ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผลวิจัยชี้ใช้ ChatGPT แม้การใช้ AI ช่วยจะมีเวลามากขึ้น แต่ใช้บ่อยเกินไป อาจทำให้เหงาขึ้น

Thairath Money
อัพเดต 24 มี.ค. 2568 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2568 เวลา 08.17 น.
ภาพไฮไลต์

ผ่านมาแล้วกว่า 2 ปีนับตั้งแต่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT แชทบอต GenAI ที่ได้กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก จนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตสำหรับใครหลายคนไปแล้ว ทั้งใช้ในการทำงาน ค้นหาข้อมูล แนะนำแหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงคุยเป็นเพื่อนคลายเหงา จนปัจจุบัน ChatGPT มีผู้เข้าใช้งานสูงกว่า 400 ล้านคนต่อสัปดาห์

ตามรายงานของ Business Insider ชี้ว่า การใช้งานเครื่องมือ AI อย่างเช่น ChatGPT สามารถช่วยให้กระบวนการทำงานนั้นมีประสิทธิภาพ ช่วยลดเวลาการทำงานลงได้ และทำให้ผู้ใช้มีความสุขมากขึ้น แต่ล่าสุดมีงานวิจัยออกมาว่า การใช้ ChatGPT บ่อยเกินไปก็อาจทำให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

นักวิจัยของ OpenAI ร่วมกับ MIT Media Lab ได้นำเสนองานวิจัยที่ได้จากการวิเคราะห์บทสนทนาของผู้ใช้กับ ChatGPT กว่าหลายล้านบทสนทนา ตลอดจนแชทเสียงที่โต้ตอบกับ ChatGPT อีกหลายพันแชท อีกทั้งยังได้สำรวจผู้ใช้งานอีกกว่า 4,000 คน เพื่อศึกษาเรื่องพฤติกรรมในการใช้งานแชทบอต

นอกจากนี้ ทาง MIT Media Lab ยังได้ทำการวิจัยเพิ่มเติม ผ่านการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อีกรวม 1,000 คนที่ใช้งานและมีปฏิสัมพันธ์กับ ChatGPT ในระยะเวลาตลอด 4 สัปดาห์ โดยเก็บข้อมูลทั้งจากข้อความและเสียง ในการสนทนาแบบส่วนตัว แบบทั่วไป และแบบปลายเปิด

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มามีความซับซ้อน เนื่องจากความรู้สึกโดดเดี่ยวและการแยกตัวทางสังคม (Social Isolation) เป็นสิ่งที่ผันผวนและได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่า กลุ่ม Power Users หรือผู้ใช้ระดับสูง มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงามากขึ้นเมื่อใช้ ChatGPT

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

โดยทีมวิจัยได้วิเคราะห์บทสนทนาเพื่อมองหาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ความเหงา ความเปราะบาง การใช้งานที่อาจเป็นปัญหา ความมั่นใจในตัวเอง และการพึ่งพา AI พบว่า “มีผู้ใช้เพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีการใช้ภาษาที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึก (Affective Cues) มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ แต่มันมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการใช้งานเครื่องมือ AI แม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สมส่วนก็ตาม”

สำหรับคำว่า “Affective Cues” หรือ สัญญะทางภาษาที่สื่อได้ทั้งทางวัจนภาษา (Verbal) และอวัจนภาษา (Nonverbal) ที่บ่งบอกถึงสภาวะทางอารมณ์ของบุคคล

ซึ่งงานวิจัยยังพบอีกว่า “ในขณะที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ใช้เวลาน้อยมากไปกับการสนทนากับแชทบอต AI แต่ก็มีผู้ใช้งานส่วนหนึ่ง (ที่แม้จะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ) หรือกลุ่ม Power Users ที่ใช้เวลานานมากผิดปกติ” โดยทีมวิจัยยังได้วัดทั้ง “ระดับความเหงาในเชิงความรู้สึก” และ “ระดับการเข้าสังคมที่แท้จริง” เพื่อแยกแยะว่าผู้ใช้รู้สึกโดดเดี่ยวจริง ๆ หรือเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเท่านั้น

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

“ผู้ใช้งาน ChatGPT ยิ่งใช้ในระยะเวลานานเท่าไหร่ (ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาในรูปแบบใดก็ตาม) มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงามากขึ้น พึ่งพา AI มากขึ้น และมีพฤติกรรมการใช้งานที่อาจเป็นปัญหา จนอาจจะถึงขั้นมีระดับการเข้าสังคมที่ลดลง หรือแยกตัวออกจากสังคมนั่นเอง”

นอกจากนี้ ในงานวิจัยยังได้มีการติดตามการใช้งานโหมดแชทด้วยเสียงของ ChatGPT และพบประเด็นที่น่าสนใจว่า โหมดแชทด้วยเสียงของ ChatGPT สามารถช่วยลดความรู้สึกเหงาได้ แต่กลุ่มที่รู้สึกเหงามากอยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะใช้ AI มากเกินไป จนทำให้สถานการณ์แย่ลงในระยะยาว

ในทั้งสองงานวิจัยยังได้ทดลองให้ ChatGPT ใช้ Advanced Voice Mode ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เสียงในการโต้ตอบ โดยทดสอบ 2 รูปแบบคือ

  • โหมดเป็นกลาง (Neutral Mode) ที่จะตั้งค่า AI ให้ตอบกลับแบบทางการ สุขุม และมีประสิทธิภาพ โดยไม่สะท้อนอารมณ์ของผู้ใช้
  • โหมดมีส่วนร่วม (Engaging Mode) ที่จะตั้งค่า AI ให้ตอบกลับแบบกระตือรือร้น แสดงอารมณ์ และสะท้อนความรู้สึกของผู้ใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง

ซึ่งผลวิจัยพบว่า Power Users รู้สึกเหงามากขึ้นเมื่อใช้ “โหมดเป็นกลาง” มากกว่า “โหมดมีส่วนร่วม”

ทั้งนี้ การศึกษาทั้งหมดได้ใช้งาน ChatGPT โมเดล GPT-4o ซึ่งเป็นโมเดลที่ OpenAI เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2024 ขณะที่ GPT-4.5 ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้ว ถูกระบุว่ามีความสามารถในการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกมากขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทีมวิจัยจะศึกษาเพิ่มเติมกับ GPT-4.5 หรือไม่

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความท้าทายของการศึกษาเทคโนโลยี AI คือการวัดผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้ใช้ เพราะในหลายกรณี แม้แต่ตัวผู้ใช้เองก็อาจไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่มีต่อ AI ได้อย่างชัดเจน

“ผู้ใช้บางคนอาจไม่ได้ตั้งใจใช้ ChatGPT เพื่อวัตถุประสงค์ทางอารมณ์ แต่การเป็นมนุษย์นั้นแยกออกจากปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีไม่ได้” Kate Devlin ศาสตราจารย์ด้าน AI และสังคมศาสตร์แห่ง King’s College London กล่าว แม้เธอจะไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจ ว่าการมี AI ที่เข้าใจความรู้สึกมากขึ้นนั้น จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อมนุษย์กันแน่?

ที่มา: Business Insider [1][2]

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ