SEAC จับมือ Code School Finland เปิดโครงการพัฒนาครูใน 12 โรงเรียนเอกชน ยกระดับการเรียนการสอน พร้อมดันหลักสูตรโค้ดดิ้ง เอไอ โรบอท และทักษะแห่งอนาคต จากฟินแลนด์ นำมาสอนเด็กไทย
วันที่ 30 เมษายน 2565 SEAC ร่วมกับ Code School Finland สถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในการสอน และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต จากประเทศฟินแลนด์ เปิดตัวโครงการนำร่องพัฒนาการสอนของครูด้วยหลักสูตรจาก Code School Finland ใน 12 โรงเรียนต้นแบบของไทย
นางอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (ซีแอค) เปิดเผยว่า ด้วยความท้าทายจากวิกฤตโควิด 19 และกระแสของการปฏิวัติดิจิทัลที่ส่งผลกระทบและสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงต่อภาคการศึกษา และรูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ต้องพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
ตลอดจนความกังวลต่ออนาคตของเยาวชนวัยเรียน เราจึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการร่วมสร้างมิติใหม่ทางการศึกษาในประเทศไทย ด้วยการประสานร่วมมือระหว่างสถาบัน Code School Finland ประเทศฟินแลนด์ และภาคการศึกษาของไทย ร่วมกันพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครูให้สามารถถ่ายทอดความรู้พื้นฐานทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียนในโรงเรียน
ระบบการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์ ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก และCode School Finland เป็นสถาบันที่สอนเกี่ยวกับทักษะแห่งอนาคตแบบเต็มรูปแบบจากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็น Hard Skills หรือทักษะเชิงเทคนิค และ ‘Soft’ Transversal Skills หรือทักษะจำเป็นที่นำไปใช้ต่อยอดได้
โดย SEAC คือผู้ได้รับสิทธิ์ในการเปิดคอร์สเรียน Code School Finland ในไทยแต่เพียงผู้เดียว เราก็จะนำเอาหลักสูตรนี้มาให้คนไทย โดยจะเริ่มนำร่องใช้ในการเรียนการสอนของ 12 โรงเรียนต้นแบบชั้นนำของไทยก่อน ได้แก่
1.โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนซ์ 2.โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย 3.โรงเรียนอัสสัมชัญ หลักสูตรภาษาอังกฤษ, 4.โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย 5.โรงเรียนสารสิทธิ์วิทยา 6.โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี 7.โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร
8.โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 9.โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 10.โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย 11.โรงเรียนดอนบอสโกวิทยา 12.โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 นี้เป็นต้นไป
“เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ด้วยจุดแข็งของฟินแลนด์ในฐานะประเทศที่เป็นแม่แบบแห่งความสำเร็จของระบบการศึกษาระดับโลก กับ Code School Finland สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านการเขียนโปรแกรมเป็นอันดับต้นของโลก จะช่วยพัฒนาและเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นให้กับเด็กไทย เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและพร้อมในทุกมิติสำหรับโลกแห่งการทำงานในอนาคต
เพราะเชื่อว่าการพัฒนานักเรียนให้มีพื้นฐานทักษะแห่งอนาคต จะช่วยให้พวกเขามีที่ยืนในโลกอนาคต ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตนเองได้ โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือการปลูกฝังอุปนิสัยที่รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี มีความสามารถในการสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และมีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาโดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง”
“การเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาไม่อาจรอทางภาครัฐได้ SEAC ทำงานด้านพัฒนาศักยภาพคนกับกลุ่มคนวัยทำงานมากว่า 30 ปี ในปีที่ผ่านมาเราเริ่มขยับเข้ามาทำเรื่องการศึกษา เพราะถือเป็นต้นน้ำสำคัญของการพัฒนาประเทศ
เราวางแผนโครงการนี้โดยเริ่มจากการเทรนคนของเราเองก่อน นำเอาหลักสูตรต่าง ๆ ที่ได้จาก Code School Finland มาแยกย่อยให้เป็นภาษาไทยและปรับกระบวนการให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น จากนั้นเราจะเริ่มขยายผลสู่การเทรนครูทั้ง 12 โรงเรียน เพื่อที่ครูจะได้นำไปขยายต่อในโรงเรียนของเขา สู่การผลักดันเป็นหลักสูตร และสอนนักเรียน”
นางอริญญา กล่าวต่อว่า จุดเด่นที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง Code School Finland และ SEAC ประกอบด้วย
1.ความหลากหลายของหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI), วิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) รวมไปถึงการเขียนโปรแกรม (Coding) นอกจากนั้น ยังมีการเสริมในเรื่องของทักษะและกรอบความคิดที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในทุกเรื่อง เช่น ทักษะ 4Cs ได้แก่ Creativity, Critical Thinking, Communication และ Collaboration, ทักษะการออกแบบโดยเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง, การพัฒนาซอฟท์แวร์ เป็นต้น
2.มีหลักสูตรที่ครอบคลุมทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษา
3.มีการออกแบบการเรียนการสอนที่โดดเด่น โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน (Project-based) และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เรียน (Collaborative learning)
4.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถของครู/อาจารย์ผ่านการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านวิธีการสอนและการสร้างบทเรียน
5.ช่วยผู้สอนให้สามารถสอนหลักสูตรเหล่านี้ ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานมาก่อน
6.ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงในการเรียน อาศัยเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์และสัญญาณอินเตอร์เน็ต
7.หลักสูตรได้รับการประเมินและรับรองจากสถาบันระดับโลก
8.มีทีมงานของ SEAC ที่ได้รับการรับรองจาก Code School Finland และมีความเชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา
สำหรับหลักสูตร Code School Finland ที่เปิดตัวในประเทศไทย ประกอบด้วย
หลักสูตร Code and Create – ระดับเริ่มต้น สำหรับนักเรียนอายุ 9 ปีขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐาน โดยใช้โปรแกรม Scratch เป็นสื่อการสอนหลัก มุ่งเน้นผลลัพธ์ให้เกิดความเข้าใจแนวคิดและฝึกฝนทักษะการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น สามารถสร้างเรื่องราวที่ตัวละครมีการตอบโต้กัน และสร้างเกมส์ในระดับพื้นฐานได้
หลักสูตร Develop and Test – ระดับกลาง สำหรับนักเรียนอายุ 11 ปีขึ้นไป ต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน Code & Create หรือเทียบเท่า ใช้โปรแกรม Scratch เป็นสื่อการสอนหลัก มุ่งเน้นผลลัพธ์ให้เกิดความเข้าใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบเกมส์ สามารถสร้างเกมส์เพื่อการเรียนรู้และแอปพลิเคชันโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้
หลักสูตร Solutions and Syntax – ระดับกลาง สำหรับนักเรียนอายุ 14 ปีขึ้นไป ต้องความรู้พื้นฐาน Code & Create และ Develop & Test หรือเทียบเท่า ใช้โปรแกรม Python เป็นสื่อการสอนหลัก มุ่งเน้นผลลัพธ์ให้ผู้เรียน เข้าใจความจำเป็นของการแก้ปัญหาในโลกเทคโนโลยี สามารถสร้างโปรแกรมที่มีประโยชน์ใช้งานง่ายและสร้างระบบสั่งการอัตโนมัติของหุ่นยนต์ได้ด้วยโปรแกรม Python
โดยหลักสูตรเหล่านี้มีทั้งแบบคอร์สที่นำไปปรับใช้ในโรงเรียน และสำหรับนักเรียนทั่วไปที่สามารถสมัครเรียนได้โดยตรงกับ YourNextU by SEAC แต่หลักๆ อยากให้ไปถึงโรงเรียน เพราะถ้าเปิดแค่คอร์สเรียน ยอมรับว่า คนที่เข้าถึงได้ก็จะมีแต่คนที่ครอบครัวรายได้ดี ดังนั้น เราจะเริ่มจากการเทรนครูแต่ละโรงเรียนก่อน มันคือความท้าทายอย่างมาก ที่ครูในโรงเรียนไม่จำเป็นต้องเก่งในวิชาเหล่านี้เลย แต่มาเริ่มต้นเรียนรู้จากเรา ให้รู้วิธีการสอน เพื่อให้เด็กนำไปต่อยอด
ซึ่งในการบริการการเรียนการสอนหลักสูตร Code School Finland ในโรงเรียนไทยต้นแบบทั้ง 12 แห่ง SEAC จะคอยดูแลให้ความช่วยเหลือ และมีโค้ชทีมผู้ฝึกสอนระหว่างการฝึกอบรม และการวางแผนหลักสูตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยช่วยเหลือครูผู้สอนให้เข้าใจการส่งต่อความรู้และประสบการณ์ ช่วยเหลือนักเรียนโดยแลกเปลี่ยนพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับเป็นประจำทุกภาคเรียน ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง เพื่อสร้างผลลัพธ์สูงสุดจากการเรียนรู้หลักสูตร
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของเราคือถ้าโครงการนี้เห็นผลลัพธ์ไปในทางที่ดี จะขยายความร่วมมือมากขึ้นทั้งภาครัฐ เอกชน หากเป็นไปได้ก็อยากร่วมมือกับโรงเรียนรัฐ และเราก็ยังมองไปถึงกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ ซึ่งมีสัดส่วนเยอะมากในต่างจังหวัด และถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศ เพราะเราไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแค่ในสถานศึกษาบางแห่ง แต่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างขึ้น ประเทศจึงจะพัฒนาได้”