ทันหุ้น-สู้โควิด- ชำแหละเนื้อแท้ STGT โบรกแห่เพิ่มราคาพื้นฐาน เล็งมีการปรับราคาขายถุงมือยาง และยอดขาย  ความต้องการถุงมือยางยังแน่น  ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีออเดอร์ยาวไปถึงครึ่งหลังปีหน้า ระวังปัจจัยเสี่ยงจากการแข่งขันอาจรุนแรงขึ้น หลังผู้ประกอบการรายอื่น เพิ่มกำลังการผลิต

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ STGTผู้ผลิตถุงมือยางอันดับ 3 ของโลก ได้มีการให้ข้อมูลแก่นักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ทำให้โบรกเกอร์หลายแห่งมีมุมมองในเชิงบวกมากขึ้น และได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไร รวมถึงราคาเป้าหมาย

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ปรับประมาณการกำไรปีนี้ของ STGT เพิ่มขึ้นอีก 18% เป็นประมาณ 3,850 ล้านบาท ขยายตัว 6 เท่าจากปีก่อน คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิ และรายได้นับตั้งแต่ไตรมาส 2 จนถึงไตรมาส 4 จะทำสถิติใหม่ทุกไตรมาส เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น รวมถึงต้นทุนที่ต่ำ ขณะที่ปริมาณขายมากกว่าอุปทาน จึงได้ปรับราคาเหมาะสมใหม่เป็น 76 บาทต่อหุ้น

โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 881 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109%จากไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 392% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังกำลังการผลิตใหม่เข้ามา และราคาขายเฉลี่ยคาดเริ่มปรับตัวขึ้น 9.4% จากไตรมาสแรกปีนี้ โดยราคาขายที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากความต้องการสูงหลังการระบาดโควิด-19

**3 ปัจจัยหนุนเติบโต

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 85 บาทต่อหุ้น จากเดิมที่ให้ราคาเป้าหมายที่ 47 บาทต่อหุ้น โดยราคาเป้าหมายใหม่อิงพี/อี ปี 2563 จะอยู่ที่ 29 เท่า และเทียบกับ 4 ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ในมาเลเซีย โดยมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น มาจาก 3 ปัจจัยได้แก่ จากความต้องการใช้ถุงมือยางยังคงสูงต่อเนื่อง โดยยอดคำสั่งซื้อถุงมือยางมีไปถึงครึ่งหลังปี 2564 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศและการกลับมาระบาดรอบ 2 ในอีกหลายประเทศ

ปัจจัยต่อมาได้แก่ บริษัทสามารถปรับราคาขายในช่วงครึ่งหลังปี 2563 ได้มากกว่าที่คาดเดิม โดยจะปรับเพิ่มขึ้นทันทีครั้งเดียวจากครึ่งปีแรก ราว 30-45% จากเดิมที่ค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นเดือนละ 5% และปัจจัยสุดท้ายอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM จะดีขึ้น จากการปรับสัดส่วนการผลิตถุงมือยางไนไตรล์ (ยางสังเคราะห์) มากขึ้นเป็น 40-45% ของกำลังการผลิต เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตต่ำกว่ายางธรรมชาติ

โดยได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ขึ้น 49% เป็น 4,200 ล้านบาท และปี 2564 เพิ่มขึ้น 45% เป็น 4,550 ล้านบาท ขณะที่ ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 100% จากราคา IPO ที่ 34.00 บาท จากความต้องการของของถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นมากจากโควิด-19 อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าราคาหุ้นจะยังคง outperform จาก outlook ที่ยังดีต่อ

**หุ้นถุงมือมาเลเซีย P/E สูงกว่า

บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำซื้อ ประเมินราคาพื้นฐาน ปี 2563 ของ STGT ใหม่เท่ากับ 90 บาท จากเดิมที่ 45 บาท โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี Valuation ที่น่าสนใจมาก มีค่า PER ปี 2563 ที่ 23 เท่า และ PBV ปี 2563 ที่ 5 เท่า ซึ่งมี Valuation น่าสนใจกว่าหุ้นที่ผลิตถุงมือยางในมาเลเซียมาก ที่ปัจจุบันซื้อขายที่ค่า PER เฉลี่ยราว 35 เท่า ทั้งที่ ผู้ประกอบการถุงมือยางจากมาเลเซียส่วนใหญ่ใช้ EPS กลางปี 2564 มาคำนวณ PER เพราะปิดปีบัญชีกลางปี 2564 ซึ่งได้ผลบวกจากการปรับเพิ่มราคาขายเต็มปี แต่ก็ยังซื้อขายที่ค่า PER สูงกว่า STGT มาก

**แข่งขันรุนแรงขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด(มหาชน) มีมุมมองเชิงบวก เพราะ STGT มีคำสั่งซื้อยาวขึ้นจากเดิมกลางปีหน้า เป็นไตรมาส 3/2563 รวมถึงแนวโน้มราคาขายที่ยังปรับเพิ่มขึ้นได้จากความต้องการที่ยังสูงกว่ากำลังการผลิต โดยได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-2564 เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีการเติบโตถึง 521% และ 12% มาอยู่ที่ 3,939 ล้านบาท และ 4,429 ล้านบาทตามลำดับ

และได้ปรับราคาเป้าหมายมาที่ 76 บาทต่อหุ้น จากเดิมที่ 43 บาทต่อหุ้น ซึ่งราคาเป้าหมายใหม่จะมีค่าพีอี เพิ่มเป็น 26 เท่า จากเดิม 21 เท่า ขณะที่ผู้ประกอบการถุงมือยางจากมาเลเซีย ที่มีค่าพี/อี 21-30 เท่า ส่วนราคาเป้าหมายในปี 2564 อยู่ที่ 80 บาทต่อหุ้น

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง คือการแข่งขันราคาที่รุนแรงขึ้นในปี 2564 เนื่องจากผู้ผลิตถุงมือยางเกือบทุกราย เพิ่มกำลังการผลิตราว 18%ในปี 2563 รับกระแสคำสั่งซื้อที่มีจำนวนมาก โดย STGT ก็มีการเพิ่มกำลังการผลิตในปีนี้อีก 20%และยังมีแผนเพิ่มอีก 53% ใน 4 ปีข้างหน้า

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด