ไลฟ์สไตล์

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

Gourmet & Cuisine
อัพเดต 02 พ.ย. 2565 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2565 เวลา 04.51 น. • Gourmetand & Cuisine เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหาร

ตลอดปีที่ผ่านมาเราได้เห็นอาหารไทยหลายเมนูกลับมาฮอตฮิตติดเทรนด์จนกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ลูกชิ้นยืนกิน ขนมสายไหม ตามด้วยข่าวใหญ่เมื่อข้าวซอยเป็นซุปที่ได้รับการโหวตว่าอร่อยที่สุดในโลกจากผู้อ่าน TasteAtlas นอกจากจะเป็นที่เชิดหน้าชูตา ยังส่งผลให้อาหารไทยและผลิตภัณฑ์ของไทยถูกจับตามองมากขึ้น เช่นเดียวกับ “ซอสไทย” เบื้องหลังรสชาติอันเข้มข้นของทุกจานที่กำลังเติบโตในตลาดโลกเช่นกัน

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก
โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ซอสไทย สีสันบนจานอาหาร
สำหรับอาหารตะวันตก ซอส (Sauce) เปรียบเหมือนหัวใจในการทำอาหาร กระทั่งมีตำแหน่ง “พ่อครัวซอส” หรือ Saucier รับหน้าที่คิดค้นและรังสรรค์ซอสออกมาให้เข้ากับทุกจาน ในขณะที่ฝั่งเอเชียซอสก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน ในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนามต่างก็มีซอสสูตรเด็ดที่ถูกขนานนามว่าเป็นซอสประจำชาติ และไปสร้างชื่อในตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นซอสมิโซะ โคชูจัง ซอสฮอยซิน ซอสน้ำมันพริก ซอสหอยนางรม ซอสงา เป็นต้น ส่วนซอสไทย (Thai Sauce) ก็ขอยืดอกพูดอย่างภูมิใจว่าเป็น 1 ในตองอู เป็นอันรู้กันว่าคนไทยชอบปรุงและชอบจิ้ม ในครัวแต่ละบ้านจึงเรียงรายไปด้วยซอสหลากประเภท ทั้งซอสฝรั่ง ซอสเอเชีย และขาดไม่ได้คือซอสของบ้านเรา (กรุณาหันกลับไปมองครัวของท่าน) จุดเด่นของซอสไทยคือความ “ถึงเครื่อง” หอมกลิ่นสมุนไพรช่วยเติมเต็มรสชาติได้ลงตัว ด้วยวัฒนธรรมการกินเช่นนี้ซอสไทยจึงเฉิดฉายไม่แพ้ใคร ขนาดไปต่างประเทศก็ยังไม่วายพกน้ำจิ้มคู่ใจติดกระเป๋าไปด้วย อาหารจะจืดแค่ไหนบอกเลยว่าเอาอยู่ (น้ำจิ้มซีฟู้ดกอบกู้สถานการณ์ได้เสมอ) นอกจากจะลงมือโขลก ตำ ทำกินกันในครัวเรือนแล้ว ซอสของไทยยังพัฒนาจากซอสธรรมดาๆ สู่ซอสแบบสำเร็จรูปผ่านกระบวนการผลิตทันสมัย รสชาติสดใหม่และเก็บรักษาได้นาน ตอบโจทย์คนชอบทำอาหารแต่มีเวลาน้อยให้เนรมิตเมนูโปรดได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญยังส่งรสชาติเฉพาะตัวนี้ไปถึงคนไทยทั่วโลกที่ถวิลหาเมนูบ้านๆ พ่วงด้วยตำแหน่งผู้ช่วยมือหนึ่งให้ร้านอาหารไทยในต่างแดนที่ต้องเสิร์ฟอาหารแข่งกับเวลา

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

ซอสผัดไทย นึกถึงเมืองไทยต้องนึกถึงผัดไทยไว้ก่อน ซอสผัดไทยรสเปรี้ยวเค็มหวานจากส่วนประกอบหลัก ได้แก่ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ แต่จะทำให้รสชาติลงตัวนั้นไม่ง่าย ซอสผัดไทยแบบสำเร็จรูปจึงช่วยประหยัดเวลาได้ดี แถมยังพัฒนาไปไกล นอกจากรสดั้งเดิมตอนนี้เรายังได้เห็นซอสผัดไทยมันกุ้ง และซอสผัดไทยสูตรมังสวิรัติด้วย น้ำปลาร้าปรุงรส อย่างที่เคยเขียนไว้ในเล่มอาหารอีสานแล้วว่านี่คือยุคทองของน้ำปลาร้า เพราะแค่ในสหรัฐอเมริกาน้ำปลาร้าก็ถูกส่งไปขายเป็น 100 แบรนด์ ด้วยกลิ่นหอมๆ รสนัวกลมกล่อมที่ลูกอีสานขาดไปเหมือนใจจะขาด ไม่ใช่แค่ใส่ส้มตำเท่านั้น แต่ยังปรุงเมนูเด็ดได้อีกเพียบทั้งยำ อ่อม แกง ส่วนแบรนด์ไหนรสเค็มมาก เค็มน้อยก็เป็นความชอบส่วนบุคคล ซอสส้มตำ มีน้ำปลาร้าแล้วอย่าขาดน้ำส้มตำ ยุคนี้แล้วเราเสกส้มตำขึ้นมาได้แบบไม่ต้องมีครก แค่สับมะละกอ เติมเครื่องเคราลงไป ใส่น้ำส้มตำไทยรสเผ็ด เปรี้ยว หวานสดชื่นคลุกให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จพิธี แถมยังนำไปราดเป็นเดรสซิงทำเมนูสลัดได้ด้วย ซอสกะเพรา เมนูเผ็ดร้อนจากเครื่องโขลกอย่างพริกและกระเทียม แม้จะทำง่ายจนถูกแซวว่าเป็นเมนูสิ้นคิด แต่จริงๆ แล้วผัดกะเพราเป็นทอปปิกฮอตอยู่หลายครั้ง ล่าสุดกับกระแสน่ารักๆ ในโซเชียลเมื่อมีการโพสต์รูปผัดกะเพราหน้าตาคล้ายผัดผักรวมในสวีเดน จนเพจสถานทูตสวีเดนออกมาโพสต์ว่า “เค้าขอโทษ = Vi ber om ursäkt” จนแชร์กันกระหน่ำ (หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์) เอาเป็นว่าตอนนี้ซอสกะเพราหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ลองเอามาผัดแล้วฉุนเผลอจามไปหลายครั้ง นับว่าตอบโจทย์น้ำพริกเผา เกาหลีมีโคชูจัง ฝั่งไทยก็มีน้ำพริกเผาคาแรกเตอร์ใกล้เคียงกัน นอกจากใช้คลุกกับข้าวร้อนๆ กินกับผักสด ปลาย่าง รสเผ็ดเบาๆ ของน้ำพริกเผาเหมาะสำหรับใช้เป็นเบสของเครื่องปรุงรสได้หลายเมนู ทั้งต้มยำน้ำข้น ยำถั่วพู จนถึงเมนูฟิวชันอย่างพาสตา บาร์บีคิว และพิซซา เข้าท่าดีเชียว น้ำพริกเผา เกาหลีมีโคชูจัง ฝั่งไทยก็มีน้ำพริกเผาคาแรกเตอร์ใกล้เคียงกัน นอกจากใช้คลุกกับข้าวร้อนๆ กินกับผักสด ปลาย่างรสเผ็ดเบาๆ ของน้ำพริกเผาเหมาะสำหรับใช้เป็นเบสของเครื่องปรุงรสได้หลายเมนู ทั้งต้มยำน้ำข้น ยำถั่วพู จนถึงเมนูฟิวชันอย่างพาสตา บาร์บีคิว และพิซซา เข้าท่าทีเดียว น้ำจิ้มไก่ คว้าใจคนทั่วโลกไปหลายดวงแล้วสำหรับน้ำจิ้มไก่ (หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักในชื่อ Sweet Chili Sauce) ซอสดาวเด่นจากไทยที่มีส่วนประกอบหลักๆ เป็นพริก กระเทียม น้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู มาพร้อมรสชาติที่ไม่มีใครเหมือน รสหวานนำ ตามด้วยรสเผ็ดเพียงเล็กน้อย แถมสีสันก็สวยงาม จิ้มกับอะไรก็เข้ากันไปหมด โดยเฉพาะของทอดแบบดีปฟรายส์ จนเหล่ายูทูบเบอร์สายอาหารลองแกะสูตรตามกันเพียบ

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง
ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

The Power of Sriracha Sauce
หลายปีที่ผ่านมามีประเด็นให้ถกกันข้ามประเทศว่าซอสพริกศรีราชานั้นเป็นของไทยหรือเวียดนามกันแน่? สำหรับคนไทยที่โตมากับซอสพริกศรีราชาย่อมรู้สึกว่านี่แหละคือซอสสัญชาติไทยโดยแท้ (แค่ชื่อยังศรีราชาเลย) ตามประวัติพบว่าซอสพริกศรีราชามีที่มาจาก “น้ำพริก” เครื่องจิ้มที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน โดยผู้คิดค้นคนแรกคือนายกิมซัว ทิมกระจ่าง ชาวไทยเชื้อสายจีนในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ. 2456 และกลายเป็นต้นแบบซอสพริกศรีราชาที่แพร่หลายในปัจจุบัน แต่วันดีคืนดีก็พบว่ามีซอสชื่อเดียวกันเป๊ะยี่ห้อตราไก่ของนายเดวิด ทรานส์ไปโด่งดังอยู่ในอเมริกา ซึ่งซอสที่ว่าก็ดันฮิตจนติดอันดับเครื่องปรุงสุดร้อนแรงแห่งปี ค.ศ. 2010-2011 จนเหล่าเชฟ ร้านอาหารชื่อดัง แบรนด์ขนม และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำไปทำเป็นเมนูออกมากันอย่างคึกคัก แม้จะเป็นศึกของกินย่อมๆ ที่ถกเถียงกันเรื่อยมา แต่ต้องบอกว่าลูกค้าเป็นคนละกลุ่ม ซอสสัญชาติไทยเด่นด้วยความจัดจ้านจากวัตถุดิบหลักคือพริกชี้ฟ้า ส่วนแบรนด์ตราไก่ได้ความเผ็ดจากพริกฮาลาเปโย (Jalapeño) แม้จะชื่อเหมือนกันแต่รสชาติต่างนะ

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก
โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

เจาะลึกซอสไทยในตลาดโลก
ถึงเวลาที่สปอตไลต์จะส่องไฟมาที่ซอสไทยบ้างแล้ว จากข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น รวบรวม และเรียบเรียงโดยคุณปิติชัย รัตนนาคะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสินค้าเกษตรและอาหาร คุณพงศ์กานต์ พรหมสาส์น นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ทำให้เรารู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาอาหารไทยยังเป็นที่โปรดปรานในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมถึงในเอเชีย ทั้ง 2 ท่านได้ให้ภาพรวมไว้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนจะไปถึงเรื่องซอสไทยต้องเล่าถึงภาพรวมตลาดสินค้าซอสและเครื่องปรุงทั่วโลกในปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมาว่ามีมูลค่ากว่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าปี พ.ศ. 2565-2573 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 5.6 ด้วยเหตุผลหลายปัจจัย ทั้งการที่ผู้คนรับรู้ถึงประโยชน์ของเครื่องเทศและสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการทำซอสมากขึ้น รวมถึงหันกลับมาทำอาหารที่บ้านจากผลพวงของโควิด-19 ทำให้ซอสจากหลายประเทศได้เฉิดฉายในเวทีระดับโลก โดยเฉพาะซอสจากฟากฝั่งเอเชีย ทั้งไทย อินเดีย จีน และเวียดนาม ตลาดซอสโลกใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกานั้นผู้คนให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการควบคู่กับเรื่องสิ่งแวดล้อม มีการนำสมุนไพรมาใช้มากขึ้น ในปี พ.ศ. 2565 ซอสและเครื่องปรุงรสที่มาแรงคือซอสและเครื่องปรุงที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง ซอสและเครื่องปรุงที่มีส่วนผสมของยูซุ ซอสที่มีส่วนผสมจากสมุนไพร ซอสที่มีส่วนผสมที่เน้นเรื่องสุขภาพเฉพาะทาง รวมถึงซอสและเครื่องปรุงรสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศนั้นๆ (ไทยแลนด์สู้เขา) ขณะที่ฝั่งยุโรป สินค้าของไทยกำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะสินค้าที่มีรสเผ็ด หรือมีซอสพริกเป็นส่วนประกอบ อาทิ ขนมขบเคี้ยวรส Thai Sweet Chili Sauce หรือแม้แต่ซอส Sriracha Mayo ก็นับว่ามาแรง ส่วนออสเตรเลียเป็นตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้คนนิยมซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ สืบย้อนถึงแหล่งที่มาได้และให้ความสำคัญกับ Sustainable Packaging มีฉลากที่อธิบายส่วนผสมของสินค้าและที่มาอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะซอสแบบ Table Sauce ขวด PET รีไซเคิลแบบบีบและแบบ Pouches ก็มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมต่อเนื่อง กลับมาที่ซอสไทยกันบ้าง สำหรับประเทศที่ซอสไทยไปตีตลาด 3 อันดับแรกก็ไม่เหนือการคาดหมาย เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ที่สุด โดยในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2565 มีมูลค่าการส่งออก
ซอสไทยสูงถึง 1,976.48 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 25.05% รองลงมาคือญี่ปุ่น 1,479.33 ล้านบาท โตขึ้น 6.57% และอันดับ 3 คือออสเตรเลีย 1,275.16 ล้านบาท โตขึ้น 41%

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

5 Most Popular Thai Sauces
แค่ 7 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม 2565) มูลค่าการส่งออกซอสไทยก็มีมูลค่าถึง 14,569.34 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16.43% โดยซอสจากประเทศไทยที่ขายดี 5 อันดับแรก ได้แก่

  • ซอสอื่นๆ (สำหรับทารก) มูลค่า 4,972.66 ล้านบาท
  • ซอสอื่นๆ (ซอสหอยนางรม, คุกกิงไวน์) มูลค่า 3,503.84 ล้านบาท
  • ซอสพริก มูลค่า 3,202.80 ล้านบาท
  • น้ำปลา มูลค่า 1,543.22 ล้านบาท
  • ซอสถั่วเหลือง มูลค่า 919.66 ล้านบาท จากข้อมูลข้างต้นอาจสรุปได้ว่าซอสไทยมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ก็เดินหน้าส่งเสริมผู้ผลิตไทยผ่านหลายโครงการ อาทิ งานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX - Anuga Asia และแพลตฟอรม THAIFEX - Virtual Trade Show การจัดแสดงสินค้าในรูปแบบคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในประเทศต่างๆ เช่น งาน FOODEX ที่ญี่ปุ่น งาน ANUGA และงาน BIOFACH ที่เยอรมนี งาน GULFOOD ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในต่างประเทศอีกมากมาย ส่วนสิ่งที่ผู้ผลิตซอสไทยควรเดินหน้าต่อคือพัฒนาโปรดักต์ให้มีความหลากหลายแต่ยังคงเอกลักษณ์เอาไว้ ออกแบบแพ็กเกจให้ใช้งานง่าย เหมาะกับลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มร้านอาหารและผู้บริโภค โดยมีรายละเอียดบนฉลากครบถ้วนตามระเบียบของประเทศปลายทาง เน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ใช้ส่วนผสมที่หลากหลายโดยเฉพาะการนำสมุนไพรมาประยุกต์เพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากจะสอดคล้องกับเทรนด์โลกแล้ว ยังคงรสชาติไทยของไทยไว้ได้อย่างดี
ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก
ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

จันท์เจ้า ร้านของคนชอบกินซอสไทย
ที่ร้านจันท์เจ้าในซอยเอกมัย 2 ของคุณสี่รัก คุณทิพย์ และคุณบุส ไม่เพียงรวมเมนูอร่อยจากภาคตะวันออกไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังมีของดีประจำภาคอย่างซอสไทยที่ผลิตในชุมชนหลายแบรนด์ ทั้งซอสพริกศรีราชา น้ำปลา ไปจนถึงกะปิและน้ำพริกเผา

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

“ซอสไทยผูกพันกับความเป็นชุมชนมากนะ บ้านไหนชอบรสชาติไหนก็จะทำรสชาตินั้นขาย อย่างคนจันทบุรีติดหวาน น้ำจิ้มจะออกรสหวานหน่อย ขนาดซอสศรีราชาก็ยังมีหลายประเภท ทั้งออกรสหวานและออกรสเผ็ด” ซอสที่วางขายที่ร้านจันท์เจ้าจึงคัดจากแบรนด์ที่ผูกพันและคุ้นเคย คุณทิพย์เล่าว่าตอนเด็กๆ ไปบ้านคุณสี่รักที่เมืองจันท์ จะเห็นการกินส้มจิ้มน้ำปลา ปูดองน้ำปลา กระทั่งเส้นก๋วยเตี๋ยวคลุกน้ำปลา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของน้ำปลาของภาคตะวันออกที่จะไม่เค็มแหลมแสบคอ แต่จะมีรสหวานนิดๆ มีความละมุนละม่อม “ถามว่าซอสไทยจะไปได้ไกลเหมือนซอสฝรั่งไหม เรามองว่าขึ้นอยู่กับการเล่าเรื่องของคนที่ทำอาหารว่าซอสของเขาจะทำให้จานนี้อร่อยขึ้นอย่างไร รวมถึงเรื่องกระบวนการผลิต และที่มาของวัตถุดิบด้วย เพราะฉะนั้นถ้าช่วยกันเล่าออกไปให้กว้าง คิดว่าซอสไทยจะเกิดในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้นค่ะ”

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก
ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

Exotic Food ซอสไทยเพื่อการส่งออก
หลายคนอาจคุ้นเคยกับซอสแบรนด์ไทยที่เริ่มจากการผลิตในบ้านเรา แล้วจึงขยับขยายช่องทางการตลาดสู่ต่างประเทศ แต่สำหรับ Exotic Food ผู้ผลิตและส่งออกซอสไทยแบรนด์ Exotic Food, Thai Pride และ Flying Goose กลับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะตลอด 23 ปีที่ผ่านมา Exotic Food บุกตลาดต่างประเทศตั้งแต่วันแรก โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่ฝั่งยุโรปและตลาดรองในอีก 5 ทวีปทั่วโลก คุณวาสนา จันทรัช Managing Director บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพี่ชายยังเรียนอยู่ที่ต่างแดน จะเข้าครัวทำอาหารกินเองสักครั้งก็หาซื้อซอส เครื่องปรุงรสชาติถูกปากในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่ใช่ไชน่าทาวน์ค่อนข้างยาก เมื่อกลับไทยจึงนำไอเดียนี้มาต่อยอดทำธุรกิจซอสส่งออกให้ชาวต่างชาติ หรือคนไทยในต่างประเทศได้หาซื้อซอสง่ายขึ้น

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

“ซอสของแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์ของตัวเอง พูดถึงซอสญี่ปุ่นคนจะนึกถึงซอยซอส ซอสจีนนึกถึงซอสหอยนางรม แต่ถ้าพูดถึงซอสไทยเมื่อไรคนจะคิดถึงน้ำจิ้มไก่ ซึ่งชาวต่างชาติจะเรียกว่า Sweet Chili Sauce หรือ ‘ซอสพริกที่ออกรสหวาน’ เป็นซอสที่นำไปใช้ได้หลากหลาย คล้ายๆ กับที่เรานำเคตชัพมาจิ้มกับทุกอย่าง “ซอสของเอ็กโซติค ฟู้ดเองมีมากกว่า 200 ชนิด แต่ที่เป็นที่นิยมแทบในทุกประเทศคือสวีท ชิลลี่ ซอส กับซอสศรีราชา แต่ถึงอย่างนั้นในแต่ละประเทศมีรสชาติที่ชอบเป็นของตัวเอง บางประเทศไม่ชอบกลิ่นกระเทียมเลยในขณะที่คนไทยชอบกลิ่นกระเทียมเยอะๆ ใส่กระเทียมดองเข้าไป ยิ่งนัวยิ่งอร่อย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับประเทศที่ส่งออกด้วยว่ากินเผ็ดได้ระดับไหน ไม่ชอบกลิ่นสมุนไพรอะไรบ้าง”
ส่วนเรื่องแพ็กเกจจิงคุณวาสนาเสริมว่าอาจเป็นสิ่งแรกที่ต้องตา แต่เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น “คนในยุคนี้อยากได้ข้อมูลที่ละเอียดขึ้น เช่น วีแกนไหม ใส่น้ำตาลเยอะแค่ไหน โซเดียมสูงหรือไม่ จริงอยู่ที่ฉลากสวยอาจจะถูกหยิบก่อน แต่อย่างไรแล้วลูกค้าจะศึกษาอย่างอื่นประกอบด้วย”
ในช่วงที่อาหารไทยกำลังฮอตฮิตติดลมบนในต่างแดนเช่นนี้ คุณวาสนาทิ้งท้ายไว้ว่าความตั้งใจของแบรนด์คือการทำให้อาหารไทยเข้าถึงง่าย ไม่เฉพาะคนไทย แต่รวมถึงคนในประเทศนั้นๆ ที่อยากลองทำอาหารไทยที่บ้าน “เราพยายามส่งออกผลิตภัณฑ์ผ่านเชนใหญ่ๆ เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายที่สุด คิดถึงอาหารไทยเมื่อไร อยากให้เขาเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเจอซอสของเราได้ทันที” เห็นตลาดซอสไทยคึกคักแบบนี้ น่าลุ้นว่าในปีหน้าเราจะได้เห็นการเติบโตและการแข่งขันที่เร้าใจขึ้นขนาดไหน จะได้เห็นซอสไทยตีตลาดโลกได้มากขึ้นอีกหรือไม่

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

เป็นเรื่องที่เราขอเอาใจช่วยแบบสุดตัว “น้ำพริกส็อก” น้ำพริกเมืองเหนือที่เป็นมากกว่าน้ำพริก
เป็นการนำเมนูโปรดวัยเยาว์มาต่อยอดได้อย่างชาญฉลาด สำหรับ “น้ำพริกส็อก” น้ำพริกเมืองเหนือของเชฟเมย์-พัทธนันท์ ธงทอง เชฟฝีมือดีแห่ง Maze Dining ที่นำน้ำพริกที่กำลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลาให้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในชื่อ “น้ำพริกส็อก by Chef May”

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

จุดเด่นของน้ำพริกส็อก (หรือที่รู้จักกันในชื่อน้ำพริกมะเขือส้มจี่) มีวัตถุดิบหลักคือมะเขือเทศย่างและน้ำพริกตาแดง ซึ่งเชฟเปลี่ยนจากการย่างแบบเตาถ่านมาใช้การย่างด้วยเตาอินฟราเรดเพื่อให้มะเขือเทศสุกเท่ากันทุกผล รสชาติคงที่ ไม่มีเขม่าควัน รสชาติเข้มข้น ได้กลิ่นหอมของกระเทียมและกะปิ

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

ความน่าสนใจอยู่ที่เชฟไม่ได้มองว่านี่เป็นน้ำพริกธรรมดา แต่นำเสนอในรูปแบบซอสไทยที่จะสร้างชื่อในระดับสากล อารมณ์เดียวกับโคชูจังของเกาหลี Tomato Paste ของอิตาลี และมิโซะของญี่ปุ่น การกินน้ำพริกส็อกจึงสนุกและวาไรตี้ เพราะนอกจากจะใช้จิ้มกับของทอด ยังนำไปทำเมนูอื่นได้ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะทำเป็นซอสสำหรับผัด ใส่ไข่เจียว ใช้ทาขนมปัง ทำเป็นเบสน้ำซุป ทำเป็นน้ำสลัด ทำเป็นไส้ทาร์ตแบบคาว หรือแม้แต่เป็นไส้ขนมหวาน แถมยังออกแบบแพ็กเกจที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับตั้งไว้บนโต๊ะอาหาร

ThaiSauce ว่าด้วยเรื่องซอสไทยยุคใหม่ในตลาดโลก

ส่วนโปรเจ็กต์ต่อไปของเชฟเมย์จะเป็นอะไรนั้น โปรดติดตาม ขอขอบคุณ

  • คุณปิติชัย รัตนนาคะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสินค้าเกษตรและอาหาร, คุณพงศ์กานต์ พรหมสาส์น นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

  • คุณวาสนา จันทรัช Managing Director บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) (https://www.exoticfoodthailand.com/)

  • เชฟเมย์-พัทธนันท์ ธงทอง ร้าน Maze Dining โทร. 09-2295-1915

  • คุณสี่รัก คุณประภากร, คุณบุสรา มหาผลเจริญ, คุณสุนิสา อรรถการวงศ์ ร้านจันท์เจ้า โทร. 09-2264-4945แหล่งข้อมูล

  • สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ, สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป, กรมศุลกากร

  • https://infothaifood.wordpress.com/

  • http://www.konruksriracha.in.th

  • https://www.ditp.go.th/

ดูข่าวต้นฉบับ