ทั่วไป

แนวโน้มผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในตำแหน่งประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ หลังสิ้นสุดการลงทะเบียนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ต.ค.64

MATICHON ONLINE
อัพเดต 05 พ.ย. 2564 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 06.30 น.

แนวโน้มผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในตำแหน่งประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ หลังสิ้นสุดการลงทะเบียนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ต.ค.64 โดย สีดา สอนศรี

การเลือกตั้งของฟิลิปปินส์เป็นระบบตามกฎหมายการเลือกตั้งซึ่งคณะกรรมาธิการการเลือกตั้ง (COMELEC) ของฟิลิปปินส์เป็นผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจจัดการเลือกตั้งทุกระดับรวมทั้งการหยั่งเสียงประชามติและการรวบรวมรายชื่อในการริเริ่มและการเสนอเรื่องต่างๆ เข้าสภา

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคมก็เช่นกัน กฎหมายการเลือกตั้งกำหนดให้มีการลงทะเบียนผู้สมัครระดับชาติ (ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้ง Party List ซึ่งเป็น ส.ส.ที่ให้เลือก 1 Party List) ผู้สมัครระดับท้องถิ่น ตั้งแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองนายกเทศมนตรี และรองสมาชิกสภาท้องถิ่นทั้งประเทศ ยกเว้นหัวหน้าบารังไก (หมู่บ้าน) และสมาชิกของสภาหมู่บ้าน รวมทั้งหมดประมาณ 18,000 ตำแหน่ง โดยใช้เครื่องนับคะแนนในการเลือกตั้ง ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ใช้เครื่องนับคะแนนในการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้ง One Man-One Vote และเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุกตำแหน่ง ประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีเลือกแยกกัน ผู้ใดได้คะแนนสูงในตำแหน่งใดก็ชนะในตำแหน่งนั้น จึงมีโอกาสที่ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีอาจมาจากคนละพรรค

การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม ในปีหน้านั้น COMELEC ได้จัดให้มีการลงทะเบียนในวันที่ 1-8 ตุลาคมที่ผ่านมา รวมทั้งตำแหน่งอื่นๆ ด้วย ตำแหน่งที่สำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญมากคือ ตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะเป็นผู้วางแผนและกำหนดนโยบายต่างๆ ของประเทศ

ผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีที่ลงทะเบียนการเลือกตั้งแล้วในขณะนี้มี 6 คน ดังนี้

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

1.Manny Pacquiao เป็นสมาชิกวุฒิสภา สมัครภายใต้พรรค Progressive Movement for the Devolution of Initiatives-PMDI ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากที่เมือง Cebu ในเกาะวิสายะ มีแผนที่จะส่งผู้สมัครชิงทุกตำแหน่ง นโยบายที่สำคัญคือ การใช้โซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ และสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การปราบปรามยาเสพติดแต่จะไม่รุนแรงเท่า Duterte และที่สำคัญเขามีเงินเป็นจำนวนมากจากการชนะการชกมวยมาสนับสนุนคนชั้นล่าง (ระดับ E) เนื่องจากเขาใช้ชีวิตอยู่ในสลัม ก่อนที่เขาจะพัฒนาตัวเองให้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีจนชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ขาดประสบการณ์การบริหารโดยเฉพาะการบริหารประเทศฟิลิปปินส์ที่เป็นพหุสังคม ผู้สมัครรองประธานาธิบดีในพรรคนี้คือ Jose Lito Atienza จบการศึกษาทางสถาปัตยกรรมและกฎหมาย เป็นรองประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตนายกเทศมนตรีเมืองมะนิลา เป็นผู้ต่อต้านมาร์กอสและเป็นผู้นำนักศึกษาต่อต้านมาร์กอสในช่วงประกาศกฎอัยการศึก ต่อต้านกฎหมายการหย่าร้าง เป็นสมาชิก Buhay Party List มีประสบการณ์ทางการเมืองมากพอสมควร อย่างไรก็ตาม Pacquiao ก็จะดำเนินนโยบายตาม Duterte เพราะเขาเคยสนับสนุนกันมา

2.Panfilo Lacson เป็นวุฒิสมาชิก สมัครภายใต้พรรค Partido Demokratikong Reforma จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์จาก Lyceum of the Philippine University และ Philippine Military Academy และเป็นคณะกรรมาธิการของสมาชิกวุฒิสมาชิกหลายชุดด้วยกัน นอกจากนั้นยังเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เคร่งครัด อีกทั้งยังได้เคยรับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีอากีโน ที่ III ให้เป็นผู้ช่วยการฟื้นฟูเกี่ยวกับพายุโยลันดา ซึ่งเป็นพายุที่ฟิลิปปินส์ได้รับความเสียหายมาก ที่สำคัญเขาเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Sin Tax Law ที่ให้ขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ และกฎหมายคุมกำเนิด Reproductive Health และเขาเป็นผู้ต่อต้านหวยเถื่อนในฟิลิปปินส์ ผู้ที่สมัครรองประธานาธิบดีพรรคเดียวกันคือ Tito Sotto เป็นประธานวุฒิสมาชิก เขาเป็นผู้อยู่ระดับบน (A) ของสังคม พี่ชายของเขาเป็นผู้อยู่ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ ในปี 1935 และมีประสบการณ์มากมายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้ง Lacson และ Sotto จะได้รับคะแนนเสียงจาก Class A-B (ชนชั้นระดับสูง) ซึ่งมีจำนวนน้อย

3.Isko Moreno หรือ Francisco Domagoso จบการศึกษาทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัย Arellano และได้ประกาศนียบัตรทางการบริหารจาก U.P และ Harvard Kennedy Business School เป็นนายกเทศมนตรีเมืองมะนิลา เคยเป็นนักแสดงมาก่อน ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมะนิลา เขาไต่เต้ามาตั้งแต่เป็นกรรมการสภาท้องถิ่นและรู้ถึงสภาพของความยากจนของคนจนในเมืองมะนิลา (urban poor) ดี เขาได้เดินตามรอยของอดีตนายกเทศมนตรี Lim ที่ทำให้เมืองมะนิลาสะอาด เป็นระเบียบ นอกจากนี้เขายังได้อนุมัติเงินให้นักเรียนชั้นประถม 500 บาทต่อเดือน และชั้นมัธยม 1,000 บาทต่อเดือน แก่นักเรียนโรงเรียนเอกชน อำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย COVID-19 ทั้งในแง่การฉีดวัคซีน การรักษาและการฟื้นฟู จึงเป็นที่นิยมของชน
ชั้นระดับที่มีรายได้น้อยในเมืองและชนชั้นระดับล่าง ที่สำคัญเขาได้รับการสนับสนุนจาก Trade Union Congress ซึ่งมีองค์กรแรงงานหลายสิบกลุ่มที่อยู่ภายใต้องค์กรนี้ โดยเฉพาะองค์กร Philippine Trade and General Workers Organization (PTGWO) องค์กรเดียวก็มีสมาชิกกว่า 1 แสนคน เขาจึงน่าจะเป็นม้ามืด ถ้าเขาเอารูปแบบของมะนิลาไปหาเสียงทั่วประเทศ ส่วนรองประธานาธิบดีที่สมัครภายใต้พรรคนี้คือ หมอ Willie Ong เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีผู้ติดตามใน Facebook ถึง 10 ล้านคน ผู้สนับสนุนเขาน่าจะมาจาก Class C-D-E

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

4.Ferdinand “Bongbong” Romualdez Marcos Jr. หรือ Bongbong Marcos เป็นบุตรของอดีตประธานาธิบดีมาร์กอส เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากตระกูลนักการเมือง เขาเปลี่ยนพรรคใหม่จาก Kilusang Bagong Lipunan (New Society Movement) เป็นพรรคเป็น Partido Federal ng pilipinas (PFP) เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด Ilocos Norte ซึ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว และเป็นจังหวัดที่ตระกูลของมาร์กอสได้พัฒนาเพราะเป็นบ้านเกิดของเขา Bongbong เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งแต่อายุ 23 ปี ทำให้เขาออกจาก Wharton Business School เพื่อมาสมัครเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตามความประสงค์ของครอบครัว เขาได้รับประกาศนียบัตรทาง Social Studies จาก St. Edmund Hall ที่อังกฤษ ในเวลาต่อมาเขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาตามลำดับ เขาแพ้คะแนนเสียงรองประธานาธิบดี Leni Robredo ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี Benigno Aquino ที่ III ในปี 2010 และปีนี้เขาก็สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกับ Leni Robredo อีกด้วย เขาจะได้คะแนนเสียงจากกลุ่ม C, D, E

5.Ronald dela Rosa สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค PDP-Laban พรรคนี้แต่เดิมยังไม่ได้เสนอผู้ใดเป็นประธานาธิบดี Duterte เพิ่งจะตัดสินใจให้เขาลงสมัคร เขาเป็นสมาชิกวุฒิสมาชิก อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นผู้ใกล้ชิดกับ Duterte เขาจบการศึกษาจาก Mindanao State University, Philippine Military Academy และปริญญาเอกจาก University of Southeastern Philippines จาก Davao City เขาสนับสนุนนโยบายของ Duterte ในการปราบปรามยาเสพติด กำกับการใช้รถฉุกเฉิน ร่างกฎหมาย Migrant Workers and Overseas Filipino Act ผู้สมัครลงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของพรรคนี้คือ Christopher Lawrence Tesoro Go หรือ Bong Go เป็นที่ปรึกษาของ Duterte

 

6.Leni Robredo เป็นนักกฎหมาย จบการศึกษาจาก U.P จบกฎหมายจาก University of Nueva Caceres และบริหารธุรกิจจาก San Beda University เป็นผู้สมัครฝ่ายค้านเพียงคนเดียวที่ตัดสินใจสมัครก่อนวันปิดสมัครลงทะเบียนเพียง 1 วัน เพราะเธอต้องการตัดคะแนนเสียงของ Bongbong มาร์กอส ในเกาะวิสายะและมินดาเนา เธอมาจากพรรค Liberal Party ซึ่งเป็นพรรคของ Benigno Aquino ที่ III แต่เธอได้เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น 1Sambayan คือ One Nation เธอช่วยเหลือสังคมมาก มีองค์กรหลายองค์กรที่สนับสนุนเธอ และสามารถเข้าคนระดับล่างได้ เธอต่อต้านนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ Duterte และลักษณะเผด็จการของเขารวมทั้ง นโยบายใน South China Sea ที่เข้าข้างจีนมากเกินไป ส่วนผู้ลงสมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีคือ Kiko Pangilinan หัวหน้าพรรค Liberal Party เธอจะได้คะแนนเสียงจาก Class A, B ซึ่งเป็นนักวิชาการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยและเยาวชนหนุ่มสาว

การเมืองเรื่องการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ผู้สมัครสามารถเปลี่ยนตัวผู้สมัครได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ตามที่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย

ถ้าหากมาวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นว่าผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นสมาชิกวุฒิสมาชิกยกเว้น Isko Moreno เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ที่สำคัญอยู่ที่นโยบายว่าจะแก้ปัญหาให้กลุ่มใดมากกว่ากันและความเป็นพรรคพวกก็เป็นสิ่งสำคัญ

ผู้สมัครทั้งหมดยกเว้น Leni เป็นกลุ่มที่สนับสนุนนโยบายของ Duterte แม้ Duterte ได้ประกาศถอนตัวออกจากการเมืองแล้วก็ตาม แต่เขามีเสียงสนับสนุนมากที่เกาะวิสายะโดยเฉพาะที่ Cebu และเสียงจากมินดาเนาโดยเฉพาะที่ Davao รามทั้งชนชั้นระดับผู้มีรายได้น้อย (class D-E) ซึ่งมีกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งอาจจะประมาณครึ่งหนึ่ง นโยบายของประเทศตามที่ได้มีการสำรวจในเดือนมิถุนายนคือ การแก้ปัญหา COVID-19 ในทุกระดับ ตั้งแต่การสั่งซื้อวัคซีน ความสามารถในการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง และการเยียวยาผู้ติดเชื้อ การจัดสถานที่พักฟื้น การลดราคายาให้ถูกลงจะต้องเป็นนโยบายของผู้สมัครด้วย นอกจากนั้นนโยบายการปราบปรามยาเสพติดก็ต้องไม่มีความรุนแรงเหมือนนโยบายของ Duterte ไม่เพียงแต่เท่านั้นจะต้องพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในสภาวะปัจจุบันอันเนื่องมาจาก COVID-19 และรักษาอธิปไตยในส่วนของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้ไว้ด้วย

ผู้สมัครทุกคนมีนโยบายเหมือนกันเพราะเป็นผู้ใกล้ชิด Duterte ยกเว้นนโยบายของ Isko ที่มีนโยบาย Populist ซึ่งเน้นการลดอาชญากรรม นโยบายยาราคาถูก ลดโทษผู้มีรายได้ต่ำ รักษาผู้ป่วยในราคาถูก ช่วยค่าเล่าเรียนแก่นักเรียนทั้งระดับประถมและมัธยม และทำเมืองมะนิลาให้สะอาดและน่าอยู่ ทำให้กลุ่มเยาวชนชอบนโยบายเขามากอีกทั้ง Trade Union Congress และ Philippine Trade and General Workers Organization ซึ่งมีสมาชิกเป็นจำนวนหลายแสนคนสนับสนุนเขา และถ้า Duterte หาเสียงให้เขาใน Cebu และ Davao เขาก็จะเป็นม้ามืดในครั้งนี้ได้ ส่วน Bongbong Marcos จะได้คะแนนเสียงจากฐานเสียงของเขาในจังหวัด Ilocos Norte และถ้า Sara ไม่ลงสมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ Duterte ก็จะหาเสียงให้ Bongbong Marcos เขาก็จะได้เสียงจากทั้งทางเหนือ กลาง และใต้

แต่ประชาชนเป็นจำนวนมากไม่อยากได้คนในตระกูลมาร์กอสมาปกครองประเทศอีก แต่เขามีเงินมากในการหาเสียง อย่างไรก็ตาม มีองค์กรนักศึกษา 30 องค์กรทั่วประเทศต่อต้านเขาอยู่ในขณะนี้ ส่วน Leni แม้จะมีองค์กรหลายองค์กรสนับสนุน มีนโยบายช่วยประชาชนในจังหวัดของเธอ แต่ถ้าเธอประชาสัมพันธ์น้อย Leni อาจแพ้คะแนนเสียง Bongbong Marcos ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Class C, D, E ได้ ส่วนผู้ที่จะได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกันคือ Isko Moreno ได้รับการสนับสนุนจาก Class C, D, E, Leni Robredo, Class A-B และกลุ่มเยาวชน ในขณะที่ Lacson ได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่ม A,B ประชากรกลุ่มหนุ่มสาวซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะรับข้อมูลจากเพื่อนและครอบครัว การเลือกตั้งครั้งนี้ Duterte และ Sara Duterte คือตัวแปรที่สำคัญ ถ้า Sara ลงสมัคร (เธอได้คะแนนนำในตำแหน่งประธานาธิบดี แม้เธอยังไม่สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตาม) แต่เธอจะมีโอกาสมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ เพราะมีตัวช่วยมากมาย อีกทั้งนโนบายของเธอก็แตกต่างจาก Duterte คือไม่แข็งกร้าว ไม่คบจีนฝ่ายเดียว รักษาอธิปไตยในทะเลจีนใต้ และต่อยอดนโยบาย BUILD-BUILD-BUILD ที่รองรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญไม่มีผู้ใดครอบงำเธอได้

ดูข่าวต้นฉบับ