ทั่วไป

“ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” เมื่อกาลเวลาของอัลเบิร์ตและศาสดามาบรรจบกัน

H.I.P Marketing Studio
เผยแพร่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 05.33 น. • H.I.P Shout
กาลเวลา ยังคงเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่ใครหลายคนหยิบมาถกประเด็นกันอยู่ไม่ว่างเว้น และยิ่งเมื่อจักรวาลภาพยนตร์ #Marvel ที่อ้างอิงถึงกาลเวลาต่างมิติได้ฉายโรงออกสู่สายตาชาวโลกด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การตั้งข้อสันนิษฐานและการหยิบยกทฤษฎีต่างๆ มีมากขึ้นกว่าเดิม

แต่กาลเวลาที่มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนอย่างมากมายนั้น ในทาง #พระพุทธศาสนา ก็ได้หยิบยกมาอธิบายหลักธรรม

.

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

เมื่อวิทยาศาตร์และพุทธศาสนาที่ถูกตีคู่เป็นเส้นขนาน ถูกโยงมาบรรจบเป็นเส้นตรงด้วยการบิดเบือนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ตคงกำลังงุนงงอยู่เป็นแน่

.

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ก้องโลก ได้เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพที่ว่าด้วยเรื่องของเวลาเอาไว้ว่า การที่เวลาจะผ่านไปเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับวัตถุนั้นๆ ที่เคลื่อนที่สัมพัทธ์กับวัตถุอื่นๆ

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

.

อีกทั้งยังได้ยกปริศนาฝาแฝดพิษวงมาสนับสนุนทฤษฎีอีก ที่ว่าด้วยปรากฎการณ์การยืดของเวลา (Time Dilation) เมื่อแฝด A เดินทางสู่อวกาศด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง แต่เวลาจะช้ากว่าเมื่อเทียบกับแฝด B ที่อยู่บนพื้นโลก

.

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ในทางวิทยาศาสตร์กล่าวได้ว่าห้วงของเวลาและจักรวาลนั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่สามารถตัดแยกออกจากกันได้ ทุกวัตถุนั้นมีเวลาเป็นของตัวเอง และปัจจัยที่มีผลต่อการยืดหดของเวลาคือความเร็วในการเคลื่อนที่และสนามแรงโน้มถ่วง

.

แต่จะมีสิ่งใดที่มีความเร็วมากกว่าแสง เราก็รู้กันดีว่าไม่มี ไอน์สไตน์ได้สรุปว่าความเร็วของแสงนั้นคงที่อยู่เสมอในจักรวาล ยิ่งเข้าใกล้ความเร็วแสงมากเท่าไหร่ เวลาของวัตถุนั้นก็จะยิ่งช้าลง

.

ตัดกลับมาที่เส้นขนานอย่างพระพุทธศาสนา ศาสดาอย่างพระพุทธเจ้านั้นเคยนิยามจักรวาลไว้ในคัมภีร์อรรถสาลินีไว้ 3 ประการ ประการแรกคือจักรวาลมีที่ว่างไม่มีที่สิ้นสุด ประการที่สองคือดวงดาวหาสิ้นสุดมิได้ และประการสุดท้ายคือสรรพสัตว์ก็หาที่สิ้นสุดมิได้เช่นกัน

.

ซึ่งคำกล่าวนี้ถูกนำมาเกี่ยวโยงกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ อ้างอิงอย่างมีหลักเหตุผลว่า “ทุกสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” ไม่เว้นแม้แต่จักรวาลที่ยิ่งใหญ่ ที่มีจุดกำเนิดจากการระเบิดของสสารที่สะสมกันอยู่อย่างมหาศาล

.

แต่สำหรับกาลเวลาในทางพระพุทธศาสนา ที่เชื่อว่าแต่ละภพภูมิเวลาเป็นสิ่งที่ไม่คงที่ แต่จะขึ้นอยู่กับสภาวะของจิตแทน ที่เชื่อว่าจิตของเรานั้นเป็นสิ่งที่เดินทางเร็วกว่าแสงหลายล้านเท่า อีกทั้งยังไม่ตกอยู่ภายใต้การกระทำของแรงใดๆ เวลาจะเดินเร็วหรือช้าลง จิตนั้นเป็นตัวกำหนด

.

แต่จริงแน่หรือที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์จะใช้อธิบายหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สภาวะของจิตก็ไม่นับว่าเป็นจิตปรุงแต่งหรอกหรือ การบิดเบือนทฤษฎีเพื่อให้ได้มาซึ่งการสนับสนุนแก่นแท้ของศาสนานั้น เหตุใดจึงต้องบิดเบือนวิทยาศาสตร์กันด้วยล่ะ

.

กาลเวลาของนายอัลเบิร์ตและศาสดาแห่งพระพุทธศาสนาที่มาบรรจบเป็นถนนเส้นเดียวกันได้ เห็นทีจะเป็นเรื่องปรุงแต่งเสียแล้ว เพราะพระพุทธศาสนาใช้กาลเวลามามองหาความจริงแท้ของโลก ในขณะที่วิทยาศาสตร์นั้นมุ่งเน้นต่อยอดนวัตกรรมอย่างไม่รู้จบ

.

การที่วิทยาศาตร์และพระพุทธศาสนาถูกจับมัดรวมเพราะการบิดเบือนนี้ #TheShoutมองว่าเป็นเรื่องแปลก ท้ายสุดแล้วพุทธศาสนาก็เป็นเพียงนามธรรม ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์เป็นรูปธรรมได้เท่านั้นเอง

.

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : intrend.trueid.net/bangkok/รีวิวหนังสือ-ไอน์สไตน์พบ-พระพุทธเจ้าเห็น-trueidintrend_257479

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : intrend.trueid.net/bangkok/รีวิวหนังสือ-ไอน์สไตน์พบ-พระพุทธเจ้าเห็น-2-trueidintrend_260317

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : patorn-j.medium.com/ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น-มองจักรวาลผ่านมุมมองพุทธศาสนา-e3e6a7280d86

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.tnews.co.th/social/312242

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/192799

.

Read Me - We Shout l The Shout

Living Online Magazine

[Life, Culture, Creative, Spirit]

ดูข่าวต้นฉบับ