แม้จะไม่ได้ยกระดับตัวเกมต้นฉบับขึ้นมาเท่าไหร่นัก และคงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คนที่ไม่ได้สนใจ Borderlands 3 แต่แรกเปลี่ยนใจมาซื้อเกมได้ แต่ DLC เนื้อเรื่องตอนล่าสุดของเกม Borderlands 3 อย่าง Bounty of Blood ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการคืนฟอร์มที่ดีสำหรับจักรวาล Borderlands ในแง่ของการเล่าเรื่อง ด้วยโทนและตัวละครที่ให้ความรู้สึกซีเรียสกว่าในเนื้อเรื่องต้นฉบับ และเน้นการเล่าเรื่องตรงๆ มากกว่าจะพยายามยัดมุกหรือเหตุการณ์กาวๆ เข้าไปตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้การเล่นเนื้อเรื่องของ DLC นี้ (ใช้เวลาราวๆ 4-6 ชั่วโมง) เป็นประสบการณ์ที่รู้สึก "พอดี" กว่าการเล่นเนื้อเรื่องในเกมต้นฉบับพอสมควร (ขอบคุณ 2K Asia สำหรับโค้ดรีวิวด้วยครับ)

เนื้อเรื่องของ DLC Bounty of Blood จะเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ใหม่ Gehenna หลังจากที่กลุ่ม Vault Hunter (ผู้เล่นนั่นแหละ) ถูกเรียกให้ไปช่วยกำจัดกลุ่มโจร Devil Riders แลกกับเงินรางวัลค่าหัวของเหล่าหัวหน้าแก๊ง ก่อนที่จะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับอดีตอันโหดร้ายของดายในฐานะแหล่งทดลองอาวุธชีวภาพ และช่วยเหลือ "นายอำเภอ" คนใหม่ในการกอบกู้ดาวเคราะห์ เอาเข้าจริงเนื้อเรื่องของเกมก็ไม่ได้หวือหวาหรือแปลกใหม่อะไรมาก และก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่ามัน "ดี" เมื่อเทียบกับเกมในตลาดอื่นๆ แต่สิ่งที่อาจจะทำให้การเล่นเนื้อเรื่องของ Bounty of Blood รู้สึกสบายกว่าเกมหลัก คือการที่เกมเลือกจะเล่าเรื่องตรงๆ มากกว่าการพยายามเล่นมุกห้าบาทสิบบาทในแทบทุกบทสนทนา ซึ่งก็ทำให้การเล่นภารกิจเนื้อเรื่องให้ความรู้สึกมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งกว่าในเกมต้นฉบับ ที่สำคัญคือเสียง NPC The Liar ที่เปรียบเสมือน "เสียงสวรรค์" ที่คอยบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ในหัวของผู้เล่นตลอดเวลา ที่ช่วยในการเซ็ตอารมณ์และบริบทของเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

อีกสิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบใน Bounty of Blood คือการออกแบบฉากของดาว Gehenna ที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นตะวันตกแบบคาวบอย กับการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ที่ทำให้ทั้งสถานที่ต่างๆ บนดาว รวมไปถึงกลุ่มศัตรูที่มีความผสมผสานกันระหว่างยากูฆ่าและคาวบอย มีเอกลักษณ์ยิ่งกว่าสถานที่ในเกมต้นฉบับเสียอีก แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่าจะเป็นตัวตัดสินสำหรับหลายๆ คนก็คงหนีไม่พ้นเกมเพลย์ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ได้รับการปรับปรุงน้อยที่สุดแล้วใน Bounty of Blood แม้ภารกิจเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะดำเนินไปค่อนข้างเร็วและสนุก แต่ภารกิจเสริมทั้งหลายใน DLC กลับไม่ได้แตกต่างจากที่พบได้ในต้นฉบับเลย ส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจ 'Fetch Quest' ที่ให้เราวิ่งไปเก็บไอเทมจำนวนเท่านั้นเท่านี้มาส่ง NPC ซึ่งไม่ได้น่าสนใจเลยซักนิด ทำให้เนื้อหาใน DLC แอบรู้สึกเบาบางลงพอสมควร เพราะนอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจอีกเลย

อย่างน้อยในแง่ของเกมเพลย์การต่อสู้ก็ยังพอใช้ได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้เขียนที่ชื่นชอบเกม Borderlands 3 อยู่แล้ว แม้ต้องยอมรับว่าศัตรูที่พบใน DLC จะไม่ได้แตกต่างจากที่พบในเกมต้นฉบับมากนัก (แค่เปลี่ยนดีไซน์ไป) แต่สำหรับแฟนของเกมต้นฉบับอยู่แล้ว การสาดกระสุนใส่พวกศัตรูเหล่านี้ก็ยังสนุกสะใจไม่เสื่อมคลาย และการทดลองใช้ปืนสุดพิศดารทั้งหลายก็ยังคงน่าตื่นเต้นทุกครั้ง ซึ่งผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าเกม Borderlands 3 น่าจะเป็นเกม "ซื้อมาเล่นขำๆ กับเพื่อน" ที่สนุกเป็นอันดับต้นๆ ในขณะนี้ และความคิดนั้นก็ยังคงจริงอยู่ใน DLC Bounty of Blood อย่างแน่นอน พูดง่ายๆ ว่าถ้าชอบเกม Borderlands 3 อยู่แล้ว Bounty of Blood ก็จะมอบทุกสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับเกมต้นฉบับให้กับคุณได้อีกอย่างแน่นอน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนเกม Borderlands 3 อยู่แล้ว Bounty of Blood ก็อาจจะไม่ได้มีอะไรที่น่าดึงดูดเป็นพิเศษ แม้การออกแบบฉากและการเล่าเรื่องจะปรับปรุงขึ้นมาประมาณหนึ่ง แต่เกมก็ยังคงเป็นเกม Borderlands 3 เหมือนเดิม และคนที่ไม่ได้ชื่นชอบการยิงหรือการเก็บปืนอันเป็นแก่นของ Borderlands เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว DLC นี้อาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ มาเปลี่ยนใจคุณเช่นกัน

กล่าวโดยสรุป DLC Bounty of Blood ถือเป็นการคืนฟอร์มที่ดีในแง่ของการเล่าเรื่องในจักรวาลของ Borderlands หลังจากที่ต้นฉบับโดนจิวารณ์มาอย่างหนัก สำหรับแฟนๆ เกม Borderlands 3 ที่อยากจะกลับไปสู่เกมอีกครั้ง DLC Bounty of Blood น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอในการตามเพื่อนๆ มาร่วมล้างบางศัตรูกันสนุกๆ แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นแฟนเกมอยู่แล้ว Bounty of Blood ก็คงไม่ได้มอบอะไรใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณเปลี่ยนใจเช่นเดียวกัน

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด