สังคม

How to ช่วยเหลือ "คนถูกงูกัด" ก่อนส่งถึงมือหมอ

Thai PBS
อัพเดต 16 ก.พ. 2567 เวลา 14.18 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2567 เวลา 08.21 น. • Thai PBS

"งู" อาจเป็นสัตว์ที่น่ารักสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์แปลก กลุ่มคนเหล่านี้ย่อมมีความรู้และเข้าใจถึงธรรมชาติของงูเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนทั่วไป "งู" เป็นสัตว์อันตรายที่ไม่ว่าจะเป็นงูที่มีพิษหรือไม่มีพิษ ก็ไม่ควรเข้าใกล้ การจัดที่อยู่อาศัยให้โล่งโปร่ง ไม่เก็บของที่ไม่จำเป็นไว้จนบ้านรก จึงเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดที่จะลดความเสี่ยงเจองูได้

งูมีพิษ-ไม่มีพิษมีรอยเขี้ยวแบบไหน ?

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลไว้ว่า เมื่อถูกงูกัดให้สังเกตที่รอยเขี้ยว

ถ้างูไม่มีพิษ รอยฟันบนผิวหนังจะเรียงเป็นแถว
ส่วนงูมีพิษ จะมีรอยเขี้ยว 2 จุดชัดเจน มีเลือดซึมออกจากแผล บริเวณรอบๆ รอยเขี้ยวมีสีคล้ำ หรืออาจพองเป็นถุงน้ำ

พิษของงูจะส่งผลต่อร่างกาย แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง
  • พิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม และ งูทับสมิงคลา
    อาการ เริ่มจากแขนไม่มีแรง กระวนกระวาย ลิ้นเกร็ง พูดจาอ้อแอ้ ตามัว น้ำลายฟูมปาก เนื่องจากกล้ามเนื้อการกลืนเป็นอัมพาต หยุดหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด

  • พิษต่อระบบการแข็งตัวของเลือด (Hematotoxin) ได้แก่ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา และ งูกะปะ
    อาการ เริ่มจากปวดแผลมาก มีเลือดซึมออกจากแผล เลือดออกจากอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดกำเดา เหงือก ไอ อาเจียน ปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือด เกิดจากภาวะระบบไหลเวียนล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด

  • พิษต่อกล้ามเนื้อ (Mytotoxin) ส่วนใหญ่จะเป็นพิษจากงูทะเล

แต่ไม่ว่าจะถูกงูมีพิษประเภทใดกัด สิ่งแรกที่ต้องทำคือ
ตั้งสติ อย่าตกใจ ร้องเรียกความช่วยเหลือ เคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด

ภาพประกอบข่าว : งูกัดคน

รู้จัก "จงอาง" งูพิษอันตรายถึงตายใน 15 นาที

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

"งูจงอาง" จัดอยู่ในสกุล Ophiophagus ซึ่งเป็นงูเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุลนี้ มีรากศัพท์จากภาษาละตินแปลว่า "กินงู" เพราะงูในสกุลนี้ กินงูอื่นเป็นอาหาร พบในประเทศอินเดีย เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย สำหรับประเทศไทยพบมากในป่า จ.นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และในป่าทุกภาค แต่ชุกชุมทางภาคใต้มากที่สุด ในภาษาใต้เรียกว่า งูบองหลา ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

งูจงอางเป็นงูพิษที่มีลักษณะหัวกลมมน เกล็ดบริเวณส่วนหัวใหญ่ มีเขี้ยว 2 เขี้ยวที่ขากรรไกรด้านบน หน้าตาดุดัน จมูกทู่ ปกติงูจงอางจะเลื้อยช้าแต่จะมีความว่องไวและปราดเปรียวเมื่อตกใจ ถ้าพบเจอสิ่งใดแล้วไม่หยุดชูคอขึ้น จะเลื้อยผ่านไปเงียบ ๆ แต่ถ้าขดตัวเข้ามารวมเป็นกลุ่มแล้วยกหัวสูงขึ้น แสดงว่าพร้อมจู่โจมสิ่งที่พบเห็น

งูจงอางมีพฤติกรรมการฉกกัดแบบติดแน่น กัดแล้วจะย้ำเขี้ยว น้ำพิษมีสีเหลือง เหนียวหนืด พิษงูทำลายประสาทเช่นเดียวกับงูเห่าแต่เกิดอาการเร็วและรุนแรงกว่า เนื่องจากมีน้ำพิษปริมาณมาก เพราะงูจงอางมีขนาดโตกว่างูเห่า ผู้ถูกกัดจะมีอาการหนังตาตก ขากรรไกรแข็ง พูดไม่ชัด กลืนน้ำลายไม่ได้ แน่นหน้าอก ตาพร่า อ่อนเพลีย เป็นอัมพาต อาจตายเพราะอาการหายใจล้มเหลว น้ำพิษของงูจงอางสามารถฉีดออกมาได้ถึง 380-600 มก. ในการฉกกัดแต่ละครั้ง ซึ่งอาจมีปริมาณมากถึง 10 เท่าของงูเห่า ทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ ที่อันตรายคือกล้ามเนื้อที่ใช้หายใจหยุดทำงาน ดังนั้นหากถูกกัดจะถึงแก่ความตายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที

ภาพประกอบข่าว : งูจงอาง

ห้ามทำเด็ดขาด! ขันชะเนาะ-ดูดพิษด้วยปาก

การขันชะเนาะหรือการเอาผ้าผูกรัดอวัยวะที่อยู่เหนือแผลที่ถูกงูกัดเพื่อป้องกันพิษแล่นเข้าสู่หัวใจ ไม่สามารถป้องกันการดูดซึมพิษงูได้ และถ้ารัดแน่นเกินไปอาจทำให้เกิดเนื้อเน่าตายได้อีกด้วย วิธีการปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัดให้ทำดังนี้

  • ตั้งสติให้ดี ผู้ป่วยที่ถูก "งูพิษ" กัดอาจ "ไม่ได้รับพิษ" เพราะงูไม่ปล่อยพิษออกมา หรืองูพิษตัวนั้นได้กัดสัตว์อื่นมาก่อนและไม่มีน้ำพิษเหลือ

  • ล้างแผลงูกัดด้วยน้ำสะอาด แอลกอฮอล์ และ ทิงเจอร์ เท่านั้น เพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่างๆ บริเวณปากแผล ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้ กรีดแผล ดูดแผลด้วยปาก ใช้บุหรี่หรือไฟฟ้าจี้ที่แผล โปะน้ำแข็ง สมุนไพรพอกแผล ดื่มสุรา กินยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของแอสไพริน การกระทำเหล่านี้ไม่ช่วยรักษา แต่กลับจะมีผลเสียคือเพิ่มการติดเชื้อ เนื้อตาย และจะทำให้เสียเวลาที่จะนำส่งผู้ถูกงูกัดไปสถานพยาบาลโดยไม่จำเป็น

  • นอนนิ่งๆ จัดท่าให้ส่วนที่ถูกงูกัดอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ และอย่าเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่จำเป็น เพื่อชะลอการดูดซึมพิษงูเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองและเส้นเลือดดำไหลเวียนเข้า "หัวใจ" ให้หาไม้ดามบริเวณที่ถูกงูกัดแล้วใช้ผ้าพันให้แน่นพอประมาณเหนือแผลงูกัด ประมาณ 5-15 ซม. แต่ไม่ควรทำการขันชะเนาะ เพราะอาจทําให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้น ๆ ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดเนื้อตายได้

  • รีบนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลที่ใกล้และเร็วที่สุด ระหว่างการนำส่งสถานพยาบาล ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ทำการปั๊มหัวใจ (CPR) เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้นานพอจนได้รับการรักษาจากแพทย์-พยาบาล
    ผู้ป่วยที่ถูกงูที่มีพิษต่อระบบประสาทกัด อาจเป็นอัมพาตทั่วตัวคล้ายกับเสียชีวิต ห้ามหยุดให้การช่วยเหลือ และให้รีบส่งผู้ป่วยไปสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ผู้ประสบเหตุหรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ หากเป็นไปได้ ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบถึงชนิดงู บริเวณที่ถูกกัด และเวลาที่เกิดเหตุ แต่หากทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะจะทำให้เสียเวลาในการรักษาโดยไม่จำเป็น ถ้าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว หรือเคยมีประวัติแพ้ยาหรือสารใดๆ ให้แจ้งแพทย์ทราบด้วย

ผู้ถูกงูกัดไม่จำเป็นต้องได้รับเซรุ่มแก้พิษงูทุกราย ปัจจุบันใช้การดูรอยกัดและลักษณะแผลเพื่อกำหนดการใช้เซรุ่มต้านพิษงู โดยแพทย์จะให้เซรุ่มแก้พิษงูเฉพาะในรายที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น

อ่าน : ส่งกำลังใจช่วย "อั๋น ทีมอสรพิษ" งูกัดเส้นเลือดดำ

สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม จังหวะปั๊มหัวใจ CPR

การทำ CPR (Cardiopulmonary resuscitation) ใช้สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินที่ "หมดสติและหัวใจหยุดเต้น" ผู้ช่วยเหลือต้องรีบทำ CPR ทันทีภายในเวลา 4 นาทีแรกหลังจากผู้ป่วยหยุดหายใจ ป้องกันเซลล์สมองขาดออกซิเจน

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชน

เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและภาวะหยุดหายใจขึ้นแล้ว ประชาชนผู้ให้การช่วยเหลือ สามารถใช้หลักการจำขั้นตอนที่สำคัญ 4 หลักการสั้นๆ ได้แก่

  • ประเมินการตอบสนองของผู้ป่วยว่ามีสติหรือไม่ โดยการปลุกเรียกและดูการเคลื่อนไหวที่หน้าอกว่าหายใจหรือไม่

  • ขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ฉุกเฉิน ตามเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ : เครื่องเออีดี (AutomatedExternal Defibrillator : AED)

  • ปฏิบัติตามขั้นตอน

  • การช่วยกดหน้าอก

  • การเปิดทางเดินลมหายใจให้โล่ง

  • การช่วยหายใจ

  • การช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติโดยใช้เครื่องเออีดี

เทคนิคในการกดหน้าอก

  • วางมือลงบนตำแหน่งที่ถูกต้อง ระวังอย่ากดลงบนกระดูกซี่โครง เพราะจะเป็นต้นเหตุให้ซี่โครงหัก
  • แขนเหยียดตรงอย่างอแขน โน้มตัวให้หัวไหล่อยู่เหนือผู้หมดสติ โดยทิศทางของแรงกดดิ่งลงสู่กระดูกหน้าอก
  • กรณีผู้ใหญ่ กดหน้าอกให้ยุบลงไปอย่างน้อย 2 นิ้ว (5 ซม.)
ภาพประกอบข่าว : การวางมือเพื่อทำ CPR ผู้ใหญ่
  • ภาพประกอบข่าว : การวางมือเพื่อทำ CPR ผู้ใหญ่

  • กรณีเด็ก กดหน้าอกให้ยุบลงอย่างน้อย 1/3 ของความหนาของทรวงอกเด็ก

  • กรณีทารก กดหน้าอกให้ยุบลงอย่างน้อย 1/3 ของความหนาของทรวงอกทารก

ภาพประกอบข่าว : ตำแหน่งและนิ้วที่ใช้ CPR เด็กทารก
  • ภาพประกอบข่าว : ตำแหน่งและนิ้วที่ใช้ CPR เด็กทารก

  • ในจังหวะปล่อยต้องคลายมือขึ้นมาให้สุด เพื่อให้หน้าอกคืนตัว กลับมาสู่ตำแหน่งปกติก่อนแล้วจึงทำการกดครั้งต่อไป อย่ากดทิ้งน้ำหนักไว้ เพราะจะทำให้หัวใจคลายตัวได้ไม่เต็มที่ ห้ามคลายจนมือหลุดจากหน้าอก เพราะจะทำให้ตำแหน่งของมือเปลี่ยนไป

เคล็ดลับการกดหน้าอก ต้องกดให้เร็ว ให้ลึก และให้แรง ด้วยจังหวะตามเพลง "สุขกันเถอะเรา"
สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม อย่ามัวอาลัยคิดร้อนใจไปเปล่า …

การทำ CPR จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้ผู้หมดสติได้ เมื่อพบผู้หมดสติต้องรีบให้การช่วยเหลือทันที และเมื่อช่วยเหลือแล้ว ถ้าเป็นไปได้ "อย่าหยุดปั๊ม" หรือให้เรียกคนที่ทำ CPR ได้มาปั๊มหัวใจแทน วนกันไปเรื่อยๆ จนกว่าหน่วยแพทย์กู้ชีพ หรือ ผู้ใช้เครื่อง AED เป็นจะมาถึง

รู้หมือไร่ : หลักสูตร CPR ในปัจจุบันหลังยุคโควิด-19 ผู้ให้การช่วยเหลือหากไม่ต้องการเป่าลมเข้าปาก ก็สามารถทำได้ แต่ต้องปั๊มหัวใจไปเรื่อยๆ จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง

อ่าน : 10 ชนิด "งูพิษ" ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

ที่มา : ศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ดูข่าวต้นฉบับ