวมา พวกเราควรให้เวลาเธอบ้างนะคะ”
“เธอใจดีเกินไปแล้วหว่านเอ๋อ คนที่ไม่ได้รับการสั่งสอน ย่อมเหมือนคนบ้านป่า”
เสียงไป๋จูซีเอ่ยสนับสนุนลูกสาวของเธอเป็นนัย
“แม่ครับ หลานสาวของแม่เพิ่งจะมาถึง อย่าใจร้อนนักเลยครับ” ซ่งซ่านจิงโอดครวญกับการต่อว่าจากญาติพี่น้อง
ซ่งเย่มีประกายตาขบขันกับการแสดงแบบเดิมของพวกเขา
แต่เดิมเธอเคยตัวสั่นกลัวกับคำต่อว่าเหล่านั้นและทำให้ขาดความมั่นใจ
เธอเคยประทับใจกับคำพูดคล้ายปลอบประโลมจากซ่งจูหว่าน แต่สุดท้ายมันคือยาพิษอันแสนร้ายกาจ
“เอาล่ะ ในเมื่อมาแล้ว ไปบอกแม่ครัวยกอาหารมาได้” ซ่งซ่านโจวเอ่ยขัดบรรยากาศที่เริ่มขัดแย้งทันที
ซ่งซ่านจิงเดินนำซ่งเย่ไปนั่งฝั่งเดียวกับย่าของเธอ
ดังนั้นเธอจึงได้นั่งติดกับซ่งจูหว่าน
เมื่อแม่ครัวจัดวางถ้วยชามอาหารจำนวนแปดอย่างบนโต๊ะแล้ว
“ทานเยอะๆนะ เย่เอ๋อร์” ซ่งซ่านจิงใช้ตะเกียบคีบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานใส่จากของซ่งเย่อย่างใจดี
พลันมีเสียงแหลมพูดแดกดันขึ้นมา “มีลูกสาวแล้ว ไม่รู้จักดูแลแม่ตัวเองเลยนะ”
“แม่ครับ เย่เอ๋อร์เพิ่งมา ให้เธอรู้สึกอบอุ่นกับครอบครัวของเราบ้างเถิดครับ” ซ่งซ่านจิงท้วงติงอย่างอ่อนใจ
ซ่งเย่ก้มหน้ายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับการปะทะฝีปากของพวกเขา
“ใช่แล้วค่ะคุณย่า หากคนอื่นรู้เข้า พวกเขาจะว่าเราใจคอคับแคบกับลูกสาวของอารองนะคะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นอย่างเห็นด้วยกับซ่งซ่านจิง
“หว่านเอ๋อร์ทานข้าวเถอะครับ อย่าสนใจคนอื่นนักเลย”
กู้เจ๋ออ้ายคีบน่องไก่ใส่จานของซ่งจูหว่านด้วยความอ่อนโยน
“เฮ้อ! นี่ยังดีนะที่พวกเรามีหว่านเอ๋อร์ สมกับเป็นหน้าตาของตระกูล ใครจะสู้หลานรักได้ ทั้งสวยน่ารักทั้งเรียนเก่ง ไม่เหมือนใครบ้างคนที่มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ไม่รู้เขาสอนกันอย่างไร?”
ย่าเว่ยผิงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยชมซ่งจูหว่านอย่างไม่ประหยัดคำและดูแคลนซ่งเย่อย่างชัดเจน
เสียงแหบต่ำของชายชราที่นั่งหัวโต๊ะดังขึ้นด้วยความรำคาญ “พอได้แล้ว ทานข้าวกันเงียบๆได้ไหม?”
“พ่อครับ อย่าสนใจพวกเขาเลย ทานข้าวเยอะๆนะครับ”
ซ่งซ่านเจ๋อที่นิ่งเงียบอยู่นานรีบพูดเอาใจพ่อของตนพลางคีบจานปลาและผักที่ชอบใส่จานของชายชรา
เว่ยผิงมองค้อนสามีตนเองและส่งสายตารังเกียจไปยังซ่งเย่
ซ่งซ่านจิงก้มหน้าทานข้าวด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
ซ่งเย่มองภาพเหล่านั้นด้วยความขบขันแกมเวทนา
เธอจะเอาคืนพวกเขาเร็วๆนี้ !
ในตอนนี้เธอไม่ใช่คนขี้ขลาดหวาดกลัวคนเดิมอีกต่อไป!
เมื่อทุกคนทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พวกเขาพากันไปนั่งคุยเล่นที่ห้องโถงรับรองแขก
ซ่งซ่านจิงที่หวังดีและต้องการให้ซ่งเย่เข้ากับสมาชิกในครอบครัวได้
เขาจับแขนเธอเบาๆและเดินพาไปนั่งบนโซฟา
ไป๋จูซีที่ต้องการกดข่มซ่งเย่ ได้ส่งสายตาไปยังซ่งจูหว่านและเอ่ยขึ้นว่า “หว่านเอ๋อร์ ลูกกำลังจะสมัครเป็นศิษย์ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ทำไมไม่ลองเล่นเปียโนให้พวกเราฟังบ้างจ๊ะ?”
“นั่นสิครับ พวกเราต้องการฟังการเล่นเปียโนของหว่านเอ๋อร์เช่นกันครับ” กู้เจ๋ออ้ายเอ่ยสนับสนุนแฟนสาวของตน
“เจ๋ออ้ายพูดอย่างนี้ หว่านเอ๋อร์คงต้องเล่นให้ฟังแล้วค่ะ”
ซ่งจูหว่านยิ้มเอียงอายก่อนเดินไปนั่งเก้าอี้เพื่อเล่นเปียโน
“คนรักกันมักจะใจอ่อนเสมอสินะ” ไป๋จูซีพูดขึ้นมาอย่างมีความหมายพลางเหล่ตามองปฏิกิริยาจากซ่งเย่
“ดีจริงที่เจ๋ออ้ายเรียนที่เดียวกับหว่านเอ๋อร์ พวกเขาจะได้ช่วยเหลือกันและกัน” เว่ยผิงเอ่ยอย่างพอใจเจ๋ออ้าย
ซ่งเย่จ้องมองไปที่การแสดงของซ่งจูหว่านด้วยความสนใจ
เธอไม่ได้สนใจคำพูดของพวกเขาแต่อย่างใด
มันไร้ค่าในความรู้สึกของเธอ
“หว่านเอ๋อร์เก่งทุกอย่าง นี่สิถึงจะเป็นหลานย่าอย่างแท้จริง” หญิงชราพูดเสียงแหลมยกยอหลานคนโปรด
“อืม หว่านเอ๋อร์เก่งจริงๆ” ชายชราพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของภรรยาตนเอง
ซ่งซ่านเจ๋อเมื่อเห็นพ่อและแม่ของตนเองอารมณ์ดี จึงเอ่ยขอร้องทันทีว่า
“พ่อครับ ให้ตำแหน่งรองประธานบริษัทกับผมได้ไหมครับ? ผมไปเรียนรู้งานมาจากบริษัทของเพ่ยหมิงแล้วครับ”
ซ่งซ่านโจวโบกมือปฏิเสธทันใด
“ไม่ ไม่ แกน่ะควรสร้างบริษัทแล้วเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จด้วยตนเองเสียก่อน”
หญิงชราเอ่ยขัดคำพูดของสามี “ลูกเราตั้งใจและมุ่งมั่นขนาดนี้ ตาแก่ควรให้โอกาสลูกบ้างนะ”
“ยัง! ยังไม่ใช่ตอนนี้!” ชายชราเอ่ยแบ่งรับแบ่งสู้
เขารู้นิสัยลูกชายคนโตดีว่า ทำงานไม่อดทนและชอบหนีไปเล่นการพนันบ่อยครั้ง
เขากังวลว่าจะทำให้บริษัททรุดตัวหรือล้มละลายได้
พลันเสียงเปียโนดังขึ้น “ โด เร มี ฟา ซอล ……….”
ซ่งเย่จ้องมองการแสดงของจูหว่านอย่างตั้งใจ
เธอมองนิ้วมือและตำแหน่งที่กดลงไปแล้วเกิดโทนเสียงสูงต่ำที่ออกมา
จากนั้นเปรียบเทียบโน้ตเสียงเหล่านั้นกับบางเพลงที่คุ้นหูเธอในชีวิตก่อนบนดาวเอเอส
เธอพบว่าบทเพลงที่จูหว่านกำลังเล่นอยู่นั้น
มีการคร่อมจังหวะเพลงและไม่รื่นไหลนัก มันสะดุดอยู่หลายท่อน ฟังแล้วรู้สึกขัดหูแปลกๆ
“ปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ” เสียงปรบมือดังก้องห้องโถงรับรอง
“หว่านเอ๋อร์เล่นได้ยอดเยี่ยมมากครับ”
กู้เจ๋ออ้ายเอ่ยชมแฟนสาวอย่างภาคภูมิใจ เขามั่นใจว่าเธอจะได้รับเลือกเป็นศิษย์ของอาจารย์กั๋วแน่นอน
“ลูกสาวของแม่ หว่านเอ๋อร์เป็นหญิงสาวที่โดดเด่นมาก” ไป๋จูซีชื่นชมความสามารถของจูหว่าน
ซ่งซ่านจิงในตอนนี้รู้สึกอึดอัดที่ทุกคนไม่สนใจซ่งเย่ พวกเขาเอาใจแต่ครอบครัวของพี่ชายตนเอง
“พรุ่งนี้เย่เอ๋อร์ไปรายงานตัวเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งนะลูก” ซ่งซ่านจิงบอกเรื่องการเรียนต่อของเธอ
“ตกลงค่ะ” ซ่งเย่พยักหน้ารับทราบ
“ทำไมให้เรียนที่นั่นล่ะ? แค่เรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับสองก็พอแล้ว” เว่ยผิงยังคงเอ่ยขัดซ่งซ่านจิง
“น้องสาวไปเรียนด้วยกันก็ดีสิคะคุณย่า” ซ่งจูหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ชายชราเห็นหลานสาวคนโปรดเห็นชอบจึงพยักหน้าพลางพูดว่า “ก็ให้เรียนที่เดียวกันนั่นล่ะ”
“หว่านเอ๋อร์จะลำบากในการดูแลน้องใหม่ไหมครับ?” กู้เจ๋ออ้ายรู้สึกลำบากใจแทนซ่งจูหว่าน
ซ่งซ่านจิงกังวลว่าซ่งเย่จะเสียใจ จึงพูดถึงเรื่องห้องนอนแทน
เขาหันมาบอกซ่งเย่ว่า “เย่เอ๋อร์ พ่อจัดห้องให้ลูกแล้ว อยู่ฝั่งเดียวกับห้องของพ่อ”
เมื่อเว่ยผิงได้ยินคำพูดของซ่งซ่านจิง เธอเอ่ยขึ้นมาทันที
“ห้องนั้นใหญ่ที่สุดและวิวสวยมาก ควรเป็นห้องของหว่านเอ๋อร์สิ เธอกำลังเรียนวาดภาพ ต้องมีห้องขนาดใหญ่ถึงจะเก็บของได้หมด”
“นั่นสิคะ คุณแม่พูดถูกแล้วค่ะ ยกห้องนั้นให้หว่านเอ๋อร์จะดีกว่า ซ่งเย่ไม่ว่าอะไรใช่ไหมจ๊ะ?”
ไป๋จูซีหันมาถามซ่งเย่แกมบังคับในที
“ค่ะ” ซ่งเย่พยักหน้ารับด้วยใบหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึก
สำหรับเธอจะนอนหรืออยู่ห้องไหนก็ได้ มันไม่สำคัญอะไร
ซ่งจูหว่านอยากได้นักก็เอาไปสิ
เธอมีแผนเอาคืนพวกเขาที่เจ็บปวดมากกว่านี้ แค่เรื่องห้องมันเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว
ซ่งจูหว่านยังคงแสดงบทนางเอกบัวขาวแสนดี “จะไม่รบกวนน้องสาวมากเกินไปหรอกหรือจ๊ะ?”
“เอาล่ะ เอาล่ะ แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ” ชายชราตัดบททุกคน
ในห้องนอนของซ่งเย่
เธอเหลียวมองรอบกายด้วยความคุ้นเคย
นี่คือห้องเก่าที่เธอถูกบังคับให้รับแทนซ่งจูหว่าน
แต่ซ่งเย่กลับชอบห้องนี้มากกว่าห้องใหญ่นั่น
มันเป็นเพราะว่าห้องนี้อยู่เยื้องไปด้านหลังซึ่งใกล้กับรั้วที่เธอสามารถกระโดดหลบออกไปภายนอกได้อย่างสะดวก
ซ่งเย่เปิดกระเป๋าเป้จัดของใส่ตู้อย่างเป็นระเบียบ
จากนั้นเธอเปิดคอมพิวเตอร์ที่พ่อจัดเตรียมไว้ให้ Windows 11
เวลานี้ซ่งเย่ต้องการเรียนรู้บางสิ่งเพื่อหาทางใช้เงินที่หยิบมาจำนวนมาก
เธอค้นหาสิ่งที่เป็นปัญหาของโลกในปัจจุบันนี้
และพบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของโลกหากไม่รีบแก้ไขจะนำภัยพิบัติร้ายแรงมาสู่โลก 10 ประการ
นั่นคือ หนึ่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดจากการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ทั่วโลก
สองปัญหาจากไนโตรเจนซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปุ๋ยทางการเกษตรที่ปนเปื้อนดินและน้ำ
สามวิกฤติภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน
สี่ปัญหาจากฟอสฟอรัสซึ่งเกิดจากปุ๋ยทางการเกษตรปนเปื้อนดินและน้ำ
ห้าภาวะมหาสมุทรเป็นกรดจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้
หกปัญหาตัดไม้ทำลายป่าและการใช้ที่ดิน
เจ็ดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด
แปดปัญหาการสูญเสียชั้นโอโซน
เก้าปัญหามลพิษทางเคมี
สิบปัญหามลพิษในชั้นบรรยากาศ
ซ่งเย่พิจารณาปัญหาระดับโลกทั้งสิบเรื่องแล้ว
เธอตัดสินใจที่จะทำโครงการผลิตปุ๋ยแห่งอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
ซ่งเย่ลงมือเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อค้นหาวัสดุทดแทนสารเคมีทั้งสองชนิดนั้น
โดยอ้างอิงจากองค์ประกอบทางเคมีที่พบในโลกนี้ทั้งหมด
จากนั้นปล่อยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ค้นหาวัสดุที่มีความเป็นไปได้เพื่อทำการทดลองต่อไป
รุ่งเช้า 04.00 น.
ซ่งเย่ตื่นขึ้นมาวิ่งออกกำลังกาย เธอเลือกที่จะวิ่งออกจากหน้าวิลล่าไปยังสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของโซนวิลล่าคนร่ำรวยแถบนี้และเธอวิ่งรอบสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 500 เมตร จำนวน 4 รอบ
จากนั้นมาฝึกท่าต่อสู้ “ซาเซิน” โดยเลือกมุมสงบใต้ร่มไม้ใหญ่ ห่างออกไป 200 เมตร มีกลุ่มคนชรากำลังรำไทเก๊ก
“อึ๊บ! วื้ด! ฟุ้บ! อ่า!”
เธอรวบรวมลมหายใจให้สงบนิ่ง ณ ตันเถียน จุดรวมชีพจรสำคัญของร่างกาย
จากนั้นประกบฝ่ามือสองข้างเข้าหากันแล้วยกขึ้นเหนือหัว แขนแนบชิดใบหูสองข้าง
กั้นลมหายใจลึกและหายใจออกพร้อมกับวาดแขนออกด้านข้างลำตัว แล้วกระโดดเหินตัวลอยเท้าเตะอากาศสลับข้างหมุนวนรอบ 360 องศาโดยที่แขนกางขนานกับพื้น
เอียงตัว 45 องศาโดยที่แขนกางออกทำมุม 45 องศากับพื้นและหมุนตัวกระโดดเท้าเตะอากาศสลับทั้งสองข้างหมุนวนรอบ 360 องศา
จากนั้นประสานมือสองข้างไว้ที่หน้าอก ข้อศอกทั้งสองข้างยกขนานกับพื้นแล้วสลับข้างกระแทกอากาศด้านหน้าพร้อมกับหมุนตัวไปเรื่อยๆ
ซ่งเย่ทำเช่นนี้ยี่สิบรอบ พละกำลังที่ปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้มีเหงื่อชโลมกายไปทั่ว
เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น
ตอนนี้เวลา 06.00 น. แล้ว
ซ่งเย่วิ่งกลับวิลล่าเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและไปโรงเรียนวันแรกในชีวิตที่ได้เกิดใหม่นี้
แม่ครัวมองเห็นซ่งเย่ที่ใส่ชุดกีฬาวิ่งเข้ามาจากนอกวิลล่า
เธอทักทายอย่างเป็นมิตร “คุณหนูรองจะรับอาหารเช้าตอนนี้เลยไหมคะ?”
“หือ เสร็จแล้วหรือคะ?” ซ่งเย่แปลกใจที่พบว่าอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ใช่ค่ะ พวกเราทำเสร็จตั้งแต่เช้าทุกวัน เมื่อถึงเวลาก็เพียงแค่อุ่นเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ”
“ก็ได้ค่ะ” ซ่งเย่พยักหน้าตกลงที่จะทานอาหารเช้าก่อนไปอาบน้ำแต่งตัว
สิบห้านาทีต่อมา
ซ่งเย่เข้ามาในห้องนอนแล้ว ระหว่างทางพบว่ายังไม่มีใครตื่นนอน
เธอตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะได้พบเพื่อนเก่าน่ารัก “ซูฉี” สาวอวบที่น่ารักและใจดีกับเธอเสมอ
เวลา 07.30 น. ทุกคนทานอาหารเช้าเสร็จหมดแล้ว
เว่ยผิงที่คอยจ้องจับผิดซ่งเย่ แต่เช้านี้กลับไม่พบเธอ จึงเอ่ยถามบนโต๊ะทานอาหาร
“เด็กกำพร้านั่น! ยังไม่ตื่นอีกหรือ? มันสายมากแล้ว จะทำให้หว่านเอ๋อร์ไปโรงเรียนสายได้นะ”