ไอที ธุรกิจ

The Profile : "บุญยง ตันสกุล" เซอร์อเล็กซ์ของวงการธุรกิจเมืองไทย

Wealthy Thai
อัพเดต 15 ส.ค. 2562 เวลา 07.08 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2562 เวลา 07.08 น. • wealthythai

ไม่มีแฟนฟุตบอลคนไหนไม่รู้จัก “เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน”
ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก สร้างทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ห่างเหินการเป็นแชมป์ลีกสุดสุดมายาวนานถึง 25 ปี กลับมาครองแชมป์ลีก ถึง 13 สมัย แชมป์สโมสรยุโรป 2 สมัย และแชมป์สโมสรโลก อีก 2 สมัย ทิ้งความสำเร็จมากมาย ก่อนเดินออกจากตำแหน่งไปกลายเป็นตำนานของสโมสร
และวงการนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ชื่อของ “บุญยง ตันสกุล”  ก็ได้รับการยอมรับในความสำเร็จจากการบริหาร ซิงเกอร์ ได้ไม่ต่างกัน  จนมีผู้ยกย่องว่าเขาคือ “เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ของการบริหารธุรกิจ”
หนุ่มวิศวกรไฟฟ้า ที่รักการเดินทาง เลือกที่จะหางานจากบริษัทต่างชาติเท่านั้น  ทั้งบริษัทผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ Seagate หรือบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่าง NEC  และ Thompson ไม่ใช่เพราะต้องการความมั่นคง หรือเงินเดือนสูง แต่ต้องการเดินทางท่องเที่ยว เพราะคิดว่าทำงานบริษัทต่างชาติ ก็จะได้ไปดูงานที่ต่างประเทศ
แม้จะเปลี่ยนงานไปหลากหลายที่ แต่ประสบการณ์การทำงานในโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายแห่งของบุญยงนี้เอง  ทำให้ซิงเกอร์จากสหรัฐอเมริกา ผู้นำในตลาดจักรเย็บผ้าในเมืองไทย ที่ต้องการจะรุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยใช้รูปแบบการว่าจ้างโรงงานทั้งซันโยและซัมซุง เป็นผู้ผลิต ดึงตัวเขามาดูแลธุรกิจส่วนนี้
บุญยงเติบโตจาก Product Manager ขึ้นเป็น Marketing Manager และก้าวขึ้นเป็น รองกรรมการผู้จัดการ นำเครื่องใช้ไฟฟ้าซิงเกอร์รุกตลาดสินค้าเงินผ่อน ในยุคที่ห้างสรรพสินค้ายังไม่มีนโยบายเงินผ่อน และบัตรเครดิตก็ยังไม่ได้รับความนิยม ทำให้ครัวเรือนไทยในยุคนั้น มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในบ้านเพียงแบรนด์เดียว ทั้งตู้เย็น เครื่องซักผ้า จนถึงทีวี ล้วนเป็นแบรนด์ซิงเกอร์ 
10 ปีในการทำงานให้กับซิงเกอร์ บุญยงเริ่มอิ่มตัว จึงเปลี่ยนงานกลับเข้าโรงงาน ทำงานให้กับบริษัทผลิตแผ่น data storage สำหรับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตในเวลานั้น โดย 4 ปีในการทำงานนี้ที่ซิงเกอร์ มีการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจ หันไปขายจักรยานยนต์ และสินค้าไอทีเงินผ่อน แต่ต้องสะดุดเมื่อเจอเข้ากับพิษวิกฤติต้มยำกุ้ง จนก่อให้เกิดหนี้เสียก้อนโต พาให้ซิงเกอร์ที่เคยรุ่งเรืองดิ่งลง
บุญยงจึงถูกตามกลับมาที่ซิงเกอร์อีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการพาซิงเกอร์เดินหน้าเหมือนครั้งก่อน แต่กลับต้องมาแก้ปัญหาหนี้เสียก้อนใหญ่  ที่ทำให้หุ้นซิงเกอร์ในตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นหุ้นที่ถูกทิ้ง
บุญยงแก้ปัญหาหนี้ที่เกิดจากรถจักรยานยนต์หลักหมื่นหลักแสนคัน ที่ถูกยึดกลับมา กลายเป็นรถมือ 2 ที่ด้อยราคา ทั้งการปล่อยขายประเทศเพื่อนบ้าน และการเจรจาให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ ใช้เวลา 3 ปี ซิงเกอร์ก็เคลียร์หนี้สินจนหมด กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง  
กลับมาเดินหน้าครั้งนี้ บุญยงมองหาสินค้าใหม่ๆ ที่มีรูปแบบเดียวกับจักรเย็บผ้า ซึ่งเป็นสินค้าหลักของซิงเกอร์คือ สินค้าที่ซื้อไปเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ที่จะทำให้โอกาสเกิดหนี้เสียมีน้อย ตู้แช่เครื่องดื่ม ตู้แช่ไอศกรีม ตู้เติมเงิน และตู้ปั๊มน้ำมันหยอดเหรียญ จึงกลายมาเป็นสินค้าใหม่ในพอร์ต
ช่วงเวลานั้น เป็นช่วงที่ร้านสะดวกซื้อขยายเข้ามาในเมืองไทย ทำให้ร้านโชว์ห่วยต้องปรับตัว ซิงเกอร์จึงนำตู้แช่เงินผ่อนเข้าไปเสนอให้กับร้านโชว์ห่วย 4-5 แสนรายทั่วประเทศ เพื่อปรับร้านโชว์ห่วยให้ทันสมัยเทียบเท่าร้านสะดวกซื้อ  เสริมด้วยตู้เติมเงิน และปั๊มน้ำมันหยอดเหรียญที่จะเสริมรายได้ให้กับร้าน
ผลขาดทุนที่ติดบริษัทอยู่ 1,800 ล้านบาท บุญยงค่อยๆ แก้ จนปีสุดท้ายที่เขาบริหาร กลับมามีกำไร 400 ล้านบาท ราคาหุ้นซิงเกอร์ที่เคยตกลงไปเหลือเพียง 90 สตางค์ กลับพุ่งขึ้นมาถึง 27 บาท
บุญยงกลายไปเป็น ผู้บริหารเนื้อหอมในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่หลายๆ บริษัทเชื้อเชิญไปบริหาร บางรายเชิญไปเป็นกรรมการในบอร์ด ถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ เชิญไปเป็นวิทยากร  และมีสาวกแฟนคลับที่ติดตามการบรรยายของบุญยงในวาระต่างๆ อยู่เสมอ
สุดท้ายบุญยง เลือกที่จะมาร่วมงานกับกลุ่มเซ็นทรัล ในการรับหน้าที่บริหาร เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เพราะนอกจากเขาจะเป็นกรรมการในบอร์ดของ เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ปมาก่อน รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของธุรกิจเป็นอย่างดีแล้ว  พอดีกับบริษัทฯ มีแผนจะเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  และบุญยงก็มีประสบการณ์ในตลาดหลักทรัพย์ระดับกูรู เป็นที่รู้จักอย่างดีของนักลงทุน  ผู้บริหารในตลาดหลักทรัพย์  รวมถึงสื่อมวลชนเป็นอย่างดี  จึงตัดสินใจรับงานนี้
บุญยงใช้เวลา 3 เดือน เข้ามาจัดการแต่งตัว เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน ใช้นามสกุลมหาชน พร้อมๆ กันนั้น ก็ทำการปรับพอร์ตร้านอาหารของเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ที่สลัดภาพร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ออก ทำให้ไม่สามารถขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มอาหารรูปแบบอื่นได้ โดยเฉพาะแบรนด์อาหารอีสาน ตำมั่ว ที่ไปซื้อกิจการมา
“ตอนที่กลุ่มเซ็น ซื้อตำมั่วเข้ามา แต่คนของเซ็นจะเก่งเรื่องศูนย์การค้า 28 ปีที่ผ่านมา  มี ZEN,  AKA  และ On The Table ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับบน แต่แบรนด์ตำมั่ว ต้องเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่เหมาะจะเข้าศูนย์การค้า  เขาซื้อมาตอนปี 2016 แต่ติดปัญหามาก ไม่ลงล็อก จากตลาดบนสุดมาทำตลาดล่างสุด  กลายเป็นโจทย์ที่ผมต้องแก้”  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว
บุญยงเริ่มต้นโดยการจัดชั้นของธุรกิจอาหาร ที่มีมากถึง 12 แบรนด์ ออกมาเป็น Tier  โดยกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่น ทั้ง ZEN, AKA, On the Table, Musha, Tetsu และ  Sushi Cyu Carnival Yakiniku จะจัดอยู่ใน Tier 1 และ 2 ที่เป็นอยู่ในศูนย์การค้าระดับกลาง และระดับหรู
ขณะที่กลุ่ม Tier 3 และ4 จะเป็นกลุ่มอาหารไทย นำโดย ตำมั่ว , ลาวญวน, เฝอ และแจ๋วฮ้อน  รวมถึงแบรนด์อาหารตามสั่งแบรนด์แรกในเมืองไทย “เขียง” จะเข้าไปในดิสเคาท์สโตร์  สถานีบริการน้ำมัน , อาคารสำนักงาน และชุมชน

โดยเซ็น คอร์ปอเรชั่นกรุ๊ป ถูกจัดโครงสร้างใหม่  ที่บุญยงเรียกว่า  นโยบาย 4 ป.

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ป.ที่ 1  ไปด้วยแบรนด์ญี่ปุ่นไม่ได้ก็ไปแบรนด์ไทย ทำให้แบรนด์ร้านอาหารของ เซ็น คอร์ปอเรชั่นกรุ๊ป เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ
ป.ที่ 2 ไปเองไม่ได้ ให้คนอื่นพาไป  ด้วยนโยบายการขายแฟรนไชส์ โดยเฉพาะในแบรนด์ไทย ทั้งตำมั่ว  และเขียง ทำให้เซ็น คอร์ปอเรชั่นกรุ๊ป สามารถเปิดสาขาลงลึกไปได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
ป.ที่ 3  ไปใหญ่ไม่ได้ก็ไปเล็ก จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่ต้องใช้พื้นที่มากกว่า 400 ตารางเมตร วันนี้ รูปแบบของร้านเขียง ใช้พื้นที่เพียง 40 ตารางเมตร ขยายไปได้อย่างรวดเร็ว
ป.ที่ 4  ไปทุกที่ที่มีทางไป แบรนด์ร้านอาหารทั้ง 12 แบรนด์ สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกระดับ และทุกสถานที่ ตั้งแต่ศูนย์การค้าระดับบน ศูนย์การค้าขนาดใหญ่  คอมมูนิตี้มอลล์ ดิสเคาท์สโตร์  ฟู้ดคอร์ท  อาคารสำนักงาน ย่านชุมชน สถานีบริการน้ำมัน  พื้นที่การค้าในสถานีรถไฟฟ้า MRT  ไปจนถึง Food Truck

บุญยงมองว่า วันนี้ เขาได้พาเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป มาไกลจนไม่มีคู่แข่งรายไหนตามมาทัน  ด้วยตัวเขาและทีมงานที่ดูแลแต่ละแบรนด์ ซึ่งบุญยงเรียกว่า  ทีม Avenger  เป็นทีมงานคุณภาพที่สร้างความสำเร็จ  แต่เขาก็ยังให้ทีมงานทุกคนวิ่งต่อ  และบอกทุกคนว่ายังหยุดไม่ได้
“ความสำเร็จที่ผ่านมา ผมว่ามันเป็นความท้าทาย พอทำแล้วเห็นผล ทำแล้วสำเร็จ เหมือนกับเราวิ่ง โค้งมันเยอะ แรกๆ ผมวิ่งต้องผ่านมาหลายโค้ง ผมไม่เห็นเป้าหมายเลย  แต่พอพยายามวิ่งผ่านมาหลายโค้ง แต่ตอนนี้ผมเห็นแล้ว ถึงยังมียอดเขาขวาง แต่ผมเห็นเป้าหมายแล้ว มีแรงฮึด นี่คือ Passion”  

และเป้าหมายต่อไปที่บุญยงมองเห็น การสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกชุมชนของเมืองไทย

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

“วันนี้ ร้านอาหารของกลุ่มเซ็น มีการใช้วัตถุดิบจากชุมชน  อาทิ  น้ำพริกข่า จากจังหวัดแพร่  ปลาร้า จากมหาสารคาม  หมูยอจากนครพนม  ไก่ที่มีกรดยูริกต่ำ จากเขาสวนกวาง เชื่อมโยง From Farm to Table  เรายิ่งเติบโตมากเท่าไหร่ คุณภาพชีวิต รายได้ของชุมชนจะมีความแข็งแรง  พอคุณทานไปแล้ว ไม่ได้จ่ายเฉพาะตัวเงินให้กับเรา แต่ในส่วนที่คุณจ่ายมีโอกาสช่วยชุมชน ช่วยสิ่งแวดล้อม”   
นอกจากนั้น แนวคิดการขยายสาขาด้วยรูปแบบแฟรนไชส์ ก็จะเป็นการสร้างอาชีพที่ยิ่งขยายไปมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับเป็นสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้นเท่านั้น
และถึงวันนี้ เซอร์อเล็กซ์ ในวงการธุรกิจของเมืองไทย บุญยง ตันสกุล ก็เริ่มมองไปถึงช่วงเวลาที่จะวางมือ แม้ยังไม่มีกำหนดไว้ว่าเมื่อไหร่
“ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจของคนรุ่นใหม่ เรามาเป็นไม้หนึ่ง แต่ไม้ที่ 2 3 4 เราไม่มีแรงวิ่ง  ผมวิ่งตั้งแต่อายุ 18 วันนี้ 54 รู้ตัวว่าช้าลง  เมื่อก่อนวิ่งไม่หยุดเป็นชั่วโมง วันนี้วิ่งครึ่งชั่วโมงผมต้องหยุด แล้วค่อยวิ่งต่อ  ไม้ 2 3 4 เราไม่ไหวแล้ว เราไม่ได้อยู่ในเทรนด์ที่จะวิ่งต่อ ดังนั้นเราต้องหยุด ให้คนอื่นวิ่งต่อ ก็ต้องดูจังหวะของการวิ่ง แต่ก็เชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะทำได้ดีในธุรกิจนี้”
และแม้อนาคตเขาจะต้องเดินจากแวดวงธุรกิจไป แต่ Passion ในหัวใจของบุญยงก็ยังไม่เคยหมด โดยเฉพาะใจรักในการเดินทางท่องเที่ยวที่มีอยู่ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ก็ยังคงเต้นรัวอยู่จนถึงวันนี้
เพราะก๊วนท่องเที่ยว Adventure ที่บุญยงเคยเป็นหัวขบวนพาไปผจญภัยในทุกประเทศรอบเขาหิมาลัย ยังรอเขาอยู่
และบุญยงก็สัญญาว่า… จะกลับไป

ดูข่าวต้นฉบับ