ส่องแผนชลประทาน
สู้รับมือน้ำท่วม
จากการประเมินสถานการณ์น้ำในปีนี้จากปากคำของประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า ปัจจุบันพบว่าสะสมมากกว่าปริมาณฝนเฉลี่ย 30 ปี อยู่ที่ 16% จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ค่าเฉลี่ยฝนตลอดทั้งปี 2565 ไว้ที่ 6%
“เป็นที่น่าสังเกตว่าปีนี้ฝนมาเร็ว พอฝนมาเร็วค่าเฉลี่ยฝนก็พุ่งเกินที่คาดไว้ แต่ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือน และยังไม่สามารถตอบได้ว่าหลังจากนี้ฝนจะยังมากกว่าค่าเฉลี่ย หรือกลับไปน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นเรื่องของการพยากรณ์ในอนาคตข้างหน้า”
ในส่วนของความกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ที่อาจเทียบเท่ากับปี 2554 นั้น ยืนยันว่าแม้ค่าเฉลี่ยฝนจะสูงแต่ไม่ซ้ำรอยปี 2554 แน่นอน แต่ต้องยอมรับว่าในบางพื้นที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม
ความเคลื่อนไหวของพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมนั้น
“กิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครราชสีมา บอกว่า เหตุการณ์น้ำป่าท่วมหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน สาเหตุหลักมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ทำให้น้ำซึมลงดินไม่ทันและบางพื้นที่ดินอุ้มน้ำไม่ไหว เกิดเป็นน้ำท่าไหลหลากลงมาท่วมพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา แม้จะยังไม่เกิดสถานการณ์แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือ Climate Change ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนแปลงมากกว่าเกิดจากความผันแปรตามธรรมชาติ อุณหภูมิจะสูง มีฝนตกหนัก ฝนแล้งบางช่วง และมีลมพายุรุนแรง เป็นต้น ถ้าฝนตกสะสมก็ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ลาดเชิงเขาเป็นพิเศษ และยิ่งช่วงนี้ ฝนจะตกแบบกระจุกตัวและมีความเข้มสูง คือตกหนักในช่วงสั้นๆ ทำให้น้ำฝนสะสมต่อเนื่อง ในขณะที่น้ำฝนที่ซึมลงดินไม่ทัน ก็ทำให้เกิดเป็นน้ำท่าจำนวนมากไหลหลากลงพื้นที่ที่ต่ำกว่า ซึ่งจังหวัดได้จัดศูนย์เฝ้าระวังเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำเอาไว้แล้ว
มวลน้ำที่มาจากลำน้ำชี ลำเชียงไกร ลำตะคอง และน้ำท่าจากพื้นที่ต่างๆ จะไหลลงลำน้ำมูลทั้งหมด แต่น้ำในลำน้ำมูลจะไหลย้อนจากใต้ขึ้นเหนือ ต่างจากลำน้ำอื่นๆ มีต้นน้ำอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา และปลายน้ำอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตอนนี้จังหวัดอุบลฯจะเป็นแหล่งรวมน้ำ มีมวลน้ำจากลำน้ำชีไหลมาสมทบด้วย ทำให้บางพื้นที่มีน้ำเอ่อท่วม เพราะผลักดันมวลน้ำไหลลงแม่น้ำโขงไม่ทัน ส่วนจังหวัดนครราชสีมา ในห้วงที่ผ่านมา ได้รับอิทธิพลของพายุและมรสุม ทำให้มวลน้ำในลำมูลค่อนข้างมาก โดยลำมูลในอำเภอพิมาย ได้เอ่อท่วมพื้นที่ริมน้ำหลายจุด แต่ทางเขื่อนพิมายได้เร่งผลักดันน้ำ ตอนนี้มวลน้ำไหลผ่านจังหวัด ลงลำน้ำมูลไปหมดแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังและทยอยระบายน้ำออกเรื่อยๆ
สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 อ่าง มีน้ำกักเก็บเฉลี่ย 60% เป็นไปตามโค้งปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมของอ่าง ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 อ่าง ตั้งแต่ต้นฤดูฝนปีนี้ จะมีอยู่ 8 อ่าง ที่น้ำเต็มหรือล้นความจุ แต่ชลประทานพยายามควบคุมไม่ให้น้ำไหลลงทางระบายน้ำฉุกเฉินมากเกิน จนส่งกระทบกับพื้นที่ท้ายอ่าง ในตอนนี้หลายอ่างปริมาณน้ำลดลงแล้ว แต่ยังต้องหาจังหวะพร่องระบายน้ำออกอีก เพื่อให้น้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุมของอ่างให้ได้ จะได้ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำหรือเกิดอุทกภัยในพื้นที่
ขณะที่ “กฤษณ์ คงเมือง” ผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า สาเหตุหลักมาจากการที่มีฝนตกหนักบริเวณพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำป่าสัก โดย 2 ครั้งแรกฝนบริเวณเทือกเขาเขต จ.เลย เกินกว่า 100 มม.ขึ้นไป ทำให้น้ำป่าไหลหลาก ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนเกินค่ามาตรฐาน ส่วนครั้งที่ 3 ฝนตก 206.2 มม. ซึ่งตกในเทือกเขาต้นน้ำป่าสักเช่นกัน ทำให้มีน้ำป่าไหลหลากลงมาสมทบแม่น้ำป่าสักกระทั่งเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นลักษณะการท่วมซ้ำซากทุกปี
อ.หล่มเก่า หมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมส่วนใหญ่จะอยู่ริมน้ำสาขาของแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเดิมธรรมชาติก็เป็นคลองเล็กๆ อยู่แล้ว พอฝนตกมากๆ น้ำป่าก็จะมาเต็มหรือล้นคลองมาเลย ทำให้ท่วมบ้านเรือนราษฎร ส่วนเรื่องสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งไม่ได้ดูทิศทางน้ำ ก็นับเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไปขวางทางน้ำ ซึ่งในสมัยผู้ว่าฯดิเรก ถึงฝั่ง ก็ให้มีการขยายสะพานและเปิดทางน้ำให้กว้างขึ้นเพื่อน้ำระบายได้สะดวก ส่วนแม่น้ำป่าสัก น้ำท่วมที่ อ.หล่มสัก ในรอบ
ที่ 3 เราลองติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 2 จุด และเท่าที่สังเกตก็คือ น้ำในแม่น้ำป่าสักรอบนี้ค่อนข้างลดลงเร็ว
“สิธิชัย จินดาหลวง” ผู้ว่าฯลำปาง ระบุว่า ลักษณะพื้นที่ จ.ลำปาง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอทางตอนบน เป็นเขาสลับซับซ้อน และมีแหล่งน้ำอยู่บนเขา เมื่อเกิดร่องมรสุม หรือพายุ จึงมักที่จะเกิดภัยทางธรรมชาติขึ้น จะมีน้ำป่าไหลบ่าลงมาตามลำห้วยและสายน้ำต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง สร้างผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร บ้านเรือนราษฎร เนื่องจากตั้งอยู่ตามเชิงเขาและทางน้ำไหลผ่าน แต่การเกิดน้ำป่าหลากท่วมจะไม่นานเหมือนในที่ลุ่ม ที่ท่วมขังอยู่หลายวัน จะเป็นลักษณะไหลหลากผ่านไป หากฝนหยุดตก ระดับน้ำก็จะลดลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ฤดูฝนปีนี้ พื้นที่ จ.ลำปาง ตกต่อเนื่องและตกหนักบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน เจอผลกระทบจากร่องมรสุมอยู่หลายครั้ง จึงทำให้แหล่งน้ำต่างๆ มีน้ำที่กักเก็บเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบางแห่งเกินความจุ อย่างเขื่อนกิ่วลม อ.เมือง และเขื่อนกิ่วคอหมา อ.แจ้ห่ม ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่สุดของภาคเหนือของกรมชลประทาน ที่ทำให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติต้องจับตา เพราะมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสูงกว่าเกณฑ์ปกติ หรือเรียกว่า เข้าสู่ระดับการกักเก็บน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve) จึงต้องเฝ้าระวังภาวะน้ำทะลักล้นอ่างเขื่อน ซึ่งอาจจะกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำได้
เพื่อพร้อมรับมือร่องมรสุมที่พาดผ่านตรงกลางภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคม 2565 ทำให้หน่วยงานสังกัดชลประทานในพื้นที่ จ.ลำปาง ได้บริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม โดยเร่งปล่อยน้ำจากเขื่อนทั้ง 2 แห่ง ลงสู่แม่น้ำวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อพร่องน้ำออกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย คือ ไม่เกินร้อยละ 70 จากภาวะน้ำทะลักเข้าเขื่อนกิ่วคอหมามากถึงร้อยละ 95 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณน้ำที่ทะลักเข้ามากสุดในรอบ 10 ปีของเขื่อนแห่งนี้ และการระบายน้ำอย่างรัดกุมที่สุด จึงยังไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำในแม่น้ำวังแต่อย่างใด
ถือเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมฤดูมรสุมในปีนี้