จำคุก "ไผ่ ดาวดิน-ยาใจ ทะลุฟ้า" 1 ปี ปรับคนละ6,000 บาท สาดสีใส่ สน.ทุ่งสองห้อง ชุมนุมไล่บิ๊กตู่
ที่ห้องพิจารณาคดี711 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันชุมนุม หมายเลขดำ อ.2608/2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา4 เป็นโจทก์ฟ้องนาย นายจตุภัทร์บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดินนายทรงพล สนธิรักษ์ หรือ ยาใจ กับพวกรวมทั้งหมด18 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายฯ ตาม พ.ร.ก.แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฯ โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่3 ส.ค. 2564 จำเลยทั้ง18 คนร่วมกัน และแยกกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทโดยร่วมกับพวกรวมประมาณ50 คน ชุมนุมมั่วสุมขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่บริเวณหน้า สน.ทุ่งสองห้อง โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีโอกาสติดต่อสัมผัสเชื้อโรค ไม่มีมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19
นอกจากนี้พวกจำเลยยังได้ใช้สีสาดใส่ป้ายชื่อ สน.ทุ่งสองห้อง ผนังตึกอาคาร พื้นทางขึ้น สน.ทุ่งสองห้องได้รับความเสียหายเป็นเงิน20,000 บาท โดยมีจำเลยที่1 ใช้เครื่องขยายเสียงสั่งการ ยุยง ชักชวน ส่งเสริม ให้ผู้ร่วมชุมนุมกระทำผิดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพวกจำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความพยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้ง18 คนและบุคคลอื่นอีกรวมกัน29 คน ถูกคุมขังในคดีอื่นที่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค1(บก ตชด.ภ.1) ตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี ต่อมามีการขอปล่อยชั่วคราวและศาลอนุญาต จากนั้นจึงได้นัดมารับพวกที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยมีการนำจำเลยและผู้ต้องหาอื่นนั่งรถ6 ล้อมาด้วยกัน เมื่อถึงสน.ทุ่งสองห้องตำรวจได้แจ้งให้มารับรถของพวกจำเลยที่ถูกตำรวจยึดไว้จำนวน7 คัน ตั้งแต่วันที่2 ส.ค.2564 ซึ่งระหว่างรอรับรถต้องใช้เวลาตรวจสอบแต่จำเลยทั้ง18 คนจะขอรับรถเพื่อจะนั่งกลับไปด้วยกัน และจะไปชุมนุมกันต่อที่หอศิลป์กรุงเทพ ฯ โดยจำเลยที่1 ได้ผลัดกับเพื่อนปราศรัยโจมตีการทำงานรัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยการปราศรัยอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญไม่มีพฤติการณ์ก่อความวุ่นวาย ไม่ได้เป็นการจัดการชุมนุม อีกทั้งกลุ่มชุมนุมพวกจำเลยใส่หน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างพอสมควร จึงไม่มีความผิดตาม มาตรา9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
ต่อมา เมื่อได้รับรถยนต์6 ล้อแล้วก่อนกลับกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำกระป๋องสีแดงมาสาดใส่บริเวณ รั้ว ป้าย บันไดหน้าอาคาร สน.ทุ่งสองห้อง อันเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ไม่ได้เป็นไปตามการแสดงเชิงสัญลักษณ์ตามสิทธิของรัฐธรรมนูญ ทำให้สถานที่ราชการเกิดเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน ไม่เหมาะสม โดยมีพยานโจทก์ระบุว่า นายจตุภัทร์จำเลยที่1 เป็นผู้สั่งการ และ นายทรงศักดิ์ จำเลยที่3 เป็นผู้สาดสี ซึ่งตรงกับหลักฐานภาพถ่ายแม้จำเลยที่1 จะปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งการ แต่มีพยานและหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่1อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตลอด เจือสมกับที่จำเลยที่1 เบิกความว่าเป็นสีน้ำ ล้างออกง่าย ข้ออ้างจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษาว่า นายจตุภัทรจำเลยที่1 และนายทรงศักดิ์3 มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา360 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ1 ปี ปรับคนละ6,000 บาท แต่ไม่ปรากฎว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา2 ปี ยกฟ้องจำเลยอื่น และข้อหาอื่นๆ
ก่อนเข้าฟังคำพิพากษา นายจตุภัทร์หรือไผ่ ดาวดินกล่าวว่า ที่จริงแล้วพวกเราทุกคนไม่ควรที่จะถูกดำเนินคดีด้วยซํ้า เนื่องจากเป็นคดีทางการเมืองและยอมรับว่าส่วนตัวกังวลในทุกคดี ซึ่งรัฐบาลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการสลายการชุมนุมในช่วงปี พ.ศ.2563 - 2564 และในวันนี้จําเลยทั้ง18 คน มากันครบและพร้อมที่จะรับฟังคําพิพากษา หากศาลตัดสินอย่างไรก็น้อมรับคําตัดสินทุกประการและพร้อมสู้ต่อตามกฎหมาย
“ไผ่ ดาวดิน” กล่าวอีกว่า ความยุติธรรมก็เป็นส่วนเรื่องของความยุติธรรม การใช้กฎหมายก็เป็นเรื่องของการใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ฉะนั้นการใช้กฎหมายบางทีไม่ยุติธรรม ตนจึงมองว่าเราต้องมาสร้างความยุติธรรมให้ยุติธรรมจริงๆ และนี้คือคดีทางการเมือง ถ้าไม่มีการรัฐประหาร พวกเราก็คงไม่ออกมาแล้วมาโดนคดีแบบนี้ ดังนั้นเราจึงจะมาคาดหวังกับความถูกต้องหรือยุติธรรมคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่เกิดจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คือการใช้กฎหมายการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่อง มือซึ่งจะทําให้กระบวนการยุติธรรมเองที่เสียหาย
ผู้สื่อข่าวถามว่าคาดหวังอะไรจากรัฐบาลใหม่ ไผ่ ดาวดินกล่าวว่า ควรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะวันนี้ครบรอบ1 เดือน ที่ กกต. ยังไม่รับรองผลรัฐบาลใหม่ ซึ่งประชาชนต้องช่วยกันติดตามเพราะว่าทําให้เสียโอกาสในการแก้ไขปัญหาต่างๆและการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งไม่มีประเทศในโลกที่เป็นแบบนี้ และบางคนอาจมองว่าปกติแต่จริงแล้วคือไม่ปกติ ซึ่งเป็นแบบนี้หลังจากมีการรัฐประหาร
ทั้งนี้ ในช่วงเวลา14.00 น. พวกตนจะไปยื่นหนังสือที่ กกต. เพื่อทวงถามการรับรองผลการเลือกตั้ง ในนาม เครือข่ายประชาชนจับตาการเลือกตั้ง โดยข้อเรียกร้องคือ อยากให้ทาง กกต. มีการรับรองผลให้เร็วที่สุด และชี้แจ้งเหตุผลว่าเหตุใดจึงล่าช้า
อ่านข่าวเพิ่มเติม