ไลฟ์สไตล์

เป็นหวัดมีไข้ ควรกินยาอะไรดี? และข้อควรรู้เรื่อง ยาแก้ไข้หวัดสูตรผสม

GedGoodLife
อัพเดต 12 ก.ค. 2566 เวลา 17.45 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2566 เวลา 23.11 น. • GED good life ชีวิตดีดี

เป็นหวัดมีไข้ ควรกินยาอะไรดี? คำถามที่ดูเหมือนจะง่าย แต่หลายคนยังเลือกกินไม่ถูก บางคนเป็นหวัดก็ไปซื้อยาปฏิชีวนะมากิน ซึ่งเป็นการรักษาที่ผิด และอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้! มาดูคำตอบที่ถูกต้องกันดีกว่าว่าควรกินยาอะไรเมื่อเป็นไข้หวัด และข้อควรรู้เรื่อง ยาแก้ไข้หวัดสูตรผสม

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง
ดีคอลเจน ชนิดเม็ด (Decolgen tablets) บรรเทาหวัด น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ และเป็นไข้

รู้จักกับ “ไข้หวัด” กันก่อน ว่ามีอาการยังไง? จะได้รู้วิธีเลือกซื้อยาอย่างถูกต้อ

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ไข้หวัด คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูก คอ และหลอดลม เป็นต้น และสาเหตุที่ทำให้เป็นไข้หวัดกันได้บ่อย คือ “เชื้อไวรัส” ซึ่งมีมากกว่า 200 ชนิด แต่ไวรัสตัวแสบสุด ทำให้คนเป็นหวัดบ่อย คือ “ไรโนไวรัส” (Rhinovirus)

โรคไข้หวัดสามารถเป็นได้ทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูฝนคนจะป่วยด้วยโรคนี้บ่อย เพราะมีเชื้อโรคแพร่ระบาดมากกว่าฤดูอื่น สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย โดยอาการของ “ไข้” และ “หวัด” มีความแตกต่างกันดังนี้

  • ไข้ คืออาการปวดหัว ตัวร้อน และมีไข้ (อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ คือ 37.5 °C ขึ้นไป)
  • หวัด คืออาการน้ำมูลไหล คัดจมูก เป็นต้น

โดยปกติแล้วไข้หวัด ไม่ถึงกับเป็นโรคที่อันตรายอะไร สามารถหายไปได้เองในระยะเวลาไม่กี่วัน แต่ในปัจจุบันเมื่อเป็นไข้หวัดก็มักจะหายยากกว่าเดิม เพราะ สภาวะอากาศที่ย่ำแย่ลง เชื้อโรคที่มีมากขึ้น แถมบางคนไม่สามารถลางานได้ จำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องแม้เป็นหวัด ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ อาการก็ไม่หายสักที ดีไม่ดีอาจเจอ ภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัด ยิ่งทำให้ป่วยหนักมากขึ้น!

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง
เป็นหวัด ควรกินยาอะไรดี

เป็นหวัดมีไข้ ควรกินยาอะไรดี?

ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่า ไข้หวัดส่วนมากแล้วเกิดจากไวรัส ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียาใดที่จะฆ่าเชื้อไวรัสได้ ยาที่ใช้รักษาไข้หวัดจึงเป็นเพียงยาบรรเทาตามอาการที่เป็น เช่น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก เป็นต้น

บทความนี้จะขอแนะนำ ยาแก้หวัดสูตรผสม ซึ่งสามารถลดอาการไข้และอาการน้ำมูกไหลได้ในเม็ดเดียว ประกอบด้วยยาจำนวน 2-3 ชนิดใน 1 เม็ด ได้แก่ ยาแก้ปวด ลดไข้, ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก และอาจผสมยาแก้คัดจมูกในสูตรยาด้วย สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

1. ยาสูตรผสม ชนิดที่มีตัวยา 2 ชนิด ใน 1 เม็ด (สูตรที่นิยมใช้บรรเทาหวัดลดไข้ที่สุด) ประกอบด้วย

  • ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ปริมาณ 500 มิลลิกรัม สำหรับบรรเทาอาการปวด ลดไข้
  • ผสมกับยาคลอเฟนิรามีน มาลีเอต (Chlopheniramine maleate – CPM) ปริมาณ 2 มิลลิกรัม เป็นยาแก้แพ้ บรรเทาอาการหวัด น้ำมูกไหล เป็นต้น

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยากลุ่มนี้ คือ ดีคอลเจน ชนิดเม็ด(Decolgen) เหมาะกับผู้เป็นไข้หวัดที่มีอาการแพ้ร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวด น้ำมูกไหล จาม เป็นต้น
* ยาชนิดนี้ไม่จัดอยู่ในกลุ่มยาอันตราย สามารถโฆษณา และซื้อขายได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ขนาดรับประทานสำหรับยากลุ่มนี้คือ

  • ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 6-8 ชั่วโมง
  • เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 6-8 ชั่วโมง

ผลข้างเคียงที่สามารถพบได้บ่อย คือ อาการง่วงนอนจากฤทธิ์ยาคลอร์เฟนิรามีน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการเรียน และการทำงาน จึงอาจเปลี่ยนชนิดการใช้ยาเป็นยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน และใช้ยาแก้หวัดสูตรผสมในเวลากลางคืนแทน

2. ยาสูตรผสมที่มีตัวยา 3 ชนิด ใน 1 เม็ด ประกอบด้วย

  • ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ปริมาณ 500 มิลลิกรัม สำหรับบรรเทาอาการปวด ลดไข้
  • ผสมกับยาคลอเฟนิรามีน มาลีเอต (Chlopheniramine maleate) ปริมาณ 2 มิลลิกรัม สำหรับบรรเทาอาการแพ้ และช่วยลดน้ำมูก เช่นเดียวกับยาสูตรแรก
  • โดยจะเพิ่มตัวยา ฟีนิลเอฟรีน ไฮโดรคลอไรด์ (Phenylephrine HCl) ปริมาณ 10 มิลลิกรัม

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ดีคอลเจน พริน ชนิดเม็ด(Decolgen Prin Tablet) เหมาะกับผู้ที่เป็นไข้หวัดที่มีอาการคัดจมูกร่วมด้วย เช่น ไข้ ปวด น้ำมูกไหล จาม ร่วมกับอาการคัดจมูก
*ยาสูตรนี้ถือเป็นยาอันตราย ไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้ สามารถหาซื้อได้ในร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น

ขนาดรับประทานสำหรับยากลุ่มนี้ คือ

  • ผู้ใหญ่ ให้รับประทานยาครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง
  • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานยาครั้งละ 1 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง

คำแนะนำและข้อควรระวังในการใช้ ยาแก้หวัดสูตรผสม ได้แก่

1. ควรใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุไว้บนฉลากยา หรือตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ระบุไว้ ควรระมัดระวังการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก) และหญิงให้นมบุตร ซึ่งการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น ผู้ป่วยห้ามหาซื้อยามารับประทานด้วยตัวเอง

2. ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในเด็ก และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี การใช้ยาจะต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ เนื่องจากเด็ก และผู้สูงอายุจะมีการตอบสนองต่อยาที่ไวมากขึ้น ทำให้อาจจะมีอาการง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ความดันโลหิตต่ำ นอนไม่หลับ ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง และบางรายอาจมีอาการชักได้

3. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการง่วงนอน วิงเวียน สับสน ปากแห้ง ตาพร่า เสมหะเหนียวข้น ปัสสาวะขัด และเม็ดเลือดผิดปกติได้ หลังการรับประทานยาจึงควรหลีกเลี่ยง หรือเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง โดยหากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อการเลือกใช้ยาที่ถูกต้อง และเหมาะสม

ข้อควรรู้ : ยาลดไข้บรรเทาหวัดควรกินเมื่อมีอาการเท่านั้น ห้ามกินก่อนมีอาการ และเมื่ออาการหวัดหรือไข้หมดไป ก็ไม่จำเป็นต้องกินต่อ สามารถหยุดกินได้เลยทันที

นอกจากการเลือกใช้ยาแก้หวัดสูตรผสมเพื่อรักษาอาการไข้หวัดแล้ว ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพให้แข็งแรง สำคัญที่สุดเลยคือ พักผ่อนให้มาก ๆ หลังกินยาไปแล้ว ส่วนวิธีป้องกันหวัดง่าย ๆ คือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไม่ไปสถานที่ที่ผู้คนแออัด และหากเราเป็นหวัดจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยเสมอ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

อ้างอิง : 1. สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2. หมอชาวบ้าน

ดูข่าวต้นฉบับ