ไอที ธุรกิจ

เขาว่าวงการนี้เข้าใจยาก 8 เรื่องควรรู้ก่อนก้าวขาสู่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

The MATTER
เผยแพร่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 10.44 น. • Business

เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง การศึกษาหาข้อมูลก่อนการลงทุนจึงจำเป็น

โดยเฉพาะตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ขึ้นสุดลงสุดเหมือนเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ในบางที แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะสิ่งนี้แหละที่ทำให้นักลงทุนหรือหลายคนผันตัวมาเป็นนักลงทุนสายคริปโตฯ เพราะเชื่อว่าได้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

จำนวนนักลงทุนคริปโตฯ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลสำรวจล่าสุดปลายเดือนเมษายน พ.ศ.2564 จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ระบุว่า มีนักลงทุนคริปโตฯ และบุคคลธรรมดาเปิดพอร์ตลงทุนอยู่ที่ 698,000 บัญชี จำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงปลายปีก่อนราวสามเท่าตัว

ตลาดคริปโตฯ ที่ผันผวนสูงจนหลายคนขนานนามให้ว่าเป็น ‘ตลาดซิ่ง’ เวลาได้อาจได้มาก เวลาเสียก็อาจจะเสียมากเช่นกัน

ช่วงนี้ตลาดคริปโตฯ กำลังขาลงกันอยู่ หลายคนที่ตามข่าวและอาจจะมีคิดๆ ไว้ว่าจะเข้าไปลงทุนด้วยดีไหม

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

นอกจากเตรียมเงิน เตรียมตัว เตรียมใจ ยังต้องเตรียมความรู้ให้พร้อม จังหวะนี้ The MATTER ขออาสาบอกเล่าข้อเท็จจริง สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ย้ำอีกครั้ง! การลงทุนมีความเสี่ยง

ตลาดที่มีความผันผวนสูง

ข้อนี้อาจจะต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า การเข้าไปลงทุนในตลาดคริปโตฯ นั้นมีโอกาสผันผวนได้ตลอดเวลา ตัวสินทรัพย์ขึ้นได้หลัก 1000% ก็ลงได้หลัก 1000% ได้เช่นกัน เพราะตลาดไม่มีเพดานราคา (ceiling) ไม่มีการห้ามซื้อขายเหรียญตัวไหนในบางเวลา (circuit breaker) เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาปิดตลาด เหมือนตลาดหุ้น และเปิดซื้อขายกับนักเทรดทั่วโลก 

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ตลาดคริปโตฯ ไทยถึงกับมีชื่อเรียกนักลงทุนจากชาติตะวันตกว่า "แก๊งตีสาม" เพราะเป็นเวลาที่นักลงทุนต่างชาติตื่นมาเทรด ดังนั้นคนอีกฟากโลกตื่นมาเงินเพิ่มหรือเงินหาย ก็ไม่น่าแปลกใจ

ยังไม่ถูกกำกับให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

เป็นอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ คริปโตเคอร์เรนซีในหลายประเทศทั่วโลกยังไม่ถูกกำกับให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าผิดกฎหมายเช่นกัน และมูลค่าของมันยังถือว่าเกิดจากการให้ ‘มูลค่าร่วมกัน’ ของนักลงทุน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะออกมาเตือนถึงตลาดคริปโตฯ เพราะมองว่าเป็นของใหม่

ซึ่งสถานะทางกฎหมาย หมายความว่า การที่กฎหมายยอมรับให้สกุลเงินนั้นสามารถนำมาชำระหนี้ได้อย่างถูกกฎหมายภายในเขตประเทศของตน เช่น เงินไทยบาทในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การที่ภาคเอกชนไทยหรือในประเทศอื่นให้รับชำระและซื้อของด้วยคริปโตฯ นั้น ถือว่าทำได้หากเป็นการตกลงทำธุรกรรมร่วมกันโดยทั้งสองฝ่าย แต่จะไปบังคับให้ซื้อ-ขาย รับชำระเงินด้วยคริปโตฯ นั้น ทำไม่ได้ เพราะตามกฎหมายไม่สามารถบังคับคู่สัญญาได้นั่นเอง 

ข่าวสารและทวิตเตอร์คนดังมีผลต่อการขึ้น-ลงของเหรียญ

ตามปกติของตลาดหุ้น หุ้นหลายตัวถูกบอกว่ามี ‘พื้นฐานดี’ อาจตัดสินได้จาก traditional assets (สินทรัพย์พื้นฐาน) ที่เป็นมูลค่าคอยค้ำหุ้นตัวนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของกิจการ รายได้บริษัท ข่าวการลงทุนใหม่ๆ กระทั่งตัวผู้บริหารขององค์กรนั้นเองๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ

แต่ตลาดคริปโตฯ นั้นต่างออกไป เหรียญหลายเหรียญไม่มีพื้นฐาน เหรียญบางเหรียญมีโปรเจกต์ซัพพอร์ตแต่ยังไม่พัฒนาเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งการมีเหรียญออกมาให้เทรดก็เพื่อเติมสภาพคล่องให้กับโปรเจกต์นั้นนั่นเอง 

ทุกการเทรดคริปโตฯ เกิดขึ้นบนโลกดิจิทัลและโลกอินเทอร์เน็ตที่ทุกอย่างแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ ‘ข่าวสาร’ ที่แชร์บนโซเชียลมีเดียได้ตลอด 24 ชั่วโมง (เทียบกับตลาดหุ้นข่าวมักจะออกช่วงเวลาเปิด-ปิดขององค์กร) ข่าวสารหรือการคาดการณ์ต่างๆ ในวงการคริปโตฯ จึงสามารถสร้างความสับสน และความไม่แน่นอนได้อย่างรวดเร็ว

ยังไม่รวมถึงคนดังและผู้มีอิทธิพลที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเองเป็นกระบอกเสียงพูดถึงคริปโตฯ ไม่ว่าจะ โดนัล ทรัมป์, โจ ไบเดน หรือขาประจำอย่าง อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทเทสลา ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ที่เรียกตัวเองว่า Techno King (ราชาวงการเทคโนโลยี)

และด้วยความที่คริปโตฯ ไม่ได้มีสินทรัพย์พื้นฐานคอยค้ำการเติบโตของเหรียญ จึงไม่แปลกที่ข่าวสารหรือเสียงของคนดังจะสามารถลากมูลค่าของเหรียญขึ้น-ลงได้อย่างชัดเจน เพราะคริปโตฯ ผูกไว้กับความเชื่อมั่น รวมไปถึงความสับสนและความกลัวของนักลงทุนโดยตรง

เบื้องหลังของคริปโตฯ คือเทคโนโลยีบล็อกเชน

บล็อกเชน (blockchain) เรียกว่าเป็นทั้งเสน่ห์และอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลก็ว่าได้ เพราะผู้พัฒนาบล็อกเชนเองก็เชื่อว่ามันจะเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้การเงินโปร่งใสและกระจายศูนย์ได้ในวันข้างหน้า

บล็อกเชนคือเทคโนโลยีที่ข้อมูลถูกแบ่งเป็นกล่องๆ (block) และร้อยต่อกันเป็นโซ่ (chian) ข้อดีของมันจึงคือการที่ทุกคนในระบบบล็อกเชนสามารถเห็นข้อมูลของการทำธุรกรรมทั้งหมดร่วมกัน จุดเด่นอีกอย่างของบล็อกเชนคือการตัดตัวกลางและใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบธุรกรรม เมื่อธุรกรรมใดเกิดขึ้น มันจะกระจายสำเนาไปยังทุกคอมพิวเตอร์ในระบบ ดังนั้นตัวธุรกรรมจึงปลอมแปลงแก้ไขได้ยาก

นักลงทุนคริปโตฯ หลายคนเลือกลงทุนก็เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีบล็อกเชนนี่แหละ โดยเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนโลกการเงินมนุษย์ในอนาคตไปอย่างสิ้นเชิง ไปสู่โลกการเงินที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมนุษย์ไม่สามารถแก้ไขธุรกรรมเพื่อฉ้อโกงได้ 

อย่างไรก็ตามแม้จะตรวจสอบได้จริง แต่ไม่นับรวมเรื่องการแฮ็กในระบบ ช่วงนี้ข่าวสารการแฮ็กวงการสินทรัพย์ดิจิทัลมีรายงานให้ได้เห็นเกือบทุกสัปดาห์ เนื่องจากผู้พัฒนาหลายโปรเจกต์ที่เพิ่งเปิดตัวยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับช่องวางของความปลอดภัยในระบบมากนัก นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นความเสี่ยงของวงการนี้—เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นบนโลกไซเบอร์

คริปโตฯ เกิดขึ้นจากแนวคิดประชาธิปไตยทางการเงิน

เรื่องนี้เชื่อมโยงกับข้อด้านบน และเป็นเรื่องที่ขออธิบายต่อมา จากการได้พูดคุยกับเจ้าของแพลตฟอร์มโบรกเกอร์คริปโตเคอร์เรนซีชาวไทยท่านหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการถือกำเนิด ‘บิตคอยน์’ (Bitcoin) สกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก ที่ปัจจุบันหลายคนเทียบให้มันเป็นทองคำของโลกคริปโตฯ และถูกกำหนดให้มีจำนวนสูงสุดที่ 21 ล้านเหรียญ

บิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.2009 (ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสร้าง) ซึ่งเป็นปีวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ที่อเมริกา และลามไปทั่วโลก รัฐบาลสหรัฐฯ อุ้มเศรษฐกิจด้วยการพิมพ์เงินเพื่อไม่ให้บริษัท องค์กร และธนาคารเจ๊ง แต่คนบางกลุ่มไม่คิดว่าภาษีประชาชนควรนำมาใช้อุ้มสถาบันการเงิน เพราะพวกเขาไม่ตัวการก่อให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ จึงเกิดการพัฒนาเหรียญดิจิทัลขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ทางเลือก และมีจำนวนจำกัดเพื่อไม่ให้ทางการ (ซึ่งก็คือตัวกลาง) กำกับหรือควบคุมได้ ก่อนจะบอกว่าตัวเหรียญจะเป็นสกุลเงินที่โปร่งใสที่สุดในโลกด้วยเหตุผลที่มันเกิดขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้และรับรู้การเกิดขึ้นของธุรกรรมพร้อมกันทั่วโลก

บางเหรียญมีการผลิตออกมาไม่จำกัด

กระนั้นแม้ไอเดียของคริปโตฯ และบล็อกเชนจะฟังดูล้ำและน่าสนใจ ทว่ามันก็มีเหรียญคริปโตฯ บางเหรียญที่ผลิตออกมาไม่จำกัดเหมือนกัน อย่างเหรียญ Dogecoin ที่โด่งดัง ซึ่งผู้พัฒนาสร้างมันขึ้นมาเพื่อล้อเลียนบิตคอยน์ และเรียกมันว่า fun version ของบิตคอยน์ 

เส้นทางของ Dogecoin ในระยะก่อนหน้านี้จึงถูกเรียกว่าเหรียญไม่มีมูลค่า หรือถึงขั้นเรียกว่า shitcoin เลยทีเดียว ซึ่งนักวิเคราะห์คริปโตฯ มองว่าการมีขึ้นอย่างไม่จำกัดของมันมีทั้งข้อดีข้อเสีย แน่ล่ะว่าข้อเสียก็คือภาวะฟองสบู่จากการเติมเงินเก็งกำไรไปเรื่อยๆ จนทำให้ผู้พัฒนาเหรียญอื่นออกมาบอกว่า Dogecoin กำลังทำให้คนมองวงการคริปโตฯ ไม่ต่างจากวงการพนัน

ส่วนข้อดีของ Dogecoin เพิ่งถูกพูดถึงไม่นานมานี้จากการที่ อีลอน มัสก์ เจ้าเก่า ผู้ซึ่งออกตัวว่าโปรดปราด Dogecoin มาอย่างยาวนาน ออกมาบอกว่าจะพัฒนาโปรเจกต์ซัพพอร์ตให้ Dogecoin ใช้ได้จริง ทำให้หลายคนมองว่าความไม่จำกัดชองเหรียญจะทำมให้ตัวมันเองแพร่หลายและมีอิทธิพลได้จริง ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าความไม่จำกัดจะสร้างอะไรให้เกิดขึ้นได้บ้าง จะรุ่งหรือร่วง คนจะยังให้มูลค่ามันหรือไม่

ในตลาดมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วาฬ’

ในตลาดหุ้นอาจจะมีกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ‘เจ้า’ ส่วนตลาดคริปโตฯ นั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วาฬ’ หรือคนที่ถือคริปโตฯ จำนวนมหาศาลหลักร้อยล้านถึงหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต้องยอมรับว่า การซื้อ-ขายของกลุ่มวาฬสามารถทำให้มูลค่าตลาดคริปโตฯ ขึ้นหรือลงได้ง่ายๆ

เพราะถ้าเทียบตลาดคริปโตฯ (ที่แม้จะมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี) กับตลาดหุ้นทั่วโลก มูลค่าตลาดคริปโตฯ นั้นถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนตลาดหุ้น ดังนั้น ‘วาฬ’ หรือผู้ที่มีทุนมากจึงมีอิทธิพลกับวงการคริปโตฯ ได้ไม่ยาก การปั่นราคาก็ทำได้ง่าย การทุบราคาเกิดขึ้นบ่อยครั้งจากการเทขายของเจ้ามือเหรียญเยอะ

อย่างการที่บิตคอยน์ราคาตกรอบล่าสุดเกือบครึ่งนั้น ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากการที่วาฬเทขายเหรียญกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายคนก็บอกว่ามันเป็นวัฏจักรวงการคริปโตฯ ที่เกิดขึ้นเป็นรอบๆ ไป และมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วสองครั้งก่อนหน้านี้ ลองเอาตัวเลขขาลงของบิตคอยน์รอบก่อนๆ มาให้ดูกัน

ในครั้งแรก ราคาสูงสุดของบิตคอยน์เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2013 ที่ราคา $1,119.80 และลงอย่างหนักในเดือนมกราคม ค.ศ.2015 ทำให้ราคาต่ำสุดที่ $152.40 

ครั้งที่สอง ราคาสูงสุดของบิตคอยน์เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ.2017 ที่ราคา $19,666 และลงอย่างหนักในเดือนธันวาคม ค.ศ.2018 ทำให้ราคาต่ำสุดที่ $3,122.28

การซื้อ-ขายบนแพลตฟอร์มต่างประเทศยังไม่ได้รับการคุ้มครองจาก กลต. ไทย

นักลงทุนชาวไทยต้องศึกษาข้อนี้ไว้ให้ดี เพราะปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) คุ้มครองนักลงทุนที่เทรดกับแพลตฟอร์มไทยที่ขึ้นทะเบียนกับทาง กลต. ภายใต้ พรก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 เท่านั้น หากนักลงทุนไปลงทุนกับแพลตฟอร์มต่างประเทศแล้วโดนโกงขึ้นมา กลต. ไม่คุ้มครองให้ ซึ่ง กลต. เองเคยเรียกแพลตฟอร์มต่างประเทศว่า black market หรือตลาดมืด

โดย ในประเทศไทย ‘Bitkub’ ถือเป็นแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญที่มูลค่าเยอะที่สุด รองมาคือ ‘Satang Pro’

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนหลายรายมองว่าการเทรดกับแพลตฟอร์มต่างประเทศมีข้อดีบนความเสี่ยงคือ มีจำนวนเหรียญให้เลือกเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเพิ่มขึ้น และมีสภาพคล่องไหลเวียนมากกว่าเพราะคนทำการซื้อ-ขายจากทั่วทุกมุมโลก โดยกระดานที่มูลค่าสูงสุดในโลกคือ ‘Coinbase’ ส่วนกระดานที่มีธุรกรรมเกิดขึ้นเยอะที่สุดในโลกคือ ‘Binance’

ข้อนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงตัวเองให้ดีเหมือนกันว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้มากได้น้อยแค่ไหน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือข้อเท็จจริงที่เราหยิบยกมาเล่าให้ฟังกัน นอกเหนือจากความรู้ ความเข้าใจ การสำรวจตัวเองว่าพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดได้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่อาจจะต้องนำมาพิจารณา เราเสียได้มากน้อยแค่ไหนกับตลาดที่ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงสูง

อ้างอิงข้อมูลจาก

siamblockchain.com

siamblockchain.com

www.coindesk.com

www.techrepublic.com

wp.nyu.edu

thematter.co

thematter.co

Illustration by Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ