ฟุตบอลบางทีก็เป็นอะไรที่เข้าใจยากนะครับ ดูง่ายๆจากเกมที่ แมนฯยูฯ บุกเอาชนะ บีญาร์เรอัล ทรงบอลไม่ได้หนีจากยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ซักเท่าไหร่กลับเก็บคลีนชีทบุกเอาชนะ บีญาร์เรอัล หน้าตาเฉย
ดาบิด เด เกอา ลงยันต์ช่วยชีวิตเหมือนเดิมแต่ 2 ประตูในช่วง 12 นาทีสุดท้ายทำให้ “ผีแดง” ที่น่าจะตามหลังตั้งแต่ครึ่งแรกตีตั๋วเข้ารอบน็อกเอาท์ทันที
ผมน่าจะเหมือนกับแฟนบอลทุกคนที่อยากรู้ว่าชีวิตของ ยูไนเต็ด หลังไม่มี “เฮียยิ้ม” จะเป็นอย่างไรแม้ว่ากันตามหน้าเสื่อแล้วแค่ 1-2 วันจะให้เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว
แต่ที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค กุนซือ “ชั่วคราว” ประเดิมเลยคือ line up 11 ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค, เจดอน ซานโช และ อ็องโธนี่ มาร์กซิยาล 3 ตัวสำรองขาประจำยุค โซลชาร์ ออก start เป็นตัวจริงทั้งหมด ส่วน บรูโน่ แฟร์นานเดซ มีชื่อที่ม้านั่ง
โจทย์การมาเยือน เอสตาดิโอ เด ลา เกรามิก้า หนนี้ฝั่ง “ปีศาจแดง” ได้เปรียบกว่าตรงที่ขอแค่มีแต้มเพื่อจะไปเช็กบิล ยัง บอยส์ ในเกมสุดท้ายซึ่งตรงข้ามกับ “เรือดำน้ำ” ที่ต้องไปวัดกับ อตาลันต้า จึงต้องการ 3 แต้มมากกว่า
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า บีญาร์เรอัล เองก็เล่นลำบากเพราะตัวตนที่แท้จริงคือการ build up จากหลังบ้านเพื่อล่อให้คู่แข่งเพรสสูงแล้วรอโฉยโอกาสพื้นที่หลังบ้านโล่งๆ
แต่ด้วยความที่ทีมเยือนไม่ได้อยู่ในสถานะ “หลังพิงฝา” จึงใช้วิธีการเล่นแบบ mixed up คือเพรส (เป็นช่วงๆ) และลงไปคุมโซนในแดนตัวเอง (เพื่อที่จะได้รอสวนกลับเช่นกัน)
ผมเห็นบทวิเคราะห์ช่วงพักครึ่งของทาง Bein พูดถึงการ “เพรส” ของ แมนฯยูฯ โดยขึ้นหัวเอาไว้ว่า “Ronaldo leading Man u. press”
คือทุกๆครั้งที่ “ผีแดง” จะใช้วิธีการเล่นเพรสจะมี คริสติอาโน่ โรนัลโด้ เป็นคน “เปิด” พร้อมโบกมือให้น้องๆเพรสตาม
หากเปรียบเทียบกับในเคสของ แมนฯซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล เราจะไม่เห็นภาพนักเตะคไหนคอยส่งสัญญาณให้ที่เหลือ “เพรส” ตาม
ตีความได้ว่า 2 ทีมนั้นเล่นเพรสมาช้านานและ “เข้มข้น” ในขณะที่ ยูไนเต็ด ยุค โซลชาร์ เพรสแบบสเปะสปะ วิ่งไล่กันหลวมๆและเกมกับ “เรือดำน้ำ” ยังไม่หนีสโคปที่ว่าแต่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์เข้ารอบจึงต้องเพรสกันอย่างพร้อมเพรียง
ครับแต่ที่ยังเหนื่อยเหมือนเช่นทุกทีนั่นคือยามที่ตัวเองเป็นผู้ถูกล่า (เพรส) ทาง ยูไนเต็ด แกะออกลำบากและเสียบอลแถวๆหน้าเขตโทษตัวเองซึ่ง เดเกอา ที่เซฟอุตลุตทำให้ไม่เสียประตูในเกมนี้
โดยเฉพาะนาที 58 ที่เซฟลูกตั้งยิงเหน่งๆของ มานู ติเกรอส ที่ผมยกให้เป็น 1 ในเซฟที่โคตรยากติดอันดับแน่ๆเพราะนอกจากจะเป็นระยะใกล้แค่ 12 หลาแถมตกพื้นก่อนยิ่งกะจังหวะยากเข้าไปอีก
เป็นลูกเซฟที่เปลี่ยนทุกอย่างของเกมนี้อย่างแท้จริงครับ
ครึ่งหลังตอนที่ บรูโน่ แฟร์นานเดส และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมาในนาที 66 ทำให้เกมรุกของทีมเยือนเหมือนกลายเป็นอีกทีม
ถึงขนาดที่ผมเห็นแคปชั่นจากสื่อเมืองนอกบอก บีญาร์เรอัล เป็นทีมที่ดีกว่า ยูไนเต็ด จนกระทั่ง คาร์ริค แก้เกมในนาที 66
ที่ไม่ชมไม่ได้คือ เฟร็ด ที่เพรสแย่งจนบอลมาเข้าทาง “โรนัลโด้” ก่อนเป็นลูก 1-0 ซึ่งเป็นการกระดกข้ามหัวที่ไม่ง่ายเนื่องจากเป็น “งานรีบ” บอลใกล้ตัว แทบไม่เหลือองศาให้เอี้ยวตัวเลยด้วยซ้ำ
สำหรับประตูของ เจดอน ซานโช่ ที่เป็นเม็ดแรกของเจ้าตัวกับสโมสร ทำให้ผมนึกถึง “ผีแดง” ช่วงโหดๆยามเล่นทีมเยือนเมื่อซีซั่นที่แล้ว
คือเป๊ะๆเลย คู่ต่อสู้ดันไลน์สูงแล้วใช้ความเร็วของแนวรุกสวนกลับสายฟ้าแล่บ
วันนี้เป็นอีกครั้งที่ “โด้” ตบหน้านักวิจารณ์และเซียนหน้าคอมหลังกลายเป็นแพะจากประเด็นว่าการย้ายมาเล่นที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด ทำให้ระบบของผีแดงเพี้ยนเนื่องจากหลายคนเกรงใจต้องฝากบอลให้ตลอดแถมไปแย่งตำแหน่งตัวสดๆไวๆอย่าง เมสัน กรีนวู้ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด
คือผมก็เคยมองในมุมนี้เหมือนกัน การต้องอยู่ทีมเดียวกับนักเตะที่อิทธิพล “ล้น” เกินไปการเล่นจะไม่ไหลเป็นธรรมชาติเหมือนในช่วงยุคท้ายๆของ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กับ ลิเวอร์พูล ที่คนอื่นเกรงใจต้องคอยสั่งบอลให้
แต่ในเคสของ โรนัลโด้ กลายเป็นว่าผลงานมัน “จับต้อง” เห็นๆกันอยู่ว่าถ้าไม่มีแกคงยิงประตูได้น้อยกว่านี้หรืออย่างในเกมนี้ผมว่าลองเป็นคนอื่นกระดกข้ามหัวแป๊กไม่ก็ล้นออกหลังแน่ๆ
ประตูของ ซานโช่ ก็เป็น โด้ ที่ดึงมา 3 ตัวก่อนแทงให้ แรชฟอร์ด กระชากไปทำแอสซิสต์
อย่างไรก็ตามจุดอ่อนของ “ปีศาจแดง” ที่ผมมองว่าเป็นตัว “ถ่วง“ คือแดนกลางที่สร้างสรรค์ไม่ได้ ออกบอลได้เปรียบและไม่มีวิชั่น
ลูกวางยาวเมื่อเกมตันๆก็ไม่มีเหมือนทีมอื่นๆ (ถึงมีก็กระปริดกระปรอย) ต้องมาเสี่ยงกับการเล่นบอลสั้นหรือคืนหลังอยู่ตลอดเวลา
เป้าหมายที่ “เร้ดอาร์มี่” โจมตีหนักเพราะเด่นเกินคนอื่นคือ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ที่ว่ากันว่าตอนนี้ดีอย่างเดียวคือขยันแต่ที่เหลือภาระเพื่อนร่วมทีมหนักมาก
คาร์ริค คงต้องแก้ไขปัญหาตามทรัพยากรที่มีโดยยืดหยุ่นตามระบบของฝั่งตรงข้ามเป็นหลักเพราะบททดสอบแรกจะแตกต่างจากเกมในพรีเมียร์ลีกวันอาทิตย์นี้แบบสุดขั้ว
ครับ คู่แข่งทีมต่อไปของ ยูไนเต็ด คือ เชลซี ที่โหดสัสเพิ่งถล่ม ยูเวนตุส เละเทะ 4-0 นั่นเอง…
สถิติ สถิติ สถิติ
คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ยิงประตูให้ แมนฯยูฯ 4 นัดหลังสุดใน UCL และกลายเป็นนักเตะแรกที่ยิง 4 นัดติดนับตั้งแต่ เวย์น รูนีย์ เคยทำไว้เมื่อปี 2010
ประตูของ โด้ ในเกมกับ บีญาร์เรอัล เป็นลูกที่ 3 ที่เจ้าตัวยิงประตูชัย (match-winning goal) ใน แชมเปี้ยนส์ลีก ช่วง 15 นาทีสุดท้าย นับเป็นนักเตะที่ทำได้ในซีซั่นเดียว (ไม่นับช่วงต่อเวลา)
เจดอน ซานโช่ ยิงประตูแรกให้ “ปีศาจแดง” หลังลงสนามมา 15 นัดและสับไก 11 ครั้งในทุกรายการ
ไมเคิ่ล คาร์ริค กลายเป็นผู้จัดการทีมชาวผู้ดีคนแรกที่ประเดิมชัยนัด debut ให้ “ปีศาจแดง” นับตั้งแต่ วอลเตอร์ คริคเมอร์ ทำไว้เมื่อปี 1931 (ไม่นับผู้จัดการทีมที่คัมแบ็คคุมรอบ 2)
เทรโวห์ ชาโลบาห์ (22 ปี 141 วัน) เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูจากการออกสต๊าร์ตนัดแรกใน UCL นับตั้งแต่ ออสการ์ ทำไว้เมื่อปี 2012 (21 ปี 10 วัน) และเป็นนักเตะ อังกฤษ อายุน้อยที่สุดอีกด้วยนับตั้งแต่ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ สร้างสถิตินี้เอาไว้เป็นคนสุดท้ายเมื่อปี 2010 (21 ปีกับ 14 วัน)
รีซ เจมส์ (5 ประตู 5 แอสซิสต์) เป็นหนึ่งใน 2 นักเตะที่ยิง 5+ และ แอสซิสต์ 5+ ในทุกรายการ (นับเฉพาะทีมจาก พรีเมียร์ลีก) ส่วนอีกคนเป็น โม ซาลาห์ (16 ประตู 7 แอสซิสต์)
เป็นครั้งแรกที่ เชลซี มีนักเตะ อังกฤษ ยิงประตูใน UCL แบบไม่ซ้ำหน้าเป็นหนแรก (เทรโวห์ ชาโลบาห์, รีซ เจมส์ และ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย)
นี่เป็นหนที่ 3 เท่านั้นที่มีนักเตะ อังกฤษ 3 คนยิงประตูใน แชมเปี้ยนส์ลีก โดยก่อนหน้านี้ 2 ครั้งเป็น แมนฯยูฯ vs บรอนด์บี้ ในปี 1998 (เบ็คแฮม, โคล, เนวิลล์, สโคลส์) และ แมนฯยูฯ vs โรม่า ปี 2007 (คาร์ริค, สมิธ, รูนีย์)