ไอที ธุรกิจ

สภาพัฒน์ แถลงผลถกเอกชนแก้ปํญหาเศรษฐกิจจากโควิด-19

Businesstoday
เผยแพร่ 20 เม.ย. 2563 เวลา 08.04 น. • Businesstoday

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงผลประชุมคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสอง เตรียมเสนอแผนปลดล็อคภาคธุรกิจ ช่วยกิจการเอสเอ็มอี แบ่งเบาภาระพี่น้องเกษตรกร

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยว่า หลังการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 13 เมษายน ทางคณะที่ปรึกษา ได้เชิญเอกชนที่เกี่ยวข้องกว่า 17 แห่ง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจ ทำให้ได้ข้อเสนอและมาตรการ 5 กลุ่ม เพื่อขอให้รัฐพิจารณาสำหรับการช่วยเหลือภาคเอกชนไทย

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ประธานส.อ.ท.เสนอรัฐมุ่งช่วยเอสเอ็มอีอย่างเร่งด่วน

โดยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมมาตรการเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งแบ่งเป็นมาตรการด้านแรงงาน ด้านภาษี ด้านสาธารณูปโภค ด้านการเงิน และด้านอื่นๆ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยสามารถอยู่รอดในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 และบรรเทาภาระปัญหาการเลิกจ้างงานอีกทางหนึ่งด้วย

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

สำหรับข้อเสนอ (1) มาตรการด้านแรงงาน ครอบคลุมในเรื่องของประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น เสนอให้ลดเงินสมทบกระกันสังคมนายจ้างจาก 4% เหลือ 1% เป็นระยะเวลา 180 วัน, ปรับค่าจ้างแรงงานเป็นรายชั่วโมงในกรณีที่ลดชั่วโมงการทำงานเหลือ 4 ชั่วโมง หรือ ให้รัฐช่วยชดเชยเงินเลิกจ้าง 3 เดือน ส่วน (2) มาตรการด้านภาษี เช่น ขอให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า กรณีใช้งบประมาณเพื่อป้องกัน COVID-19 หรือ หักภาษี ณ ที่จ่ายเพียง 1% ตลอดปีงบประมาณภาษี 2563 ขณะที่ (3) มาตรการด้านสาธารณูปโภค/ที่ดิน เช่น ขอเลื่อนการจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ ออกไป 4 เดือน ลดค่าน้ำค่าไฟให้แก่เอสเอ็มอี 5% และลดค่าจดจำนองที่ดิน ด้าน (4) มาตรการด้านการเงิน เช่น สินเชื่อที่รัฐให้เพิ่มสภาพคล่อง ขอให้ บสย. ค้ำประกันวงเงินกู้เพิ่มเป็น 80% และ (5) มาตรการด้านอื่น ๆ เช่น ให้รัฐจัดสรรงบประมาณในการจ้างงาน ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ (Made-in-Thailand) ซึ่งเอกชนต้องหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย

ประธานสภาหอการค้าไทยเสนอแผนปลดล็อคให้ภาคธุรกิจกลับมาเปิดกิจการได้ใหม่

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

นาย กลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า หลังพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมเห็นสมควรให้ภาครัฐออกมาตรการเพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถกลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้ง โดยแบ่งเป็นโซนตามสี คือ สีเขียว เหลือง และแดง เพื่อให้การเปิดธุรกิจสอดคล้องเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของสถานการณ์การระบาดในพื้นที่

โดยนายกลินท์ เรียกร้องให้การประกาศใช้มาตรการแบ่งโซนเปิดกิจการนี้ เป็นคำสั่งส่วนกลางจากภาครัฐ แต่ต้องมีการหารือกับหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเปิดกิจการปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19

สำหรับ ข้อเสนอมาตรการเพื่อการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ ได้แก่ (1) มาตรการในการปรับพฤติกรรมของประชาชน โดยมีการกำหนดแนวทางในการปฏิบัติของประชาชนและสถานที่ให้บริการ เช่น สวมหน้ากากอนามัย งดใช้เสียง เว้นระยะห่าง (2) แนวทางพิจารณาการเปิดดำเนินการธุรกิจตามความเสี่ยงของสถานประกอบการ และพื้นที่ที่มีความเสี่ยง อาทิ สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่ำอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจพิจารณาเปิดให้บริการได้ตามมาตรการที่กำหนด ขณะที่สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง และอยู่ในจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงจะไม่พิจารณาเปิดให้บริการ โดยให้สอดคล้องกับแนวทางข้อเสนอปลดล็อคดาวน์ของกระทรวงสาธารณสุข (3) กระบวนการอนุญาตและติดตาม อาทิ การลงทะเบียนสำหรับสถานประกอบการ การติดตามตรวจสอบโดยภาครัฐระดับท้องถิ่นและจังหวัด และการรายงานของภาคประชาชนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ 2 แอปพลิเคชั่นซึ่งขณะนี้ ทางสภาหอการค้าไทย ได้จัดทำแอปพลิเคชั่นแรกเสร็จแล้ว โดยเป็นแอปพลิเคชั่นในการติดตาม (tracking) ขณะที่่ แอปพลิเคชั่นอีกอันสำหรับตรวจเช็คข้อมูลความปลอดภัยของสถานประกอบการ ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดทำ (4) การพิจารณาระยะเวลาดำเนินการ โดยเป็นการทดลองเปิดในจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำและขยายผลไปสู่จังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางต่อไป (5) การสื่อสาร โดยภาครัฐจัดทำแผนการสื่อสารไปสู่ประชาชนและสถานประกอบการให้รับทราบถึงข้อปฏิบัติและแนวทางในการดำเนินการ (6) คณะทำงานร่วมในการดำเนินการ ประกอบด้วยภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคสังคมและวิชาการ ซึ่งเอกชนจะต้องไปหารือในรายละเอียดกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข

 

ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการปลดล็อคดาวน์ นาย กลินท์ เสนอให้รัฐทำ "Sand Box" คือเป็นช่วงระยะทดลองเปิดราว 2 สัปดาห์ดูก่อน เพื่อประเมินผลถึงความพร้อมและความปลอดภัย ก่อนค่อยๆ ทยอยเปิดต่อไป ขณะเดียวกัน ทางสภาหอการค้าไทย เตรียมจัดทำคู่มือปฎิบัติสำหรับสถานประกอบการเพื่อให้ปลอดภัยจาก โควิด -19

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดของมาตรการความปลอดภัยเพื่อเปิดทางให้ภาคธุรกิจกลับมาเปิดให้บริการได้ เช่น การคำนึงถึงความหนาแน่น การอยู่ในพื้นที่จำกัด เช่น ห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่เกิน 1 ชั่วโมง มีการตรวจวัดอุณหภูมิตลอดการเข้า-ออก และติดตั้งระบบการถ่ายเทอากาศอย่างเหมาะสม

พร้อมกันนี้ ทางประธานสภาหอการค้าไทยยังเห็นสมควรให้เปิดสวนสาธารณะ แต่ยังต้องใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม บวกกับเปิดให้มีระบบขนส่งข้ามจังหวัด เพื่อให้การค้ากลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

สภาเกษตรกรแห่งชาติวอนรัฐอัดฉีดเงิน-พักหนี้-ตั้งกองทุน ต่อลมหายใจเกษตรกรไทย

ด้าน นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ยื่นขอเสนอช่วยเหลือเกษตรกรจากไวรัสโควิด-19 โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นและระยะยาว

โดยมาตรการระยะสั้นประกอบด้วย (1) การเยียวยาให้กับเกษตรกร ครัวเรือนละ 5,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน (2) การพักหนี้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการ ระยะเวลา 1 ปี (3) การปรับโครงสร้างหนี้และขยายเวลาชำระหนี้จากการเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร (4) การจัดให้มีช่องทางการขายสินค้าออนไลน์รวมที่เดียว และให้รัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจากับทางไปรษณีย์ไทยในเรื่องของการลดค่าขนส่ง (5) การสนับสนุนและจัดระบบการขนส่งผลผลิตการเกษตร (6) การส่งออกผ่านพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน และ (7) การใช้ Big Data ในการติดตามสถานการณ์ภาคการเกษตร

ส่วนมาตรการระยาว ที่นายประพัฒน์ระบุว่าจะต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกครั้ง ได้แก่ (1) การปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านกองทุนร่วมทุนเกษตรกร 50,000 ล้านบาท (2) การพัฒนานักธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ และ (3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านกลไกการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติประเมินว่า ขณะนี้ มีครัวเรือนเกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการเงินช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างน้อย 8-9 ล้านครัวเรือน โดยทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่ทางสภาเกษตรแห่งชาติเห็นว่าเป็นไปได้ แต่การตัดสินใจดำเนินการยังคงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐบาล

สมาคมธนาคารไทยเร่งกำหนดกรอบปล่อยสินเชื่อ รับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งกำหนดเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อของบรรดาธนาคารพาณิชย์เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกำหนดฉุกเฉินที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ให้แบงก์พาณิชย์นำไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีต่อไป

โดยข้อเสนอมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) นี้จะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากมาตรการสินเชื่อใหม่วงเงิน 500,000 ล้านบาทของรัฐบาล สำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งประกอบด้วย (1) สถาบันการเงินจะกระจายวงเงินให้ลูกหนี้ทุกระดับของเอสเอ็มอี ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ กระจายวงเงินครอบคลุม ทุกอุตสาหกรรม ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และการให้วงเงิน ไม่จำกัดเฉพาะลูกหนี้ชั้นดีของสถาบันการเงินเท่านั้น (2) ผ่อนปรนเงื่อนไขและแนวทางการพิจารณาวงเงินสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ (Soft Loan) ของ ธปท. ให้กระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม และ (3) เพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันส่วนสูญเสียจากเดิมแก่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

ทั้งนี้ นายปรีดี เสริมว่า กรอบหลักเกณฑ์โดยคร่าวในการปล่อยสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีขณะนี้ก็คือ การพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ และเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่มีการจดทะเบียนกับรัฐอย่างถูกต้อง และมีวงเงินกับธนาคารไม่เกิน 500 ล้านบาท รวมถึงมียอดเงินคงค้างในบัญชีธนาคารสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ไม่เกิน 20%

ยิ่งไปกว่านั้น ทางสมาคมธนาคารไทย ยังเตรียมเสนอเงื่อนไขปล่อยกู้ด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ย 2% นาน 2 ปี พร้อมยกเว้นดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก

สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหนุนใช้ดิจิทัลแก้ปัญหาโควิด-19

นายวีระ​ วีระกุล​ รองประธาน​และประธานพันธกิจด้านการเป็นศูนย์​รวมนวัตกรรมของโลก ซึ่งเข้าร่วมแถลงข่าวในฐานะตัวแทนของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ทางสภาดิจิทัลเรียกร้องให้รัฐให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการนำไปใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากไวรัสโควิด-19 โดยครอบคลุมทั้งในแง่ของวิถีการทำงาน การดำรงชีวิต และการจ้างงาน

โดยข้อเสนอมาตรการเพื่อการแก้ไขปัญหาด้วยดิจิทัล (Digital Solution) ได้แก่ (1) ควบคุม ป้องกัน และรักษา เช่น การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (2) ความต่อเนื่องธุรกิจ เช่น แก้กฎหมายเพื่อรองรับการจัด E-Gov Digital ID (3) การจ้างงานและพัฒนาคน อย่าง มาตรการสนับสนุนผู้จบการศึกษาใหม่ คนว่างงาน และรักษาการจ้างงานในปัจจุบัน (4) ความมั่นใจตลาดเงินและทุน เช่น การเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจ และการช่วยเหลือ Digital Startup, SME (5) สร้างเศรษฐกิจใหม่ เช่น Smart farming และ E-commerce (6) โครงสร้างขันเคลื่อนยามวิกฤต เช่น การปรับปรุงโครงสร้างการขับเคลื่อนพิเศษในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ นายวีระ ย้ำว่า ต้องการให้รัฐมองดิจิทัล เป็นทางเลือกลำดับแรกในการลดการติดต่อแบบพบหน้าระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น การปรับให้มีเอกสารดิจิทัล การยอมรับการใช้ e-signature และว่า นับต่อจากนี้ไป เทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัล จะเป็น new normal ที่สภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยต้องเผชิญหลังจากยุคไวรัสโควิด -19

อย่างไรก็ตาม ดร.ทศพร เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 5 กลุ่มนี้ มีหลายมาตรการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานของหน่วยงานและสามารถดำเนินการได้ทันที หลายมาตรการยังไม่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอีกส่วนหนึ่งเป็นมาตรการระยะยาว ดังนั้น เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม จึงได้แบ่งมาตรการเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คือ มาตรการที่ทำได้ทันที, มาตรการที่ต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมาตรการระยะยาว

โดย (1) กลุ่มมาตรการที่ทำได้ทันที เช่น การเยียวยาเกษตรกร การอนุญาตให้ปรับการจ้างงานเป็นรายชั่วโมงได้ (2) กลุ่มต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ลดเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างจาก 4% เหลือ 1% ระยะเวลา 180 วัน การให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า กรณีใช้งบประมาณเพื่อป้องกัน COVID-19 และการขอขยายสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐออกไป 4 เดือน จังหวัดและธุรกิจที่มีความเสี่ยงระดับต่ำถึงปานกลางจะทดลองนำร่อง (Sandbox) เป็นต้น และ (3) กลุ่มมาตรการระยะยาว เช่น การแก้กฎหมายเพื่อรองรับการจัด E-Gov การจัดตั้ง “กองทุนร่วมทุนเกษตรกร” 50,000 ล้านบาท โดยในระยะต่อไป สศช. จะได้ดำเนินการประมวลมาตรการและข้อเสนอจากทุกภาคส่วนและนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการโดยเร็วต่อไป

ที่มา สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19 ยังไม่จบ ..”วิกฤติปากท้อง”จ่อคิว

พื้นที่ปลอดเชื้อโควิด-19 เพิ่มเป็น 44 จังหวัด

ดูข่าวต้นฉบับ