ไอที ธุรกิจ

“จุลพันธ์”ชี้ เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ “เครื่องยนต์ใหม่”ดันเศรษฐกิจไทย

ทันหุ้น
อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 08.56 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 08.56 น.

“จุลพันธ์”ชี้ เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ “เครื่องยนต์ใหม่”ดันเศรษฐกิจไทย เผยร่างกฎหมายผ่านการพิจารณากฤษฎีกาแล้ว เตรียมจ่อเข้าครม.และสภาฯ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเผยความคืบหน้าโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอทเพล็กซ์ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอทเพล็กซ์ ซึ่งได้ปรับแก้รายละเอียดกลับมาให้กระทรวงการคลังแล้ว โดยคลังจะส่งร่างกฎหมายที่มีการปรับปรุงเข้าสู่ครม. เพื่อที่เข้าสู่วาระการพิจารณาในสภาฯ ต่อไป

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

“ตามขั้นตอนการจัดทำกฎหมาย จะต้องมีการพิจารณาในสภาฯ วาระ 2 และ 3 แล้วมีการลงมติทุกขั้นตอน รวมทั้งจะเปิดให้ตัวแทนทุกฝ่ายร่วมพิจารณาด้วย ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาในสภาฯ เร็วๆ นี้“

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ ก็เพื่อให้โครงการนี้ มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตลดลง จาก 10% เหลือ 2% ซึ่งรัฐมองว่าไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงประชาชน ดังนั้น โครงการนี้ จึงเป็นโมเดลธุรกิจหนึ่งที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ หลายประเทศมีตัวอย่างการดำเนินโครงการที่แตกต่างกัน เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ดูไบ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งบางประเทศที่น่าเป็นห่วงก็มี แต่ยืนยันว่า โมเดลของไทยไม่ใช่เช่นนั้น เพราะของไทยพื้นที่ เอ็นเตอร์เทนเมนท์จะสามารถรองรับได้ทั้งครอบครัว โดยมีสวนน้ำ สวนสนุก และร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งมีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน ไม่ได้จัดตั้งเฉพาะคาสิโนเท่านั้น

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

สำหรับร่างกฎหมาย นิยาม คือ การให้บริการเพื่อการท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ การนันทนาการรูปแบบบันเทิงตามบัญชีท้าย โดยกฎหมายกำหนดต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่าง ต่อ 1 คาสิโน เช่น ในคาสิโน ต้องมีโรงแรม สวนสนุก สวนน้ำ โอท็อป ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร เป็นต้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา

นายจุลพันธ์ยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น สิงคโปร์ โดยพบว่า เมื่อมีการจัดตั้งเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กแล้ว ภาคการท่องเที่ยวก้าวกระโดด อัตราการเติบโตนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5-25% ขณะที่ไทยไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวไทยมีความแข็งแกร่ง แต่เชื่อว่าอัตราการเติบโตท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมาอีก 5-10% การใช้จ่ายต่อรายคาดเพิ่มเป็น 6.5 หมื่นบาท จาก 4.5 หมื่นบาทต่อราย ฉะนั้น ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ เชื่อว่าเป็นเชิงบวก

ส่วนสิ่งที่มีข้อกังวลด้านการกำกับดูแลนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเขียนกฎหมายเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแล ฉะนั้น ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างเดินหน้าสู่สภาฯ สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วม ต้องการดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันปรับ และกำหนด เพื่อให้สามารถบังคับใช้ ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกันกับโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ก็มีการปรับแก้ตลอด โดยเราพร้อมรับฟัง

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ทั้งนี้ การกำกับดูแล เบื้องต้น เราวาดแผนว่าจะมีการเข้มงวดในการกำหนดคนเข้า โดยเขียนในกฎหมายสำหรับคนที่จะเข้าไปใช้บริการ อย่างน้อยต้องมีเงิน 5,000 บาท ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เข้าไปกำหนดเรื่องเงินฝาก โดยลึกๆ ส่วนตัวแล้ว เรามีความเห็นแย้ง แต่ก็พร้อมรับฟัง และนำไปสู่การพิจารณาในสภาฯต่อไป นอกจากนี้ มองว่าปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาแล้ว เชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องปรามปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยังได้กำหนดให้มี 2 คณะกรรมการ ได้แก่ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการนโยบาย โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเป็นหัวหน้าที่จะรับผิดชอบขั้นสูงสุดทางสังคมได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องโปร่งใส รอบคอบ และพิสูจน์ได้

“เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการ และสำนักงานแล้ว จะต้องมีให้หน่วยงานเอกชนประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และผลกระทบทางสังคม เพื่อกำหนดพื้นที่ ผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ ทั้งนี้ เมื่อศึกษาแล้วคณะกรรมการจึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าพื้นที่ใดมีความเหมาะสม และจะมีการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันอย่างเป็นธรรม”

ส่วนประเด็นกังวลเรื่องทุนสีเทา สามารถตัดออกไปได้เลย เพราะเบริษัทขนาดใหญ่สนใจทั้งหมด และส่วนใหญ่ลงทุนหลายที่ และเม็ดเงินขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุน ไม่คุ้มความเสี่ยงที่จะถูกถอนใบอนุญาต และนักลงทุนต้องป้องกันการเกิดฟอกเงิน ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี ซึ่งไม่ได้เสี่ยงเฉพาะการถูกถอนใบอนุญาตในประเทศไทย แต่ประเทศอื่นๆ ก็เสี่ยงถูกถอนใบอนุญาตด้วย

“รัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงของทุกฝ่าย เราเชื่อว่า เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ คือ Game Changer จริงที่ประเทศไทยกำลังขาด อย่างไรก็ตาม เรียนว่าสุดท้ายจะออกมาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับวาระของสภาฯ ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของทุกคนจึงมีความสำคัญ และวาระสุดท้ายสภาฯ จะเห็นชอบหรือไม่ หากเห็นชอบจะเดินหน้าต่อไป แต่หากศึกษาว่า ไม่มีที่ใดในประเทศไทยมีพื้นที่เหมาะสม ก็จะไม่เกิด แต่เราเชื่อว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่มีศักยภาพ”

ช่องทางเฟสบุ๊ก ติดตามข่าวได้ที่เพจ ทันหุ้นออนไลน์

https://www.facebook.com/thunhoonnews