ทั่วไป

แผ่นดินไหวตอผุด! ยิ่งขุดยิ่งเจอ ตึกสตง.ถล่ม ส่อปมทุจริต

INN News
อัพเดต 26 เม.ย. 2568 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2568 เวลา 02.33 น. • INN News
แผ่นดินไหวตอผุด! ยิ่งขุดยิ่งเจอ ตึกสตง.ถล่ม ส่อปมทุจริต
โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนกับเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะนี้หลายภาคส่วนยังระดมสรรพกำลัง ในการรื้อเศษซากอาคารที่พังถล่มควบคู่ไปกับการค้นหาร่างของผู้สูญหายในซากตึกแห่งนี้ แต่สิ่งที่สังคมจับตาและจับจ้องนั่นคือ การพังถล่มของตึก สตง. ในครั้งนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ใครจะต้องรับผิดชอบ สาเหตุของตึกถล่มเกิดจากอะไร แม้ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษและตำรวจยังคงเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

โดยในส่วนของ ดีเอสไอ ที่ดูเรื่องคดี นอมินีเป็นหลัก ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ก่อสร้างอาคารสตง. รวม 4 คน เป็นคนจีน 1 คน และ คนไทย 3 คน คือ ชวนหลิง จาง สัญชาติจีน กรรมการผู้ถือหุ้น 49 % ให้การยอมรับว่า เป็นผู้แทนรัฐวิสาหกิจของประเทศจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยในนามรัฐบาลจีน ไม่ได้ให้ใครมาถือหุ้นแทน และเป็นเพียงฝ่ายบริหารที่ถูกส่งมาบริหารบริษัทในไทย ส่วนคนไทย คือนายโสภณ มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 40.80% นายประจวบ ถือหุ้น 10.20% หรือ 102,000 หุ้น และมานัส ถือหุ้นเพียง 3 หุ้น

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) ให้ข้อมูล ว่า ทั้ง 3 คน ให้ข้อเท็จจริงตรงกัน เรื่องความสัมพันธ์กับกรรมการถือหุ้นชาวจีน ชวนหลิน จาง ว่า เขา รู้จักกันโดยประจวบและมานัส เคยทำงานในบริษัทที่มีกรรมการชาวจีนเกี่ยวข้องอยู่และไม่ได้เริ่มงานกับ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ แต่เริ่มต้นมาจากทำงานกับบริษัทอื่น ส่วนนายโสภณ ถูกชักชวนจากประจวบและมานัส หลังเกิดเหตุการณ์อาคารสตง.ถล่ม ทั้งหมดได้กบดานเงียบ จนกระทั่งทราบว่าตนเองถูกออกหมายจับ จึงทยอยเข้ามอบตัว ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาความผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 37 และมาตรา 41

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ของดีเอสไอ เรียกได้ว่า ยิ่งสอบลึก ยิ่งขุด ยิ่งเจอความผิดปกติ ทั้งการลดงบประมาณ และการแก้แบบต่าง ๆ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ข้อมูลที่ดีเอสไอได้เป็นส่วนหนึ่ง ในคดีนอมินีจะเป็นประโยชน์ โดยนายสมเกียรติถือเป็น 1 ในจิ๊กซอว์ที่จะนําไปเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดการปลอมแปลงเอกสารจะเป็นสาเหตุอะไรหลาย ๆ อย่างหรือไม่ อาทิ การออกแบบ การควบคุมงานจะต้องมีการขยายผลอยู่แล้ว การปลอมแปลงลายเซ็นวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้าง เป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นเมื่อนายสมเกียรติ ชูแสงสุข ประธานอนุกรรมการคลินิกช่าง ภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) วังทองหลาง หลังพบว่าตนเองถูกแอบอ้างชื่อในเอกสารแก้ไขแบบปล่องลิฟต์ของอาคาร สตง. แห่งใหม่ที่พังถล่มลงมา

นายสมเกียรติ บอกว่าจากการตรวจสอบเอกสาร พบว่า ตนเองถูกแอบอ้างชื่อมา 5 ปี และยืนยันลายเซ็นทั้งหมดเป็นของปลอม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่นำชื่อเขาไปแอบอ้าง ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเดือนละกว่า 100,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราตอบแทนรายเดือนสำหรับวิศวกรรมโยธา ผู้ควบคุมงานโครงสร้างขนาดใหญ่ นอกจากพิรุธการปลอมแปลงลายเซ็นแล้ว ข้อมูลสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยคือพบรายชื่อบุคคลที่เซ็นชื่อออกแบบก่อสร้างอาคาร สตง. แห่งนี้ เป็นวิศวกรที่มีอายุมากถึง 85 ปีซึ่งเจ้าตัวชี้แจงว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร กับการออกแบบตึก สตง.ครั้งนี้เพราะไม่ได้ออกแบบมานานแล้ว

พ.ต.อ. ทวี ยังระบุว่า ตามปกติแล้ว การก่อสร้างหน่วยงานราชการจะให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ แต่กรณีของ ตึก สตง. ทั้งสองหน่วยงานไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ เนื่องจากไม่สามารถออกแบบได้ทันตามกรอบเวลา 180 วัน ซึ่งดีเอสไอ ระบุว่า “ไม่ได้ผิดปกติมากนัก” กระทั่งตึกถล่มมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือ และวิศวกรวัย 85 ถูกแอบอ้างชื่อ จึงชี้ชัดว่า การออกแบบอาคาร สตง. มีปัญหา และมีความ “ผิดปกติอย่างยิ่ง”

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ขณะที่ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ออกเอกสารชี้แจง ขั้นตอนการดําเนินการเกี่ยวกับการบริหารสัญญา (กรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์ (Core Lift) บางจุด และการแก้ไขสัญญา โดยระบุว่า ในการดําเนินโครงการก่อสร้างอาคารที่ทําการสํานักงานแห่งใหม่ สตง.ได้ทําสัญญาว่าจ้างผู้รับจ้างออกแบบ กรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์บางจุดเกิดขึ้นในช่วงการบริหารสัญญาระหว่างดําเนินการก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน กล่าวคือ ขนาดของผนังปล่องลิฟต์บริเวณทางเดินเมื่อรวมกับวัสดุตกแต่งตามแบบ ทําให้ทางเดินมีความกว้าง ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 สตง.จึงได้ดําเนินการตาม ขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ทุกขั้นตอน

กระแสสังคมเรียกร้องให้หน่วยงานที่ตรวจสอบ เรื่องตึก สตง. ถล่ม เร่งสืบสวนสอบสวน เพื่อหาคนผิดที่แท้จริงมาลงโทษ เพราะนอกเหนือจากที่ ต้องออกมาแสดงความรับผิด กับการเสียชีวิตของคนจำนวนมากแล้ว ยังต้องรับผิดชอบต่องบประมาณแผ่นดินที่ต้องสูญเสียไปในครั้งนี้ อีกด้วย

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ