"สิงห์ เอสเตท” เปิดตัวโครงการ “S’RIN(สริน) ราชพฤกษ์-สาย 1” ราคา 39-75 ล้านบาท ถือเป็นการเปิดตัวเข้าสู่ตลาดบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 50 ล้านบาท
ปลายปีนี้พบกับแบรนด์ใหม่ “SHAWN” บ้านเดี่ยวราคา 15-30 ล้านบาท ปักหมุด 2ทำเลที่ “ปัญญาอินทรา” และ “วงแหวน-จตุโชติ”
แย้มแผนปี 2567 เตรียมบุกต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก คาดอาจลงทุนใน “ภูเก็ต” ที่กลุ่มธุรกิจโรงแรมของสิงห์ เอสเตทเปิดตลาดไว้แล้ว
ตามแผนของบริษัทที่ประกาศไว้ช่วงต้นปี 2566“สิงห์ เอสเตท” จะหันมารุกตลาดบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีเป็นหลัก จากเดิมเน้นการพัฒนาคอนโดมิเนียมหรู และจะกระจายเซ็กเมนต์ ไม่ได้มีแค่ “บ้านร้อยล้าน” อย่างเคย แต่จะลงไปจนถึงบ้านราคา 10 ล้านบาทเลยทีเดียว
ล่าสุด“ณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S นำทีมผู้บริหารเปิดตัวโครงการ “S’RIN(สริน) ราชพฤกษ์-สาย 1” มูลค่าโครงการกว่า 3,700 ล้านบาท
[caption id="attachment_1448160" align="alignnone" width="1000"]
คลับเฮาส์โครงการ S'RIN ราชพฤกษ์-สาย 1[/caption]
ทำเลโครงการอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 1 ที่ดิน 45 ไร่ แบ่งแปลงทั้งหมด 89 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยว 3 ไทป์ 4-5 ห้องนอน ขนาดที่ดิน 110-168 ตร.ว.ต่อแปลง เปิดขายราคาหลังละ 39-75 ล้านบาท
โครงการนี้เป็นโครงการแรกที่บริษัทลงมาจับตลาดราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 50 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ ตลาดใหม่ของสิงห์ เอสเตท
[caption id="attachment_1448161" align="alignnone" width="1000"]
บ้านตัวอย่าง S'RIN ราชพฤกษ์-สาย 1[/caption]
โดยณัฐวุฒิกล่าวว่า บริษัทยังใช้ปรัชญาเดิมในการแข่งขันในตลาดคือพัฒนาสินค้า ‘Best in Class’ ยกตัวอย่างโครงการนี้ถือว่าราคาเริ่มต้นสูงกว่าคู่แข่งในทำเลสาย 1 ที่มักจะพัฒนาบ้านเดี่ยวราคา 30 ล้านต้นๆ แต่สิงห์ เอสเตทเลือกจับตลาดอีกระดับ โดยมีองค์ประกอบที่ส่งเสริม เช่น ทำเลติดถนนใหญ่, แบ่งแปลงที่ดินและขนาดบ้านใหญ่ขึ้น, ออกแบบถนนส่วนกลางให้เหมาะกับซูเปอร์คาร์ เป็นต้น
หลังจากเปิดซอฟต์ลอนช์มา 2 สัปดาห์ มียอด walk-in ชมโครงการแล้วกว่า 130 ราย และจองแล้ว 10 ราย คิดเป็นมูลค่ายอดจอง 600 ล้านบาท สะท้อนผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า เชื่อว่าโครงการน่าจะปิดการขายได้หมดภายในช่วงต้นปี 2569
ปัจจุบันสิงห์ เอสเตท จัดแบรนด์ประกบกับระดับราคาที่มีแผนการทำตลาดไว้ ดังนี้
อัลตรา ลักชัวรี - บ้านเดี่ยวราคาหลังละ 100 ล้านบาทขึ้นไป : “สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส” , “LA SOIE de S” (ลาซัวว์ เดอ เอส)
ซูเปอร์ ลักชัวรี - บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้นหลังละ 50-100 ล้านบาท : “ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส” , “SMYTH’S”
พรีเมียม ลักชัวรี - บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้นหลังละ 30-50 ล้านบาท : “S’RIN” และ คอนโดฯ ราคา 300,000 บาทต่อตร.ม.ขึ้นไป : The ESSE
ลักชัวรี - บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้นหลังละ 15-30 ล้านบาท : “SHAWN” (ฌอน) และ คอนโดฯ ราคา 200,000-300,000 บาทต่อตร.ม. : The EXTRO
พรีเมียม – บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้นหลังละ 10-15 ล้านบาท (รอการประกาศแบรนด์)
สำหรับบ้านเดี่ยวกลุ่ม“ลักชัวรี” ของสิงห์ เอสเตท ณัฐวุฒิกล่าวว่า เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้บริษัทจะเปิดตัวโครงการแบรนด์ “SHAWN” ใน 2 ทำเล คือ ปัญญาอินทรา และ วงแหวน-จตุโชติ เป็นบ้านเดี่ยวในกลุ่มราคาเริ่มต้น 15-30 ล้านบาท
ดังนั้น แผนการเปิดตัวโครงการของ “สิงห์ เอสเตท” ปี 2566 จะครบตามเป้าหมาย 5 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท (*โครงการที่เปิดตัวไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ “LA SOIE de S สุขุมวิท 43” และ “SMYTH’s รามอินทรา”)
แผนปี’67 อาจบุกตลาดต่างจังหวัด
ณัฐวุฒิกล่าวต่อถึงแผนปี 2567 ว่า น่าจะเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจที่พักอาศัยของสิงห์ เอสเตทจะลงทุนในต่างจังหวัด เป็นไปได้ที่จะมีทั้งแนวราบและคอนโดฯ
“เป็นไปได้ที่จะลงในจ.ภูเก็ต เพราะกลุ่มสิงห์ เอสเตทเราทำธุรกิจโรงแรมที่นั่น ซึ่งจะทำให้มีสิทธิประโยชน์ส่งเสริมกันได้” ณัฐวุฒิกล่าว
ปัจจุบันโรงแรมในเครือสิงห์ เอสเตทเฉพาะที่อยู่ในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 แห่ง ในจ.ภูเก็ต, เกาะสมุย และเกาะพีพี
[caption id="attachment_1448163" align="alignnone" width="1000"]
ทีมผู้บริหาร สิงห์ เอสเตท[/caption]
ส่วนแบรนด์ใหม่ที่จะมาเจาะตลาดบ้านเดี่ยวราคาเริ่ม 10-15 ล้านบาท ณัฐวุฒิยังไม่ยืนยันว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ เพราะยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม เนื่องจากกระบวนการก่อสร้างจะแตกต่าง
“เดอะเนสท์” ผนึกทุนญี่ปุ่น KRD เปิดบ้านเดี่ยวหรู 2 โครงการใหม่ฝั่งตะวันออกกรุงเทพฯ
“10 & Only” บ้านหรูร้อยล้านจากเมเจอร์ฯ ผสาน “โรงรถ 2 ชั้น” ไว้ในบ้าน เอาใจกลุ่มนักสะสมรถ
ด้านการจอยต์เวนเจอร์ร่วมทุนก็ยังคงเปิดกว้างทุกดีลที่น่าสนใจและในทุกเซ็กเมนต์ ปัจจุบันมีผู้ต้องการร่วมทุนหลายรายติดต่อเข้ามาทั้งในไทยและจากต่างประเทศ
“มีเข้ามาหมดทั้งดีเวลอปเปอร์ที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้ว หรือแลนด์ลอร์ดที่ต้องการคนมาพัฒนาบนที่ดินของตนเอง” ณัฐวุฒิกล่าว “จริงๆ แผนหลักของเราคือเราต้องการทำเองมากกว่า แต่ก็เปิดกว้างถ้ามีดีลร่วมทุนที่เหมาะสม”