ไลฟ์สไตล์

ปริศนาโบราณคดี : ใครคือ 'พระนางอะตะปาเทวี' ในจารึกวัดร่ำเปิง 'โป่งน้อย-อโนชา-สิริยศวดี' หรือ 'ชายาจีนฮ่อของพระยอดเชียงราย'?

มติชนสุดสัปดาห์
อัพเดต 06 พ.ย. 2564 เวลา 16.17 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 08.30 น.

 

 

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ใครคือ ‘พระนางอะตะปาเทวี’ ในจารึกวัดร่ำเปิง

‘โป่งน้อย-อโนชา-สิริยศวดี’

หรือ ‘ชายาจีนฮ่อของพระยอดเชียงราย’?

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

 

ที่ “วัดร่ำเปิง” (มีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า “วัดตโปทาราม”) มีศิลาจารึกจอมปริศนาหลักหนึ่ง เขียนด้วยตัวอักษรฝักขาม (อักษรไทล้านนา) ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของพระวิหาร หรือด้านทิศตะวันออกของพระเจดีย์

จารึกหลักนี้มีสองหน้า ข้อความที่นักจารึกวิทยาได้ปริวรรตถอดความแล้ว และตีพิมพ์ในหนังสือที่วัดร่ำเปิงจัดทำ มีดังนี้

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

“วันศุกร์ขึ้นสามค่ำเดือนเจ็ด ปีชวด พุทธศักราช 2035 เวลา 08.20 น. ได้ฤกษ์ภรณี (ดาวงอนไถ) ได้โยคมหาอุจจ์ คือการก่อสร้างวัดได้ส่วนกันทั้งฝ่ายพุทธจักร และอาณาจักร โดยพระองค์ได้ทรงมีพระบัญชาให้พระมเหสีชื่อ ‘พระนางอะตะปาเทวี’ เป็นผู้ดำเนินการสร้าง พระนางอะตะปาเทวีได้ประชุมแต่งตั้งกรรมการ…”

จากนั้นเป็นรายนามพระมหาเถระ 5 รูป และรายนามขุนนางฝ่ายอาณาจักรอีก 7 คน ที่ได้รับหน้าที่ให้ทำงานสร้างพระเจดีย์และพระพุทธรูป ภายใต้การกำกับดูแลออกแบบอำนวยการสร้างโดย พระนางอะตะปาเทวี

คำถามคือ “พระนางอะตะปาเทวี” ผู้นี้คือใครกันแน่?

 

 

ศิลาจารึกหลักนี้ระบุศักราชชัดเจนว่าสร้างปี พ.ศ.2035 ตรงกับสมัยพระยอดเชียงราย (พระญายอดเชียงราย/พระเมืองยอด) กษัตริย์เชียงใหม่ลำดับที่ 10 (ครองราชย์ พ.ศ.2031-2038)

ในเมื่อพระยอดเชียงรายมีมเหสีที่เรารู้จักกันดีชื่อ “พระนางโป่งน้อย” หรือ “อโนชาเทวี” หรือ “สิริยศวดี” ผู้เป็นพระราชมารดาของกษัตริย์ลำดับที่ 11 คือพระเมืองแก้ว

หากยึดตามข้อมูลนี้ “พระนางอะตะปาเทวี” ก็ควรเป็นอีกนามหนึ่งของพระนาง “โป่งน้อย-อโนชาเทวี-สิริยศวดี” ด้วยเช่นเดียวกัน หมายความว่า คนคนเดียวมีชื่อมากถึง 4 ชื่อ!

ในเวทีประชุมสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติ “ไทศึกษา” ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2560 ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพหลัก ดิฉันได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานจัดเสวนาเกี่ยวกับ “ล้านนาศึกษา” จำนวนมากกว่า 20 หัวข้อ

หนึ่งในนั้นมีเรื่อง “เวียงน้อย เวียงเนรเทศ” รวมอยู่ด้วย เวทีเสวนามีการหยิบยกประเด็นเรื่องที่พระยอดเชียงรายถูกเนรเทศไปอยู่ที่ “เวียงน้อย” (เมืองน้อย) อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยคนที่เผด็จศึกราชบัลลังก์ของพระองค์หาใช่ใครที่ไหนเลย แท้ก็คือมเหสี พระนางโป่งน้อย/อโนชาเทวี/สิริยศวดี นั่นเอง โทษฐานที่พระยอดเชียงรายไป “หลงรักลูกฮ่อ” (หมายถึงจีนฮ่อ ภาษาล้านนาเขียน จีนห้อ) มากกว่าลูกตัวเอง (คือพระเมืองแก้ว)

งานเสวนาครั้งนั้น สมฤทธิ์ ลือชัย และเฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี สองนักวิชาการอิสระด้านล้านนาศึกษา ได้ถอดรหัสนัยของประโยคที่ว่า “รักลูกฮ่อยิ่งกว่าลูกตน” ได้ว่า เราไม่ควรตีความแบบชั้นเดียวแค่ตามตัวอักษร

หากควรพินิจให้ลึกซึ้งไปด้วยว่า พระยอดเชียงรายย่อมต้องมีจิตปฏิพัทธ์เสน่หาอย่างลึกล้ำต่อ “แม่ของลูกฮ่อ” ด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่?

และสตรีที่มีเชื้อสายจีนฮ่ออนงค์นั้น หากจะเป็นคนเดียวกันกับที่ปรากฏนามว่า “อะตะปาเทวี” ในจารึกวัดร่ำเปิง จะเป็นได้ไหม

 

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากเราไม่สามารถหาหลักฐานชิ้นอื่นใด มายืนยันชื่อของชายาผู้เป็นจีนฮ่อของพระยอดเชียงรายนี้ได้อีกเลย

บางทีจารึกหลักอื่นๆ อาจถูกทำลายไปหมดแล้ว โดยความหึงหวงของพระนางโป่งน้อยเองนั่นแหละในคราวที่พระนางมีอำนาจ ยกเว้นแต่จารึกหลักนี้ที่ไม่ถูกทำลาย อาจเป็นเพราะมีการจารึกนามของพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ร่วมเป็นสักขีในการสร้างวัดตโปทารามอยู่ด้วยหลายรูป จึงถือเป็นกฎหมายของบ้านเมืองอันศักดิ์สิทธิ์

ก่อนหน้าที่เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี จักนำเสนอประเด็นดังกล่าว นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ล้านนาแทบทุกคนลงความเห็นว่า “อะตะปาเทวี” ก็คืออีกชื่อหนึ่งของพระนางโป่งน้อยนั่นเอง ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก

บางท่านพยายามให้ความหมายว่า เหตุที่เรียกมเหสีของพระยอดเชียงราย (พระนางโป่งน้อย) ว่า “อะตะปา” นั้น สืบเนื่องมาจาก เพื่อเป็นการเฉลิมพระนามในฐานะที่พระนางโป่งน้อยได้ทำความดีความชอบ รับหน้าที่เป็นประธานในการสร้างวัดตโปทารามจนเสร็จสมบูรณ์

จากชื่อของวัด “ตะโป” แปลว่า เครื่องเผา ความร้อน ความเพียร แปลโดยรวมหมายถึง ธรรมอันเป็นเครื่องเผาบาปให้สิ้น

เมื่อนำคำว่า “ตะโป” ชื่อวัด มาแผลงเป็นชื่อสตรีว่า “ตะปา” แล้วเติม “อะ” นำหน้า ย่อมให้ความหมายหักล้างกัน กลายเป็นหมายถึงสิ่งที่ทำให้เกิด “ความเย็น” แทน ฉะนั้นชื่อ “อะตะปาเทวี” จึงแปลเป็นภาษาไทยว่า “พระนางเรือนเย็น”

ส่วนชื่อ “สิริยศวดี” นั้น ได้รับพระนามนี้หลังจากที่พระเมืองแก้วได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แทนพระยอดเชียงราย ยุวกษัตริย์พระเมืองแก้วจึงเฉลิมพระนามพระราชมารดายอยศขึ้นเป็น “สิริยศวดี”

หากเชื่อตามทฤษฎีนี้สรุปได้ว่า “โป่งน้อย” เป็นชื่อแรกเกิด ครั้นเป็นมเหสีของพระยอดเชียงรายชื่อ “อโนชาเทวี” เมื่อพระนางเป็นแม่งานสร้างวัดตโปทาราม ได้นามฉายาว่า “อะตะปาเทวี” กระทั่งเป็นมหาเทวี คือยกโอรสขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็มีชื่อว่า “สิริยศวดี”

ดังนั้น แต่ละนามของพระนางโป่งน้อยนั้น ล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาลอยๆ แม้จะดูเหมือนว่ามีชื่อมากเกินไปสักหน่อยก็ตาม

 

 

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นองค์ความรู้ชุดเดิมๆ ที่เคยเชื่อสืบต่อกันมา

กระทั่งการเปิดประเด็นคำถามอันแหลมคมของเฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี ต่อรูปแบบของพระเจดีย์ในวัดร่ำเปิง ว่าหากพระนางโป่งน้อยเทวีศรีล้านนาเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างพระเจดีย์ในวัดนี้จริง พระนางนึกอย่างไร จึงไปหยิบเอารูปแบบศิลปะจีนมาสร้าง?

สร้างเสร็จแล้ว ไม่รู้สึกเหมือนมีหนามมาคอยทิ่มตำใจบ้างเลยหรือ ในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าพระราชสวามีของพระนางปันใจให้กับสตรีอีกนางซึ่งมีเชื้อสายจีนฮ่อ ไฉนจึงกล้าตอกย้ำบาดแผลของตัวเองด้วยการใช้รูปแบบศิลปะจีนอยู่อีก?

เจดีย์ที่วัดร่ำเปิงมีรูปแบบแปลกตา คือเป็นทรงคล้าย “ถะ” ของจีน ชาวล้านนาเรียก “เจดีย์ปล่อง” (ออกเสียง “ป่อง”) ประกอบด้วยการนำเรือนธาตุในผังกลมมาซ้อนชั้นทั้งหมด 7 ชั้น เรือนธาตุแต่ละชั้นมีจระนำประดับซุ้มหน้านางประดิษฐานพระพุทธรูปชั้นละ 8 องค์

รูปแบบเช่นนี้นักวิชาการด้านสถาปัตย์ลงความเห็นว่าคล้ายกับ “ถะ” ของจีนอย่างไม่ต้องสงสัย และมีข้อน่าสังเกตว่า ยังมีเจดีย์ทรงเดียวกันนี้อีกสองแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ นั่นคือ ที่วัดพวกหงษ์ และที่วัดร้างเชียงโฉม ใกล้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

การปรากฏขึ้นของเจดีย์ทรงถะแบบจีนเช่นนี้ หากมองผิวเผินโดยไม่วิเคราะห์เจาะลึกว่าพระยอดเชียงรายมีจิตพิศวาสต่อสตรีชาวฮ่อนั้น ก็อาจคิดไปได้ว่า การเลือกรูปแบบดังกล่าวก็เพราะพระองค์เคยเสด็จไปจิ้มก้องที่เมืองจีน แล้วได้ทอดพระเนตรเห็นเจดีย์ทรงถะจึงจดจำนำรูปแบบมาประยุกต์สร้างในเชียงใหม่ 3-4 แห่งกระมัง

 

กรณีของชื่อวัด “ร่ำเปิง” ก็เป็นอีกหนึ่งปริศนาเช่นเดียวกัน ดิฉันได้สอบถามพระเณรและแม่ชีภายในวัดว่าใครเป็นคนตั้ง ชื่อเก่าหรือใหม่ประการใด ทางวัดอธิบายว่าชื่อนี้เป็นชื่อดั้งเดิม ตีคู่มากับชื่อตโปทาราม

ร่ำเปิง เป็นภาษาล้านนา ตรงกับคำว่า “รำพึง” หมายถึง “คร่ำครวญ ระลึกถึง คะนึงหา”

ครั้นเมื่อถามว่า “ใครร่ำเปิงถึงใคร” คำตอบก็มีอยู่สองเวอร์ชั่น

บางท่านว่า พระยอดเชียงรายน่าจะสร้างเพื่อรำลึกถึงพระราชบิดา (ท้าวบุญเรือง) กับพระราชมารดา ก็เป็นได้ เหตุที่พระราชบิดามาด่วนลาจากไปก่อนวัยอันควร ด้วยถูกสมเด็จพระอัยกา (พระเจ้าติโลกราช) ประหารชีวิตด้วยความหวาดระแวง

บ้างว่าพระยอดเชียงรายกับพระนางอะตะปาเทวีคะนึงหาถึงกันและกัน (แล้วใครเล่าคืออะตะปา?)

ไม่ไกลจากวัดร่ำเปิงมีวัดชื่อโป่งน้อย ภายในมีเจดีย์ทรงระฆัง 6 เหลี่ยม ตั้งอยู่บนฐานมาลัยเถา 6 เหลี่ยม รองรับด้วยฐานยกเก็จขนาดสูง อันเป็นรูปแบบเฉพาะหรืออัตลักษณ์ของล้านนาที่พบเห็นได้ทั่วไป

ก็น่าคิดไม่น้อย หากพระนางโป่งน้อยจะเป็นคนเดียวกันกับ “อะตะปา” ที่วัดของตัวเอง (หมายถึงวัดโป่งน้อย) สร้างเจดีย์เป็นทรงล้านนา ครั้นวัดที่พระราชสวามีให้เป็นประธานกลับไปเลือกรูปแบบศิลปะจีน?

สิ่งที่ต้องศึกษากันต่อไปเพื่อค้นหาคำตอบว่าชื่อของ “อะตะปา” นางนี้ จะใช่ชายาจีนฮ่อของพระญายอดเชียงรายหรือไม่ ก็คือต้องช่วยกันพิสูจน์ให้ได้ว่า เจดีย์ปล่องอีกสององค์ที่วัดพวกหงษ์ กับวัดเชียงโฉมนั้น สร้างเมื่อไหร่ โดยใคร อย่างไรกันแน่ มีร่องรอยอะไรเกี่ยวข้องกับความเป็นจีนฮ่อบ้างหรือไม่

เขียนถึงบรรทัดนี้ ดิฉันได้แต่ร่ำเปิง (รำพึงรำพัน) ในใจคนเดียวว่า “แหม่ พระนางโป่งน้อยมีชื่อตั้งมากมายหลายชื่อแล้ว ขอแบ่งชื่ออะตะปา (ซึ่งฟังไปฟังมาคล้ายชื่อจีน?) มาให้ชายาจีนฮ่อของพระยอดเชียงรายสักชื่อหนึ่งมิได้เลยหรือ?”

ดูข่าวต้นฉบับ