“SCGD เป็นผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในอาเซียน โดยปี 2564 มีส่วนแบ่งตลาดกระเบื้องเซรามิกอันดับ 1 ใน ประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ 33.0% 26.4% และ 16.8% ตามลำาดับ และส่วนแบ่งตลาดสุขภัณฑ์ อันดับ 1 ใน ประเทศไทย 32.8% ประกอบกับยังมีแบรนด์สินค้า แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับทั่วภูมิภาค ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม”
#SCGD #ทันหุ้น- SCGD พลิกโฉมครั้งใหญ่! ปรับโครงสร้างสว็อบหุ้น และนำหุ้น SCGD เข้าตลาดหลักทรัพย์แทน COTTO พร้อมเดินหน้าขายไอพีโอ 439.1 ล้านหุ้น หวังปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่ม Synergy และระดมทุนอัพแกร่ง คาดเข้าเทรด SET ปลายปีนี้ แถมสบช่องรุกหนักสยายปีกตลาดสุขภัณฑ์ในอาเซียนเต็มสูบ อัพฐานดันมาร์จิ้นพุ่ง ทว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไรคงต้องให้ “นำพล มลิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ ฉายภาพให้รับรู้
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เป็นแกนหลักของกลุ่ม บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ในการดำเนินธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ (Decor Surfaces & Bathroom) ผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีประสบการณ์ ดำเนินงานมาแล้วกว่า 40 ปี ปัจจุบัน SCGD เราเป็นผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ที่มีฐานผลิตกระเบื้องปูพื้น บุผนัง ในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และฐานผลิตสุขภัณฑ์ในประเทศไทย รวมถึงมีช่องทางจัดจําหน่ายที่หลากหลาย ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกรูปแบบทั่วภูมิภาคอาเซียน
เปิดพอร์ต SCGD
SCGD มีธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจตกแต่งพื้นผิว เป็นสัดส่วนรายได้หลักประมาณ 80% ได้แก่ กระเบื้องปูพื้น บุผนัง ผลิตภัณฑ์กระเบื้องไวนิล SPC (Stone Plastic Composite) และกระเบื้อง ไวนิล LVT (Luxury Vinyl Tile) ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดที่อยู่อาศัยและอาคารเชิงพาณิชย์ เนื่องจากติดตั้งง่าย และมีลวดลายธรรมชาติเสมือนจริง รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น กาวซีเมนต์ กาวยาแนว เป็นต้น และ 2) ธุรกิจสุขภัณฑ์ ได้แก่ สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ห้องน้ำ คิดเป็นสัดส่วนรายได้เกือบ 20% และมีอัตรากําไรที่ดี
อย่างไรก็ดี เดิมก่อนที่ SCGD จะดำเนินการปรับโครงสร้างเพื่อรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้บริษัท SCC มีบริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ดำเนินธุรกิจกระเบื้องเซรามิกและโฟกัสอยู่แค่ในประเทศไทย และกลุ่ม CLM เป็นหลัก แต่เมื่อรวมกลุ่มกันอยู่ภายใต้ SCGD ซึ่งจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนCOTTO นั้น ทำให้มีธุรกิจสุขภัณฑ์เพิ่มขึ้น และมีพื้นที่ตลาดใหญ่ขึ้น หากเทียบจำนวนประชากรของไทยที่มี 70 ล้านคน กับประชากรในอาเซียนที่มี 560 ล้านคน เท่ากับ เราจะสามารถขยายตลาดออกไปได้มากถึง 8 เท่า โดยปี 2564 มีมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์รวมกันกว่า 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ180,000 ล้านบาท) และคาดว่าในปี 2565-2569 ภาพรวมอุตสาหกรรมกระเบื้องเซรามิกและสุขภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซียจะมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะสูงกว่าอัตราการเติบโตในประเทศไทย โดยมีปัจจัยจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมืองและที่อยู่อาศัย (อ้างอิงจาก Euromonitor)
จุดแข็ง
SCGD เป็นผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในอาเซียน โดยปี2564 มีส่วนแบ่งตลาดกระเบื้องเซรามิกอันดับ 1 ในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ 33.0% 26.4% และ 16.8% ตามลำดับ และส่วนแบ่งตลาดสุขภัณฑ์ อันดับ 1 ใน ประเทศไทย 32.8% ประกอบกับยังมีแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับทั่วภูมิภาค ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มและหลากหลายผลิตภัณฑ์และมีทีม R&D จำนวนกว่า 250 คนที่เชี่ยวชาญการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าสูง (HVA)
นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และความหลากหลาย ซึ่งเป็นผลจากการมีกระบวนการผลิตที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านการนำกระบวนการผลิตกึ่งอัตโนมัติเข้ามาปรับใช้ เช่น ระบบลำเลียง Storage Car แบบอัตโนมัติ, เครื่องวัดเฉดสีกระเบื้อง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในโรงงานสุขภัณฑ์COTTO ซึ่งช่วยในการบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีช่องทางการจําหน่ายที่ครอบคลุมในภูมิภาคและมีร้านค้าปลีกของตนเอง ตลอดจนยังมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในแง่ความคืบหน้าการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนนั้นปัจจุบันทางสำนักงานคณะกรรมการกับกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติให้ SCGD เสนอขายหุ้น และแบบแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) มีผลใช้บังคับแล้ว
พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมปรับโครงสร้างโดยการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ COTTO ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2566 ที่ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น และชำระค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน SCGD ที่ช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นเท่ากับ IPO ที่ 11.20 – 15.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นเบื้องต้นจำนวน 4.6667 – 6.2500 หุ้น COTTO ต่อ 1 หุ้น SCGD (กรณีที่มีเศษหุ้นจะปัดทิ้งทั้งหมด) ภายหลังการปรับโครงสร้างและการ IPO หุ้น COTTO จะถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้น COTTO ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว กลายเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGD ซึ่งจะเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แทน โดยทาง SCGD จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนรวมจำนวนไม่เกิน 439,100,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 26.61 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อรองรับการแลกหุ้นกับ COTTO และเพื่อเสนอขาย IPO โดยคาดว่าน่าจะสามารถเปิดจองซื้อและเข้าทำการซื้อขายใน SET ได้ปลายปี 2566
ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนผ่านการเสนอขาย IPO ครั้งนี้ ทาง SCGD นั้นจะนำไปใช้ขยายธุรกิจ ทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ชำระคืนเงินกู้ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ การปรับโครงสร้างเงินทุน รวมถึงการควบรวมกิจการหากมีโอกาสในอนาคต
เป้าหมายอนาคต
ไม่เพียงเท่านั้นกลยุทธ์การเติบโตของ SCGD จะเน้นการขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงมียอดขายและส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากที่ผ่านมา SCGD ยังไม่ได้ทําการตลาดสุขภัณฑ์ในต่างประเทศมากนัก จึงเป็นกลยุทธ์ที่คาดว่าสามารถสร้างยอดขายจากต่างประเทศให้เพิ่มขึ้นได้มากขึ้น และช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว โดยจะอาศัยจุดแข็งของ SCGD ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำในธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในหลายๆ ประเทศในอาเซียน มาช่วยขยายให้ธุรกิจสุขภัณฑ์เติบโตได้มากขึ้น ประกอบกับมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ใหม่และสินค้านวัตกรรมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เช่น กลุ่มCOTTO Smart Toilet นวัตกรรมตอบโจทย์ด้านสุขภาพและอนามัย พัฒนาสินค้าแบรนด์ Quil เพื่อขยายตลาดพรีเมียมมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจตกแต่งพื้นผิว SCGD ตั้งเป้าที่จะต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะผ่านการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า เช่น ตลาดกลุ่มกระเบื้องไวนิล SPC และกระเบื้องไวนิล LVT สินค้านวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่อาทิ “Hygienic Tile” กระเบื้องยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ได้มากกว่าร้อยละ 90 และมี Silver Nano ปล่อยประจุบวกเพื่อกำจัดเชื้อ “AIR ION” กระเบื้องฟอกอากาศ รวมถึงการผสานความร่วมมือระหว่างฐานการผลิตแต่ละประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น เวียดนามที่ผลิตกระเบื้องเซรามิกในต้นทุนต่ำและมีคุณภาพดี ใช้ฐานการผลิตในไทยเพี่อผลิตสุขภัณฑ์ที่เน้นนวัตกรรม เป็นต้น รวมถึงเพิ่มการซอร์สซิ่งกระเบื้องจากผู้ผลิตภายนอกเป็น 20 ล้านตารางเมตรต่อปีภายในปี 2567 จากปัจจุบัน 12 ล้านตารางเมตรต่อปี และขยายไปยังกลุ่มสุขภัณฑ์และอื่นๆ
อนึ่ง นโยบายการปันผลของทางSCGD จะดำเนินการจ่ายไม่ต่ำกว่าระดับ 30% กำไรสุทธิตามงบการเงินรวม (หลังหักสำรองต่างๆ และหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล)