ทั่วไป

พลิกสูตรหาร 500 ปาร์ตี้ลิสต์ฉบับการเมือง

MATICHON ONLINE
อัพเดต 05 ก.ค. 2565 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2565 เวลา 02.11 น.

พลิกสูตรหาร 500 ปาร์ตี้ลิสต์ฉบับการเมือง

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ โอกาสและความเป็นไปได้ที่จะพลิกกลับไปใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วยจำนวน 500 คน หลังนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) (ฉบับที่…) พ.ศ. … รัฐสภา เตรียมเสนอขอมติที่ประชุมพรรคปชป.สนับสนุนแก้ไขสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ใช้สูตรหาร 500 คน

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

กรณีการพลิกลำจากการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ส.ส.เขตเลือกตั้ง 400 เขตและระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน และได้มีมติไปแล้วจะหาร 100 แต่ปรากฏว่ามีกระแสตีกลับมาอีกว่าจะหาร 500 ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติในสถานการณ์การเมืองที่มีการต่อรอง โดยไม่ได้มองหลักการทางด้านกฎหมาย แต่มองในทางการเมืองในสถานะไม่ปกติ เพราะมีอำนาจการต่อรองทางการเมือง ตอนนี้รัฐบาลรู้แล้วมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระดมเสียงข้างมากเพื่อให้พ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ถ้าผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้รัฐบาลจะอยู่ได้อีก 10 เดือน

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ส่วนการหาร 100 หรือหาร 500 นั้นยังมีขั้นตอนอีกมากมายในชั้นกรรมาธิการ หรืออาจจะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากมองในเรื่องหลักกฎหมาย ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการถกเถียงกันตลอดมา คือจากการแก้รัฐธรรมนูญมาเป็นบัตร 2 ใบนั้น ไม่ครอบคลุมมาตราที่เกี่ยวข้อง อาทิ คะแนนตกน้ำ ในเรื่องไม่ได้แก้ไข รวมทั้งทุกคะแนนจะมีผลต่อการได้ ส.ส. ซึ่งไม่ได้ไปแก้หลักการในจุดนี้ ฉะนั้น การจะหาร 100 จะต้องอธิบายให้ได้ว่าคะแนนไม่ตกน้ำเป็นอย่างไร แต่ขณะนี้ไม่สามารถอธิบายได้

ในมุมมองหากใช้วิธีการนับ เช่น เอาคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 วางเอาไว้ และไปนับสัดส่วนคะแนนในเขตที่แพ้การเลือกตั้ง แล้วนำมาหารรวมกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อใน 100 ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าในทางปฏิบัติ ทำให้งงไปอีก แต่ไม่รู้ว่ามีวิธีคิดแบบนี้ มีการถกเถียงในชั้นกรรมาธิการหรือเปล่า

คำกล่าวที่ว่าคะแนนตกน้ำขณะนี้มีการถกเถียงกันมาก มองว่าในเรื่องนี้ยังไม่ได้แก้ในเรื่องของหลักการ ทำให้มีการกล่าวกันว่าหากหาร 100 จะมีคะแนนตกน้ำ หลายคนมองว่านี่คือการพลาดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมาตราอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนับคะแนน มีการแก้ไขเฉพาะวิธีการเลือกตั้งบัตร 2 ใบเท่านั้น อย่างที่กล่าวไปแล้ว อาจจะต้องนำเรื่องนี้ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และอาจจะร้องว่าขัดกับหลักการรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมองเรื่องนี้อย่างไร

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

หลายคนอาจจะมองย้อนกลับไป หากหาร 500 จะเหมือนกับหลักการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ได้หรือไม่นั้น ในเรื่องนี้จะย้อนกลับไปไม่ได้ เพราะผ่านขั้นตอนการแก้ไขมาแล้ว จะต้องมีการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ตอนนี้คงอยู่ที่จะต้องมาหาร 100 หรือหาร 500 เท่านั้น และจะต้องอธิบายความชอบธรรมให้ได้

ส่วนจะมองว่ามีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง คิดว่าการเมืองแบบนี้จะต้องมี จากการดูท่าทีของ ส.ว. หรือแกนนำพรรคเล็ก และแนวคิดว่าจะต้องหาร 500 บนสมมุติฐานพบว่ามีการต่อรอง เนื่องจากรัฐบาลยังต้องพึ่งพาเสียงของพรรคเล็ก รวมทั้งการจองกฐิน 3 รัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าไม่ว่าจะเป็น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทำให้ทั้ง 3 คนต้องดิ้น ทำอย่างไรให้อยู่ต่อให้ได้ อาจจะต้องหาร 500 เพื่อเผื่อพรรคเล็กให้ด้วย เพราะต้องการฐานเสียง อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นไปได้ทั้งหมดไม่ว่าจะหาร 100 หรือหาร 500 ช่วงนี้อาจจะยอมไปก่อน พอผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจจะกลับมาหาร 100 อีกก็ได้ การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

มองการเลือกตั้งสมัยหน้า หากหาร 100 พรรคเพื่อไทยจะได้เปรียบ แลนด์สไลด์อาจจะเกิดได้จริง ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐจะเสียเปรียบด้วยซ้ำไป เพราะแตกสานซ่านเซ็นแบบนี้หาร 100 ไปก็เสียเปรียบ หาร 100 อาจจะง่ายต่อการปกครอง แต่ไม่ง่ายในการจัดตั้งรัฐบาล ช่วงนี้พรรคพลังประชารัฐจะต้องคิดหนัก เพราะหากหาร 100 พรรคเพื่อไทยได้เปรียบ

หากหารด้วย 500 พรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย มามองพรรคก้าวไกล แม้กระทั่งมีข่าวออกมาว่าไม่ซีเรียส แต่ในความเป็นจริงคิดว่าน่าจะซีเรียสเหมือนกัน เพราะ ส.ส.เขตพรรคก้าวไกลได้น้อย แต่ก็หวังใจว่าหากหาร 100 จะต้องทำนโยบายให้เข้มข้น โดยหวังผลแบบนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับคนรุ่นใหม่ กลุ่มชนชั้นกลาง คิดว่าไปต่อได้แค่นี้ และจะลำบากมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ทางด้านพรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า ไม่ว่าจะหาร 100 หรือหาร 500 รับได้หมดเพราะมีความมั่นใจใน ส.ส.เขตค่อนข้างมาก ที่สำคัญหากหาร 100 ส.ส.เขตเลือกตั้งอาจจะผลักดันให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้มีโอกาสเข้าสู่สภาได้เหมือนกันที่สำคัญหากหาร 500 จะเป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทยมาก เพราะบางพื้นที่อาจจะไม่ชนะ แต่เอาคะแนนของ ส.ส.เขตไปหาร ส.ส.บัญชีรายชื่ออาจจะได้ 10-20 คน

สำหรับพรรคเล็กพรรคน้อยหลายคนอาจจะต้องทำใจ แต่คนที่มีชื่อเสียงอาจจะไหลเข้าพรรคใหญ่ หรือบางคนที่เตรียมทำพื้นที่ไว้แล้วจะลงสู้ในพื้นที่เขตเลือกตั้งเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ส่วนผู้ที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จัก หรือไม่มีบทบาท ในที่สุดอาจจะต้องยุติบทบาทในการเป็น ส.ส.

หากมองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในสมัยหน้า ถ้าวิเคราะห์ในช่วงนี้โอกาสที่พรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ค่อนข้างยาก หากตั้งรัฐบาลเชื่อว่าจะต้องมีพรรคภูมิใจไทย แต่จะไม่มีพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน ซึ่งรัฐบาลใหม่ที่เกิดขึ้นอาจจะมีพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคก้าวไกล ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สปีชีส์เดียวกันกับพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่มีความจำเป็นจะต้องร่วมมือกัน เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐไม่เอาแน่

เว้นแต่การเมืองจะมีการต่อรองอย่างเข้มข้นจริงๆ หากจะมีการตั้งรัฐบาลประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ จะต้องดูว่าประชาชนจะรับได้ไหม เพราะการเมืองจะถดถอย อาจจะทำให้รัฐบาลหมดความนิยมเร็วก็ได้ เพราะเหมือนกับการเมืองหลอกต้มประชาชน เมื่อมีการด่า มีการโจมตี สุดท้ายแล้วต้องมาร่วมสังฆกรรม เว้นแต่พรรคพลังประชารัฐได้เสียงข้างมากในสภา สูตรอาจจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนเดิม

การที่พรรคพลังประชารัฐจะได้เสียงข้างมากในสภาในการเลือกตั้งสมัยหน้าได้นั้น ก็อยู่ในช่วง 10 เดือนสุดท้ายนี้ จะต้องมีการเคลียร์ใจกันทั้งหมด เคลียร์ผลประโยชน์ สร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองใหม่ดึงคนรุ่นใหม่มาสร้างการเมืองใหม่ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับประชาชนทั้งประเทศ

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ

กรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสนอกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพระราชบัญบัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้ลงมติคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ หาร 500 ว่าทำให้พรรคเล็กได้เปรียบพรรคใหญ่ ถ้ามีบัตรเขย่งและปัดเศษคะแนน 30,000-50,000 คะแนน ทำให้พรรคเล็กได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้วส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลสามารถชักชวน หรือช้อปปิ้ง ส.ส.พรรคดังกล่าวเข้าร่วมเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าได้ ซึ่งเป็นสูตรเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลในครั้งที่ผ่านมา

เหตุที่ ปชป.เสนอสูตรหาร 500 เชื่อว่าต้องการสกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าโดยอาศัยพรรคเล็กเป็นเครื่องมือ ซึ่งมีแนวโน้มว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะใช้สูตรหาร 500 เนื่องจากพรรคเล็กสนับสนุน เพราะมีโอกาสได้ ส.ส.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ส่วน พท.ที่เสนอสูตรหาร 100 คงแก้เกมได้ยาก เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลถือเสียงข้างมากในสภาดังกล่าว โอกาสที่จะใช้สูตรหาร 500 จึงเป็นไปได้มากกว่าซึ่งไม่ผิดรัฐธรรมนูญ หรือกติกาอย่างใด

การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้าพรรคที่มีโอกาสได้รับเลือก ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์มากที่สุด 5 พรรคคือ พท. ภูมิใจไทย (ภท.) ก.ก. พลังประชารัฐ (พปชร.) และ ปชป. ตามลำดับ ส่วนพรรคขนาดกลาง อาทิ ชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ชาติพัฒนา (ชพ.) พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคพลังชล (พช.) มีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ส.ส.เพียง 10-15 คนเท่านั้น แต่พรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าคือ ภท. เนื่องจากมีความพร้อมและศักยภาพสูงกว่า พปชร. สังเกตจากการโหวตในสภามักมีการแจกกล้วยทำให้เกิด ส.ส.งูเห่าไปร่วมกับ ภท.หลายคน

เลือกตั้งครั้งหน้าต้องจับตามอง ภท.เพราะมีจุดขายในเรื่องกัญชาที่เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ เกิดกระแสตอบรับ ทำให้มีฐานเสียงและเครือข่ายทั่วประเทศ ส่งผลให้หาเสียงได้ง่ายขึ้น ขณะที่ พปชร.มีจุดอ่อนเรื่องนโยบายที่เคยหาเสียงไว้แต่ทำไม่ได้ ไม่สามารถตอบสนอง หรือตอบโจทย์ประชาชนได้ โอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลน้อยกว่า ภท. ดังนั้น เลือกตั้งสมัยหน้า ภท.จึงเป็นพรรคที่น่ากลัวที่สุด สามารถใช้พลังดูด หรือช้อปปิ้ง ส.ส.เกรดเอเข้าพรรคได้เพื่อเพิ่มจำนวน ส.ส.ในสภาให้มากที่สุด เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า ทำให้ ภท.มีโอกาสคุมกระทรวงเกรดเอ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ได้

การเลือกตั้ง ส.ส.ปีหน้าพรรคฝ่ายค้านที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและกระจายอำนาจ อาจได้รับอานิสงส์จากปรากฏการณ์หรือผลสะท้อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯคนที่ 17 ทำให้กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ตื่นตัวและสนใจการเมืองเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ และรัฐบาลในอนาคต เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

โอกาสที่สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 500 จะชนะนั้นก็ยังมีอยู่ เนื่องจากตรงนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างน้อยที่สุดจะทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางมีโอกาสที่จะได้คะแนนเสียงเข้ามา และพรรคการเมืองขนาดเล็กก็ต้องการสูตรคำนวณแบบหาร 500 อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น มีโอกาสชนะเหมือนกันถ้าพรรคฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลจับมือกัน เพราะอย่างไรเสียงก็มากกว่าฝ่ายค้าน แต่ถ้าโดยหลักการแล้วต้องหาร 100 เพราะในระบบเลือกตั้งเขียนไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี’60 ฉบับแก้ไขปี’64 ว่าการคิดคำนวณคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อต้องเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์โดยตรงกับคะแนนเสียงที่พรรคนั้นได้รับ เพราะฉะนั้น หมายความว่าต้องหารด้วย 100 และระบบที่แก้ไขใหม่เราเรียกว่าระบบเลือกตั้งแบบ คู่ขนาน ซึ่งหมายความว่านำสองระบบมาผสมกัน คือระบบเสียงข้างมาก นั่นคือ ส.ส.เขต 400 คน กับอีกระบบหนึ่งคือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ดังนั้น จะเห็นว่าระบบบัตร 2 ใบแบบคู่ขนานมันแยกจากกัน และบัตร 2 ใบนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้น การจะเอา ส.ส.มาหารด้วยจำนวนเต็ม 500 จึงผิดหลักการตรงนี้และขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย เพราะในเมื่อแยกเป็นสองระบบและนำมาใช้คู่ขนานกันก็ต้องคิดแยกในแต่ละระบบ คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ต้องหารด้วย 100 เฉพาะในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่มีอยู่ 100 คน ส่วนอีก 400 คน ก็เป็นเรื่องของ ส.ส.แบบแบ่งเขตซึ่งใช้ระบบเสียงข้างมาก ไม่ได้เอาสองส่วนมารวมกันแล้วบอกว่าหาร 500 ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด แต่ทั้งนี้ ก็เป็นเรื่องของการได้เปรียบและเสียเปรียบทางการเมือง เพราะว่าถ้าหารด้วย 100 เทียบเคียงจากตัวเลขของผู้ไปใช้สิทธิการเลือกตั้งเมื่อปี’62 ก็คือ 35,000,000 คน เมื่อหารด้วย 100 เท่ากับว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อคนหนึ่งนั้นจะต้องใช้คะแนนเสียงถึง 350,000 คะแนน ในขณะที่ถ้าหารด้วย 500 ส.ส.บัญชีรายชื่อคนหนึ่งจะใช้เพียงแค่ 70,000 คะแนน นั่นหมายความว่าพรรคขนาดเล็กและพรรคขนาดกลางยังมีโอกาสได้ลุ้น แต่ถ้าหาร 100 โอกาสจะเป็นของพรรคใหญ่มากกว่า

หากสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 500 ผ่านอาจจะต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขปี’64 เพราะไม่อย่างนั้นคิดว่าโอกาสที่จะขัดรัฐธรรมนูญเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว แต่ถ้าสูตรหาร 500 ผ่านแน่นอนว่าโอกาสที่จะเป็นของพรรคเล็ก พรรคจิ๋ว และรวมไปถึงพรรคขนาดกลางนั้นจะมีมากขึ้น จะได้เห็นการเมืองที่ไม่ต่างกับสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน เพราะจะประกอบพรรคขนาดกลางหลายที่นั่ง พรรคเล็กก็มีโอกาส แต่พรรคจิ๋วอาจจะยากถึงแม้จะหาร 500 ก็ตาม ก็จะเป็นการเมืองที่มีพรรคการเมืองหลากหลาย อาจจะทำให้สุดท้ายมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่ต่างกับระบบในปัจจุบันเท่าไร ซึ่งตรงนี้จะทำให้ภาวะของการเมืองของสองพรรคใหญ่เหมือนภายใต้รัฐธรรมนูญปี’40 ก็เกิดขึ้นได้ยาก เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะทำให้การเมืองไม่ได้ต่างจากปัจจุบันที่มีพรรคการเมืองหลายพรรคในสภาผู้แทนราษฎรและเกิดเรื่องของการ
ต่อรองทางการเมือง เรื่องของคณิตศาสตร์การเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหมือนหลังการเลือกตั้งปี’62

การที่นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรค ปชป. ออกมาสนับสนุนเรื่องหาร 500 นั้นมองว่าพรรคขนาดกลางต้องการสนับสนุนสูตรหาร 500 เพราะใช้แค่ 70,000 คะแนนก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งหมายความว่าพรรคขนาดกลางจะไม่เสียเปรียบเกินไป เพราะฉะนั้น จะได้เห็นการจับมือกันของพรรคขนาดกลางกับพรรคเล็ก พรรคจิ๋วในการโหวตให้สูตรหาร 500 ซึ่งก็ไม่เป็นที่แปลกใจว่าทำไมพรรค ปชป.จึงออกมาแสดงจุดยืนตรงนี้ แต่ว่าถ้าหาร 100 พรรค ปชป.เองจะเสียเปรียบด้วย

ส่วนของประเด็นที่ว่าการใช้สูตรหาร 500 นั้นจะทำให้คะแนนเสียงไม่ตกน้ำนั้น บอกได้เลยว่าแม้กระทั่งระบบเลือกตั้งที่บอกว่าเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ในการเลือกตั้งเมื่อปี’62 ก็มีคะแนนเสียงตกน้ำและมีคะแนนที่ไม่สะท้อนเจตจำนง เพราะคะแนนเสียง ส.ส.ในบางพรรคการเมืองถูกนำมาเฉลี่ยให้บรรดา ส.ส.ปัดเศษ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ยิ่งสะท้อนภาพให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน และคะแนนเสียงก็ตกน้ำเหมือนกัน ไม่ได้นับทุกคะแนน เพราะบางคะแนนก็ถูกตัดทิ้งออกไปเพื่อมาใช้คิดคำนวณ ส.ส.ปัดเศษ ดังนั้น ผมไม่คิดว่าการหาร 500 มันจะช่วยในประเด็นนี้ได้ และในทางกลับกันมันขัดกับหลักการด้วย เพราะเป็นการนำสองระบบมาปนกัน

ดูข่าวต้นฉบับ