ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยุค “สตรีมมิ่ง” กำลังเปลี่ยนไป แพลตฟอร์มแบ่งชั้นราคา ปั้นเกม “Premiumization” จ่ายมากได้มาก

Thairath Money
อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 03.33 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2568 เวลา 03.33 น.
ภาพไฮไลต์

ยุคของการดูหนังฟังเพลงออนไลน์ที่เคยเริ่มต้นด้วยความเสรี ที่มาพร้อมกับราคา Subscription แบบเบา ๆ หรือบางครั้งมีมาให้ใช้งานแบบฟรี ๆ ก็มี แต่ในยุคนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งทั้งหลายเริ่มปรับมาแบ่งชั้นผู้ใช้งานตามระดับราคา พร้อมวางเกมใหม่ที่เรียกว่า “Premiumization” ถ้าอยากได้คุณภาพที่ดีกว่า สิทธิพิเศษมากกว่า และคอนเทนต์ที่มากกว่า ก็ต้องจ่ายแพงขึ้น

แม้หลายคนจะยังยึดติดกับภาพเดิมของ Netflix, Spotify หรือ Disney+ ในฐานะบริการดูคอนเทนต์ราคาถูก ทว่าความจริงในปี 2024 กำลังชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคกำลังเข้าสู่ยุค “ความเหลื่อมล้ำแห่งการสตรีม” อย่างเต็มตัว

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

จาก Streaming Wars สู่ Premium Tiers ใครจ่ายมากได้ดูมาก

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามสตรีมมิ่ง (Streaming Wars) บริษัทต่าง ๆ ทุ่มทุนเพื่อแย่งชิงผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการดึงคอนเทนต์ดัง เสริมฟีเจอร์ใหม่ หรือกดราคาให้ต่ำเพื่อเอาชนะคู่แข่ง แต่ในปี 2024 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน เมื่อ Netflix, Disney+ และ Spotify เริ่มกลับมาทำกำไร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการปรับแผนกลยุทธ์ใหม่ จนเป็นที่มาของการ “เพิ่มราคา” พร้อมแบ่งสิทธิประโยชน์ตามแพ็กเกจ

โดย Netflix ได้มีการขยับราคาขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ Spotify เริ่มวางแผนเปิดแพ็กเกจ “Music Pro” และในด้านของ Amazon Music ก็ขึ้นราคาพร้อมใส่คอนเทนต์ Exclusive มากขึ้น

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าบางแพลตฟอร์มจะยังเปิดให้ใช้บริการในราคาถูก แต่คุณภาพที่ได้กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น ผู้ใช้งาน Netflix แบบมีโฆษณาอาจเข้าไม่ถึงคอนเทนต์บางเรื่อง (ด้วยเหตุผลที่ว่าติดลิขสิทธิ์)

นอกจากนี้ ทางฝั่งของ Max เองก็เริ่มถอด CNN Max และ Bleacher Report ออกจากแพ็กเกจพื้นฐาน นั่นหมายความว่า คนที่จ่ายน้อยกำลังถูกจำกัดการเข้าถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ณ จุดนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ แพลตฟอร์มเหล่านี้ที่ในอดีตเคยยกตัวเองว่าเป็น “ผู้ปฏิวัติโลกสื่อจากทีวีเคเบิล” แต่วันนี้กลับใช้โมเดลรายได้แบบเดียวกัน นั่นก็คือ การผสมผสานระหว่างค่าสมาชิกและรายได้จากโฆษณา

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

นักวิเคราะห์มองว่า บริการเหล่านี้เริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยน จากการเน้นขยายฐานผู้ใช้ มาสู่การสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

แบ่งระดับราคา อาจไม่แย่เสมอไป?

แม้จะดูเหมือนการแบ่งแยกผู้ใช้งาน แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายก็ชี้ว่า การตั้งราคาหลายระดับ (Tiered Pricing) คือการให้สิทธิเลือกกับผู้ใช้ ใครอยากจ่ายถูกก็ยังดูได้ในระดับหนึ่ง ส่วนคนที่อยากได้มากกว่านั้น ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มเอง

Z. John Zhang จาก Wharton School มองว่า “นี่คือการสร้างความยืดหยุ่นมากกว่าการกีดกัน เพราะทุกคนยังมีทางเลือกตามกำลังจ่ายของตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม แม้โมเดลใหม่นี้จะดูสมเหตุสมผลในเชิงธุรกิจ แต่ในมุมผู้บริโภคก็เริ่มรู้สึกว่าต้องควักเงินจ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจะได้รับประสบการณ์เท่าเดิมที่เคยได้ในอดีต

แม้หลายคนยังยอมดูโฆษณาเพื่อประหยัดเงินค่าบริการ Netflix หรือ Hulu แต่หากคอนเทนต์เด็ด ๆ ถูกเก็บไว้หลัง Paywall มากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญคือ “ผู้ใช้งานที่จ่ายถูกจะยอมทนได้นานแค่ไหน?”

ที่มา: Business Insider

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุค “สตรีมมิ่ง” กำลังเปลี่ยนไป แพลตฟอร์มแบ่งชั้นราคา ปั้นเกม “Premiumization” จ่ายมากได้มาก

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ