หลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 62 ที่ผ่านมา ต่างก็เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย อย่างดุเดือด วันนี้จันเลื่อนฟีดไปเจอผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ สุรพงษ์ (ขอสงวนชื่อเต็มของบัญชี)โพสต์รูปภาพผลการเลือกตั้งที่ตั้งข้อสงสัย และคาใจ
โดยระบุข้อความว่า “ข้อคิดเห็นของข้าพเจ้าต่อไปนี้ มิได้มาจากข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้านำมาจากเพื่อนผู้อยู่ในสื่อสังคมเดียวกันที่วิจารณ์การเลือกตั้งนี้อย่างมากมาย แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าหยิบออกมาเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น แต่ต้องขอโทษที่ไม่ได้อ้างแหล่งที่มา เพราะเป็นการอ้างอิงต่อๆกันมา แต่หลักฐานเหล่านั้นล้วนยืนยันด้วยหลักการประจักษ์นิยมในช่วงเวลานั้นๆ ดังเช่น
1 พลังประชารัฐได้คะแนนมากขนาดนี้ เพราะคนเล่นโซเชียลมีเดีย มีแค่ 27 ล้านคน ซึ่งรวมตัวเลขเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และคนพิการ ไว้ด้วย ฉะนั้นคนเคยด่าและวิพากษ์วิจารณ์ลุง ก็จะมีไม่เกินนั้น ดังนั้นผู้คน 40 ล้านคน ที่ไม่ได้เล่นโซเชียลมีเดีย แต่ทั้งนี้ต้องรวมเอาเด็กและคนที่ไม่สามารถไปเลือกตั้งได้คงเหลือ 30 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็น “พลังเงียบ” ที่อาจเลือกลุงตู่ แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นกลางในสื่อสังคมจะไม่ชอบเขา แต่ประชาชนธรรมดาที่ไม่พึ่งสื่อสังคม แต่พรรคของลุงก็เข้าถึงประชาชนรากหญ้าได้ด้วยนโยบายประชานิยมก่อนหน้า
2 มีพรรคการเมืองที่ลงสมัครมากมาย แต่พรรคที่ได้รับเลือกมีอยู่เพียง 20 พรรคหรือประมาณครึ่งหนึ่ง แต่มีพรรคเกินสิบในขณะนี้อยู่เพียง 7 พรรค ผลของระบบการเลือกตั้งตามวิธีคิดของ กรธ. ที่คิดวิธีการหาเสียงแทบตาย ก็คงได้การเมืองการปกครองน้ำเน่าไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้
3 บัตรเสียมีจำนวนเกือบสองล้านใบ แสดงให้เห็นนัยการเมืองที่แฝงไว้ว่าไม่ขอบพรรคการเมืองใดๆเลยหรือไม่ชอบวิธีเลือกตั้งแบบนี้ หากรวมบัตรเสียกับบัตรดีจะมีจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์ 32,151,243 คน ซึ่งมีจำนวนไม่เท่ากับผู้ไปใช้สิทธิ์จริง ซึ่งมีจำนวนที่แตกต่างกันกว่า 500,000 เสียง ดูแผนภูมิที่ 1
4 เมื่อมีการรวมคะแนนห้าพรรคใหญ่ แล้วคะแนนเสียงทั้งหมดของห้าพรรคใหญ่นั้นกลับมีจำนวนมากถึงยี่สิบสี่ล้านคน ซึ่งในขณะเวลานั้นมีผู้ไปใช้สิทธ์เพียงยี่สิบล้านคนเท่านั้น ผีโผล่มาได้อย่างไร ดูแผนภูมิที่ 2
5 พรรคการเมืองที่ได้ผู้แทนจากคะแนนเสียงที่พึงได้จากการแบ่งเขตเลือกตั้งต้องนำไปหักจากคะแนนเสียงของผู้สมัครที่ได้รับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจริง เพื่อนำมาคำนวณผู้แทนในระบบบัญชีรายชื่อ นั่นย่อมหมายความว่ายิ่งได้ผู้แทนจากคะแนนเสียงแบ่งเขตมาก ก็ย่อมได้ผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อน้อยลง อย่างไรก็ตามหากพรรคใหญ่ที่ได้เสียงอันดับสองในเกือบทุกเขตย่อมมีโอกาสสูงที่จะได้ผู้แทนจากระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น คะแนนเสียงจากเสียงผู้แพ้ที่ถูกนำมาคำนวณด้วยจะกลายเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของพรรคการเมือง อันขัดต่อหลักการประชาธิปไตยที่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่เป็นหลักเพียงแต่ปกป้องสิทธิ์ของเสียงส่วนน้อย อย่างไรก็ตามพรรคที่ได้คะแนนนิยมสูงแม้จะแพ้การการเลือกตั้งก็ยังมีโอกาสได้ผู้แทนจากบัญชีรายทดแทนเข้ามา ดูแผนภูมิ 3
6 ที่โคราชเขต 1 เมื่อใกล้เที่ยงคืน คะแนนเสียงของพรรคอนาคตใหม่มาเป็นที่ 1 และพลังประชารัฐมาเป็นที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 32,000 : 22,000 โดยประมาณเมื่อตอนใกล้เที่ยงคืน แต่ผ่านไปชั่วโมงครึ่ง กลายเป็นพลังประชารัฐเอาชนะอนาคตใหม่ไปด้วยคะแนนเสียง 23,000 : 21,000 โดยประมาณ ตัวเลขสะท้อนความตลกทางการเมือง ที่ผู้แพ้กลายเป็นผู้ชนะในพริบตา แต่คะแนนเสียงของผู้ชนะกลับมีคะแนนเสียงลดน้อยลงไปอีก ดังแผนภูมิที่ 4
7 จึงไม่แปลกใจอะไรที่ทำไม กกต. ถึงต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไป ดังแผนภูมิที่ 5 ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเลื่อนเลยเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้การไม่ได้ ต่อให้เลือกให้ตายมันก็ยังคงใช้ไม่ได้เพราะหลักการของมันขัดต่อหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่คำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ในการปกครอง รู้จักคำว่า majority rule ไหม แต่รัฐธรรมนูญฉบับคนบ้าเอาเสียงของผู้แพ้ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยมาคำนวณในการเป็นผู้แทนราษฎรถึงร้อยละ 30 หรือเกือบหนึ่งในสามของสภาผู้แทนราษฎรด้วย บ้าสิ้นดี!
งานนี้ไม่ต่างไปจากบทพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ที่รัฐนาวาที่ผ่านมาประกอบด้วยแต่ มหาชนคนโง่”